
“เท้าเทียมไดนามิกส์” นวัตกรรมเปลี่ยนชีวิต
นวัตกรรมที่ดี คือ นวัตกรรมที่สร้างการเปลี่ยนแปลงกับชีวิตคนให้สามารถ “มีชีวิตอยู่ต่อได้” และนี่คือหนึ่งในนวัตกรรมนั้น “เท้าเทียมไดนามิกส์” จากฝีมือวิศวกรไทยได้ใช้ฟรี! ที่ผู้พิการขาขาดสามารถขอรับได้ ภายใต้สิทธิบัตรทอง
“ผมพิการตั้งแต่กำเนิด เกิดมาก็ไม่มีขาเลย”
ผู้ใช้งานเท้าเทียม อายุ 40 ปีที่ชื่อ “พี่วุฒิ” เล่าให้ โพสต์ทูเดย์ ฟัง
เขาเล่าว่าเริ่มใส่เท้าเทียมครั้งแรกตั้งแต่อายุ 4-5 ขวบ แต่เดิมใช้เป็นเท้าเทียมแบบไม้ซึ่งทำให้ใช้ชีวิตได้อย่างจำกัด เนื่องจากมีน้ำหนักมาก โครงสร้างแข็ง ขยับข้อเท้าได้น้อย ไม่มีแรงส่งขณะก้าวเดิน ทำให้เดินไม่เป็นธรรมชาติ และเสี่ยงต่อการล้มได้ง่าย
เท้าเทียมแบบเดิมซึ่งทำจากไม้นั้น เหมาะสำหรับผู้พิการที่มีไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตไม่ต้องเคลื่อนไหวมาก แต่กับ "วุฒิ" เขาต้องการมากกว่านั้น
ปัจจุบันจึงเปลี่ยนมาใช้ “เท้าเทียมไดนามิกส์” ภายใต้สิทธิบัตรทอง 30 บาท
“เดินง่ายขึ้นกว่าเท้าเทียมที่ทำจากไม้เยอะครับ เพราะแต่ก่อนเวลาเดินต้องใช้แรงขาทั้งหมด แต่พอมาเป็นนวัตกรรมตัวนี้ ใช้แค่จังหวะน้ำหนักกดลงที่หน้าเท้า ก็สามารถเดินได้ใช้งานได้แล้ว .. เพื่อนหลายคนไม่รู้ว่าผมพิการเพราะท่าทางของผมเดินได้เหมือนคนปกติทั่วไป”
นอกจากนี้ วุฒิยังบอกว่า เท้าเทียมไดนามิกส์ มีข้อดีคือเก็บรักษาได้ง่ายกว่าเท้าไม้ ไม่ต้องห่วงว่าจะขึ้นรา หรือมีกลิ่นเหม็น อีกทั้งบางคนก็ยังสามารถกลับมาขับรถหรือขี่มอเตอร์ไซค์ได้ด้วย
กลไกที่เท้าไม้ทำไม่ได้ “เก็บพลัง-ปล่อยพลัง”
หัวใจของนวัตกรรมชิ้นนี้อยู่ที่วัสดุ รศ.ดร.ไพรัช ตั้งพรประเสริฐ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญด้านกายอุปกรณ์และสิ่งปลูกฝังทางออร์โธปิดิกส์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้พัฒนาเท้าเทียมไดนามิกส์ เล่าให้ฟังว่า เท้าเทียมไดนามิกส์ผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์ ซึ่งเป็นวัสดุชนิดเดียวกับที่ใช้ทำลำตัวเครื่องบิน เพราะมีคุณสมบัติแข็งแรงและยืดหยุ่นสูงพร้อมกัน
โครงสร้างของเท้าเทียมประกอบด้วยสองส่วนหลัก คือ ส่วนหน้าเท้า และส่วนส้นเท้า ถูกออกแบบให้โค้งงอได้ในลักษณะเดียวกับไม้บรรทัดที่ถูกง้างแล้วปล่อย กล่าวคือเมื่อผู้ใช้งานก้าวเท้าลงน้ำหนัก วัสดุจะสะสมพลังงานไว้ชั่วขณะ แล้วปล่อยแรงส่งกลับออกมาในจังหวะที่เท้าอีกข้างก้าวต่อไป ทำให้การเดินมีจังหวะใกล้เคียงธรรมชาติมากกว่าเท้าไม้ที่แข็งตายตัว
