เปิดคลิปขุดกรุ"คณะรัฐบุคคล"เปิดหน้าสู้รัฐบาล

  • วันที่ 05 ก.พ. 2557 เวลา 22:16 น.

เปิดคลิปขุดกรุ"คณะรัฐบุคคล"เปิดหน้าสู้รัฐบาล

โดย...สุภชาติ เล็บนาค

 

น่าสนใจอย่างยิ่งเมื่ออดีตบิ๊กทหาร นำโดย พล.อ.วิมล วงศ์วานิช อดีตผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.อ.กันต์ พิมานทิพย์ อดีตผู้บัญชาการทหารอากาศ, พล.ร.อ. วิเชษฐ การุณยวนิช อดีตผู้บัญชาการทหารเรือ รวมตัวกันอีกครั้ง หลังนัดพบกันที่สนามม้านางเลิ้ง โดยมี พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ หรือเสธ.อ้าย เป็นตัวกลาง เมื่อวันที่ 19 ธ.ค. 2556 ที่ผ่านมา

วันนั้น บิ๊กทหารออกมาเรียกร้องให้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบ รวมถึงเปิดโอกาสให้ตั้ง “สภาประชาชน” ตามข้อเสนอของกปปส. ทว่าผ่านมานาน 1 เดือนครึ่ง ยิ่งลักษณ์ยังคงอยู่ที่เดิม ขณะที่ คณะนายทหารอาวุโสกลับเงียบหายไป และโผล่มาอีกครั้งในงานก่อตั้ง “คณะรัฐบุคคล” เมื่อวันที่ 28 ม.ค. ที่ผ่านมา ที่สโมสรโปโลคลับ ซอยโปโล ถ.วิทยุ อันเป็นศูนย์รวมของเหล่าชนชั้นนำ นักการเมือง นักธุรกิจ มาช้านาน

ครั้งนี้บิ๊กกันต์ไม่ได้ควงเฉพาะบิ๊กทหาร อย่าง พล.ร.อ.วิเชษฐ การุณยวนิช อดีตผู้บัญชาการทหารเรือ และ พล.อ.วิมล วงศ์วานิช อดีตผู้บัญชาการทหารบก มาด้วยเท่านั้น แต่ยังมี พล.ร.อ.สุรวุฒิ มหารมณ์ อดีตเสนาธิการทหารเรือ, พล.อ.อ.เทอดศักดิ์ สัจจะรักษ์ อดีตเสนาธิการทหารอากาศ, พล.อ.สายหยุด เกิดผล อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด เข้าร่วมประชุม

นอกจากนี้ยังดึงปรมาจารย์สายนิติศาสตร์อย่าง อย่าง อมร จันทรสมบูรณ์ รวมถึงปรมาจารย์ด้านรัฐศาสตร์ ซึ่งระยะหลังมีปรากฎหน้าตาร่วมกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย อย่าง ปราโมทย์ นาครทรรพ, ชัยอนันต์ สมุทวณิช รวมถึง สุรพงษ์ ชัยนาม อดีตเอกอัครราชทูตไทยหลายประเทศ เข้าร่วมหารือด้วย โดยมีคลิปวิดีโอชื่อ “การประชุมจัดตั้งกลุ่มรัฐบุคคล MAN OF THE STATE” ความยาว 1 ชั่ยโมง อัพโหลดภายใต้แอคเคาท์ชื่อ fmtv asok เป็นประจักษ์พยาน โดย “โพสต์ทูเดย์” รวบรวมใจความสำคัญของคณะรัฐบุคคล มาสรุปไว้ในนี้

“ฝ่ายรัฐบาลเห็นแก่ตัว เห็นแก่ผลประโยชน์ของตัวเอง ไม่ยอมรับสแตนดาร์ดที่ควรจะเป็น ทำให้บ้านเมืองมีความวุ่นวายอย่างนี้ เอาแต่ผลประโยชน์พวกตัวเอง เพื่อจะเป็นบรรทัดฐานของเขา ทำให้มีแต่ปัญหา การเอาพวกมาอ้างว่าประชาธิปไตยไปไม่รอด มันต้องหยุดไม่ให้เขามีบทบาทต่อไป”บิ๊กกันต์พูดเปิดงาน

ด้านอมร ในฐานะปรมาจารย์ด้านกฎหมาย บอกว่า การเลือกตั้ง 2 ก.พ. ไม่เป็นประชาธิปไตย เนื่องจากกฎหมายขณะนี้ บังคับให้สส.สังกัดพรรค และให้พรรคการเมืองไล่ สส.ออกจากการเป็นสส.ได้ ขณะเดียวกัน ก็กลับไประบุว่านายกรัฐมนตรี ต้องมาจากสส.เท่านั้น เมื่อพรรคถูกควบคุมโดยนายทุน ทำให้หลักการทั้งหมดมีปัญหา ซึ่งข้อกำหนดเหล่านี้ ไม่มีประเทศใดในโลกทำกัน โดยจะต้องให้คำมั่นกับต่างประเทศว่า หากแก้ 3 มาตรานี้สำเร็จ จะมีการเลือกตั้งทันที ทุกประเทศน่าจะสนับสนุนทั้งหมด แล้วจะเลือกตั้งทันที ก็สามารถปฏิรูปตามแนวทางนี้ได้

