posttoday

Whoscall เผยภัยไซเบอร์น่าห่วง มิจฉาชีพใช้ AI โจมตี 173 ล้านครั้ง

18 มีนาคม 2569

Whoscall ชี้ไทยตกเป็นเป้าอันดับ 1 เอเชีย โจมตี 173 ล้านครั้ง เสียหายวันละ 70 ล้าน มิจฉาชีพใช้ AI-Deepfake หลอกเหยื่อ

รายงานล่าสุดปี 2568 จาก Whoscall ชี้ว่าประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตอาชญากรรมไซเบอร์ขั้นรุนแรง ครองอันดับ 1 ในการตกเป็นเป้าหมายมิจฉาชีพในเอเชียด้วยยอดโจมตีสูงถึง 173 ล้านครั้ง ข้อมูลจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติและ กสทช. ระบุว่าสร้างความเสียหายถึง 70 ล้านบาทต่อวัน

 

ขบวนการเหล่านี้ไม่ได้ทำงานแบบสุ่มอีกต่อไป แต่ยกระดับโครงสร้างองค์กรเทียบเท่าอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่มีฝ่ายวิจัยและพัฒนาคอยดูแลควบคุมกลยุทธ์ จัดตั้งหลายภาคส่วนขึ้นมาใกล้เคียงกับรูปแบบขององค์กรบริษัท ที่มีการแบ่งงานจัดสรรทุกอย่างให้เป็นระบบ

 

ข้อมูลส่วนบุคคลที่รั่วไหลกลายเป็นอาวุธสำคัญ โดย 94% ของหมายเลขที่หลุดไปนั้นเชื่อมโยงกับชื่อและนามสกุล โดยเฉพาะข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความละเอียดอ่อน ตั้งแต่ทรัพย์สิน ที่ดิน หรือข้อมูลเชิงลึกมาใช้ในการสนทนา เพื่อหลอกล่อให้เหยื่อลงเชื่อได้ง่ายยิ่งขึ้น

 

อาชญากรนำข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้ไปประมวลผลร่วมกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อสร้าง Deepfake เลียนเสียงบุคคลใกล้ชิด หรือออกแบบการโจมตีแบบเจาะจงเป้าหมาย (Personalized Scam) ช่วยให้สามารถหลบเลี่ยงคำถามรักษาความปลอดภัยของสถาบันการเงินได้อย่างแนบเนียน

 

ในเชิงสถาปัตยกรรมเครือข่าย มิจฉาชีพหลบเลี่ยงการตรวจจับโดยใช้ฮาร์ดแวร์เถื่อนอย่าง SIM Box และ False Base Station เพื่อยิง SMS หลอกลวงกว่า 134 ล้านครั้งโดยไม่ผ่านเสาสัญญาณของผู้ให้บริการ นอกจากนี้ ยังมีการใช้อัลกอริทึมบดบังข้อความ (Text Obfuscation) ผ่านการแทรกอีโมจิและอักขระพิเศษถึง 85% ของข้อความทั้งหมด เพื่อตบตาระบบคัดกรองอัตโนมัติ (SMS Filtering)

 

รูปแบบการโจมตียังเปลี่ยนมาเป็น การโจมตีทางเทคนิคโดยตรง โดย 37% ของลิงก์อันตรายเป็นเว็บไซต์ฟิชชิง อีก 32% เป็นการฝัง มัลแวร์ (Malware) ซอฟต์แวร์เหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อควบคุมอุปกรณ์จากระยะไกล ดักจับรหัส OTP และสวมรอยทำธุรกรรม ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างหนักหน่วง

 

เพื่อตอบโต้ภัยคุกคามนี้ ภาครัฐและเอกชนได้นำเทคโนโลยีเข้าต้านทาน กสทช. บังคับใช้ระบบยืนยันตัวตนด้วย Biometrics แบบสแกนใบหน้าเคลื่อนไหวเพื่อป้องกัน AI สวมรอย และใช้ระบบจำกัดโควตาการโทรผิดปกติ ทางตำรวจก็พัฒนาแนวทางประสานงานกับธนาคารมากยิ่งขึ้น จนคืนเงินให้แก่ผู้เสียหายได้มากกว่า 500 ล้านบาท

 

อย่างไรก็ตามแนวทางการป้องกันตัวเองยังคงสำคัญ ประชาชนไม่ควรรีบเชื่อคู่สนทนามากนัก ระแวดระวังอย่ากดลิงค์ที่แนบมากับ SMS และใช้แอปพลิเคชันในการคัดกรองเบอร์อันตราย เพื่อลดผลกระทบและการติดต่อจากสแกมเมอร์ที่อาจจะเกิดขึ้น

ข่าวล่าสุด

'วราภัสร์' จี้รัฐแก้วิกฤตน้ำมัน เร่งออกพ.ร.ก.ด่วน! คุมราคาช่วยประชาชน