รศ.ดร.ไพรัช เปรียบเทียบว่า นักกีฬาที่เล่นกีฬาต้องใช้รองเท้าพื้นเรียบเพื่อการทรงตัว แต่นักวิ่งต้องใช้รองเท้าที่มีวัสดุเก็บและปล่อยแรง เท้าเทียมไดนามิกส์ก็ทำงานด้วยหลักการเดียวกัน จึงทำให้ผู้พิการขาขาดสามารถเดินขึ้นทางลาดชันได้ลื่นไหลกว่าเดิม เพราะปลายเท้าปรับตัวไปตามระนาบของพื้นได้ ขณะที่เท้าไม้ซึ่งแข็งจะ “งัด” และทำให้ก้าวเดินลำบากเมื่อเจอทางลาดชัน
รศ.ดร.ไพรัช เล่าว่าการพัฒนาอุปกรณ์ลักษณะนี้ไม่สามารถอาศัยความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมเพียงอย่างเดียว จำเป็นต้องร่วมมือกับทีมแพทย์และนักกายอุปกรณ์อย่างใกล้ชิด โดยในกรณีนี้มี ภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟูจากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และทีมอาจารย์จากโรงเรียนกายอุปกรณ์สิรินธร คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เข้าร่วมทดสอบทางคลินิกกับผู้ป่วยจริง แล้วส่งข้อมูลป้อนกลับให้ทีมวิศวกรปรับปรุงแบบซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนจะส่งไปทดสอบตามมาตรฐานสากลในต่างประเทศ
“ เราทดสอบที่ประเทศเยอรมนีตามมาตรฐาน ISO10328 และพบว่าเท้าเทียมไดนามิกส์สามารถใช้ได้ 2 ล้านก้าวไม่พังแน่ สามารถรับน้ำหนักกระแทกได้ดี 3-4 เท่าของน้ำหนักตัว หรือประมาณ 300-400 กิโลกรัม เช่น หากเดินตกหลุมระดับประมาณ 1 ฟุต ก็สามารถรับแรงกระแทกได้สบายๆ ขาเทียมไม่หัก”
อีกจุดที่ทีมวิจัยพัฒนาต่อยอด คือ “ยางหุ้มเท้าเทียม” ซึ่งเดิมใช้วัสดุนำเข้าจากประเทศจีนแต่ได้รับข้อเสนอแนะจากผู้ป่วยว่าไม่ทนทาน ทีมจึงร่วมมือกับอาจารย์ภาควิชาเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พัฒนาสูตรยางหุ้มจากยางพาราแท้ผสมยางสังเคราะห์บางส่วนเพื่อเพิ่มความแข็งแรง จนได้ผลลัพธ์ที่ทีมวิจัยระบุว่ามีประสิทธิภาพเทียบเท่าวัสดุจากประเทศชั้นนำ แต่มีต้นทุนต่ำกว่าราว 10 เท่า
ปัจจุบันชิ้นส่วนทั้งหมดของเท้าเทียมไดนามิกส์ ทั้งตัวเท้า ตัวเชื่อมต่อ และอะไหล่ ผลิตและประกอบในประเทศไทยทั้งหมด
ไม่ใช่แค่ “สิทธิประโยชน์” แต่คือ “สิทธิที่จะมีชีวิตอยู่ต่อ”
ปัจจุบัน คนไทยสามารถเข้าถึง “เท้าเทียมไดนามิกส์” นวัตกรรมไทยภายใต้สิทธิประโยชน์ของ “สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” (สปสช.) ได้ หากมีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ เช่น น้ำหนักตัวต้องไม่เกิน 100 กิโลกรัม หรือระดับความสามารถในการเคลื่อนไหวซึ่งต้องประเมินโดยแพทย์หรือนักกายภาพบำบัดตามมาตรฐานสากล สามารถขอรับสิทธิได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ผ่านการปรึกษาแพทย์หรือนักกายภาพบำบัดที่ดูแลอยู่
ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เล่าให้ฟังถึงเส้นทางการบรรจุ “เท้าเทียมไดนามิกส์” เป็น “สิทธิประโยชน์ของคนไทย” ว่า ก่อนที่อุปกรณ์หรือยาใดจะได้รับบรรจุเข้าเป็นสิทธิประโยชน์ในระบบบัตรทองหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จะต้องผ่านกระบวนการประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข ซึ่งดำเนินการโดยหน่วยงานวิชาการอย่าง โครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (HITAP)
ตัวชี้วัดสำคัญคือต้นทุนต่อการมีปีสุขภาวะที่ดีเพิ่มขึ้นหนึ่งปี หรือที่เรียกกันในทางเทคนิคว่าอัตราส่วนต้นทุนประสิทธิผลส่วนเพิ่ม (Incremental Cost-Effectiveness Ratio: ICER) โดยเพดานความคุ้มค่าที่ประเทศไทยใช้อยู่ในปัจจุบันคือไม่เกิน 160,000 บาทต่อปีสุขภาวะ
ตัวเลขนี้ไม่ใช่ตัวเลขที่ตั้งขึ้นลอย ๆ แต่มีที่มาจากการปรับเพดานความคุ้มค่าของประเทศไทยมาเป็นลำดับ ประเทศไทยถือเป็นประเทศเดียวในบรรดาประเทศที่กำหนดเพดานความคุ้มค่าชัดเจน
นอกจากตัวเลขความคุ้มค่า ยังต้องดูไลฟ์สไตล์ผู้ป่วยด้วย รองเลขาธิการ สปสช. ระบุว่าการพิจารณาไม่ได้ดูเฉพาะตัวเลขความคุ้มค่าเพียงอย่างเดียว แต่ยังพิจารณาประโยชน์ที่ผู้ป่วยจะได้รับจริงประกอบด้วย อย่างกรณีเท้าเทียมไดนามิกส์ แม้ราคาสูงกว่าเท้าไม้ แต่เมื่อประเมินตามการใช้งานจริงแล้วพบว่าเหมาะกับกลุ่มผู้พิการที่ต้องประกอบอาชีพหรือเคลื่อนไหวมาก ขณะที่กลุ่มที่ใช้ชีวิตอยู่กับบ้านเป็นหลักยังสามารถใช้เท้าเทียมแบบไม้ได้อย่างเพียงพอ
จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้มุมมองต่อการบรรจุสิทธิประโยชน์ราคาสูงเปลี่ยนไป เกิดขึ้นในช่วงของของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และมีการประชุมบอร์ด สปสช. ครั้งแรก มีตัวแทนภาคประชาชนมายื่นหนังสือกรณีบุตรป่วยเป็นโรคหายาก ซึ่งต้องใช้ยาที่มีราคาสูงมากต่อการรักษาหนึ่งราย เมื่อรับฟังแล้ว นายอนุทินให้ความเห็นสั้นๆ ว่าชีวิตคนมีค่า และควรผลักดันให้เป็นสิทธิประโยชน์
เหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นจุดที่ทำให้มองการเพิ่มสิทธิประโยชน์ในมุมใหม่ ว่าคนที่ไม่มีความเกี่ยวข้องอาจดูเหมือนไม่มีความหมาย แต่หากเป็นคนในครอบครัวหรือญาติเอง ทุกคนย่อมพร้อมทำทุกทางเพื่อให้ชีวิตนั้นดำเนินต่อไปได้
“ผมไม่ได้มองเป็นสิทธิประโยชน์นะ ผมมองว่าบางอย่างมันคือสิทธิในการมีชีวิตอย่างมีคุณภาพต่อไป” ทพ.อรรถพร สรุป
จากงบนำเข้าหมื่นล้าน ผลักดันนวัตกรรมคนไทยสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนในประเทศ
ทพ.อรรถพร ยังชี้ชวนให้เห็นถึงประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจในอีกมุมหนึ่ง...