ขณะที่ อดีตทูตสุรพงษ์ บอกว่า สถานการณ์ขณะนี้ กองทัพควรจะมีอำนาจรัฏฐาธิปัตย์ ในการนำประเทศไปสู่ประชาธิปไตย ซึ่งขณะนี้มวลชนพร้อมแล้ว ขาดปัจจัยอย่างเดียวคือกองทัพ ที่ต้องตั้งคำถามว่าขณะนี้ยังทำหน้าที่ของตัวเองหรือเปล่า

“มันไม่เกี่ยวกับว่า ผบ.ทั้งหลายอยากทำหรือไม่อยากทำ แต่ขึ้นอยู่กับว่า ผบ.มีความรับผิดชอบหรือไม่ ต่างชาติไม่ได้สนใจว่าประเทศไทยเคารพนิติธรรมมั้ย เคารพประชาธิปไตยมากแค่ไหน เขาไม่คิดหรอก เขาคิดแค่เรื่องผลประโยชน์ของเขาในประเทศไทย อย่าคิดว่าเขาไม่รู้ว่าระบอบทักษิณทำร้ายยังไงบ้าง แต่เขาคิดว่ารัฐบาลของระบอบทักษิณให้ประโยชน์มากกว่า”อดีตทูตสุรพงษ์แสดงความคิดเห็น

อดีตเอกอัครราชทูตผู้นี้ ยังบอกอีกว่า ไม่มีในโลกนี้ที่มีรัฐประหารแล้วเกิดการปฏิวัติ หรือปฏิรูป อันดับแรกเลยจะต้องมีการยึดอำนาจรัฐก่อนแล้วถึงมีการปฏิวัติ อย่างในโปรตุเกส ทหารก็โค่นระบอบเผด็จการพลเรือนเท่านั้น แต่มวลชนบีบให้กองทัพพัฒนาจากการยึดอำนาจไปสู่การปฏิวัติ จนประเทศพัฒนา มีการพัฒนาประชาธิปไตยเพิ่มขึ้น แต่ในเมืองไทย ถ้าเกิดการเปลี่ยนแปลงให้มวลชนเป็นรัฏฐาธิปัตย์นั้นไม่มีทางที่จะมีอำนาจ หรือสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ในประเทศไทย ถ้ากองทัพไม่ทำหน้าที่ของตัวเอง ต่อให้ประชาชน 5 ล้าน ออกมาเป็น 20 ล้านคน ก็ไม่สามารถเกิดการเปลี่ยนแปลงได้

อย่างไรก็ตาม พล.อ.วิมล ซึ่งในอดีตเคยได้รับการยกย่องว่าเป็นนายทหารนักประชาธิปไตย แย้งว่า ขณะนี้อาจยังไม่ถึงเวลาที่ทหารจะต้องออกมา เนื่องจากจังหวะต่างๆ ยังไม่สุกงอมพอ และกระบวนการยุติธรรมยังทำงานได้อยู่ หากออกมาตอนนี้ ทหารอาจกลายเป็นกลุ่มคนที่ฉวยโอกาสเอาอำนาจรัฐไป แต่เชื่อว่าขณะนี้ ทหารคิดหนักอยู่ทุกเวลา ว่าจะทำอย่างไรกับชาติบ้านเมือง

หลังจากนั้น พล.อ.วิมล ยังได้ถาม อมร และเพื่อนร่วมกลุ่มคนอื่นๆ อีกว่าหากทหารออกมาปฏิวัติจริง จะยอมรับความสูญเสียได้มากน้อยขนาดไหน เพราะวันนี้ หากจะต้องปฏิวัติ อาจต้องมีประชาชนตายนับร้อย

ขณะที่ ชัยอนันต์ ระบุว่า เหตุผลสำคัญที่ทหารอาจใช้ในการปฏิวัติคือการขยายผลว่ามีการนำกองกำลังต่างชาติมาทำร้ายคนไทยด้วยกันเอง จะเป็นเงื่อนไขกดดันให้ทหารปฏิวัติได้

ทั้งนี้ พล.อ.สายหยุด ในฐานะผู้ประสานงานคณะรัฐบุคคล ได้กล่าวสรุปปิดท้ายไว้ว่า คณะรัฐบุคคลสรุปตรงกัน โดยเห็นว่า 1.ประเทศไทยต้องปฏิรูปประเทศ 1 ประเทศไทยต้องปฏิรูป เพราะประเทศไทยล้มเหลว โดยจะปฏิรูปได้ต้องได้อำนาจรัฐ และการได้อำนาจรัฐ ทหารต้องออกมารับผิดชอบ โดยใช้ข้ออ้าง ได้แก่ 1.ประชาชนเรียกร้อง 2.มีกองกำลังต่างชาติยิงคนไทย 3.เกิดการจลาจล โดยทหารเข้ามายุติการจลาจล และ 4.เข้ามาคุ้มครองผู้ชุมนุม โดยการเรียกร้องให้รัฐบาลลาออกของผู้ชุมนุมขณะนี้ ถือว่าไม่เพียงพอ แต่ต้องให้ทหารออกด้วย

“หลังจากนี้จะเคลื่อนไหวต่อไป เพื่อให้มวลมหาประชาชนเอาด้วย และอาจอาศัยคอนเนกชั่นส่วนตัวกับทหาร เพื่อให้เหล่าทัพรู้ว่าพวกเราคิดอย่างไร”ที่ประชุมสรุปผล

ต้องติดตามต่อไปว่าเมื่อกลุ่มผู้อาวุโสเปิดหน้าชกอย่างนีแล้ว จะมีความเคลื่อนไหวอะไรตามมาอีกหรือไม่

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