ปัจจุบันบัญชีอุปกรณ์ทางการแพทย์ของ สปสช. มีรายการอยู่ราว 200 รายการ ซึ่งส่วนใหญ่ยังคงเป็นการนำเข้าจากต่างประเทศ คิดเป็นมูลค่าปีละประมาณ 16,000 ล้านบาท
ขณะที่อุปกรณ์นวัตกรรมไทยที่ได้รับบรรจุเข้าสิทธิประโยชน์แล้วมีอยู่ 8 รายการ คิดเป็นงบประมาณราวปีละ 300 ล้านบาท และเมื่อเปรียบเทียบการใช้จ่ายในรอบ 6 เดือนระหว่างการซื้ออุปกรณ์นำเข้าเดิมกับอุปกรณ์นวัตกรรมไทย พบว่าประหยัดงบประมาณได้ราว 300 ล้านบาท ซึ่งเป็นเม็ดเงินที่หมุนเวียนอยู่ในประเทศแทนที่จะไหลออกไปต่างประเทศ
ปีงบประมาณ 2569 คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้จัดสรรงบประมาณเฉพาะรายการเท้าเทียมไดนามิกส์ในบัญชีนวัตกรรมไทยไว้ที่ 18.68 ล้านบาท ซึ่งเป็นหนึ่งในสิบห้ารายการยาและเครื่องมือแพทย์จากบัญชีนวัตกรรมไทยที่ สปสช. ให้การสนับสนุน ภายใต้เป้าหมายการประหยัดงบประมาณรวมราว 20,000 ล้านบาท
เมื่อถามถึงทิศทางในอีก 5-10 ปีข้างหน้า รองเลขาธิการสปสช. ระบุว่างบประมาณด้านนวัตกรรมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามภาวะเงินเฟ้อ แต่สิ่งที่ต้องการเห็นมากกว่า คือ จำนวนรายการนวัตกรรมไทยที่เพิ่มขึ้นจาก 8 รายการในปัจจุบัน นอกจากอุปกรณ์อวัยวะเทียมแล้ว อีกกลุ่มที่ สปสช. ให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือ ชุดตรวจคัดกรองโรคที่ช่วยให้ตรวจพบผู้ป่วยได้เร็วขึ้น และมองว่า
การสนับสนุนนวัตกรรมไทย คือการลงทุนระยะยาวที่ในวันนี้อาจยังไม่เห็นผลชัดเจน
แต่จะทยอยสร้างทั้งประโยชน์ด้านสุขภาพประชาชนและมูลค่าทางเศรษฐกิจ
ที่หมุนเวียนอยู่ในประเทศไปพร้อมกัน
โจทย์ต่อไปของ สปสช. จึงไม่ใช่แค่การอนุมัติสิทธิประโยชน์ แต่คือ การส่งสัญญาณให้นักวิจัยและผู้ประกอบการไทยเห็นว่ามีตลาดรองรับผลิตภัณฑ์ที่ผ่านมาตรฐาน พร้อมย้ำเตือนสตาร์ทอัพด้านการแพทย์ว่าไม่ควรมองแค่ตลาดในประเทศ แต่ควรวางเป้าหมายขยายสู่ตลาดต่างประเทศควบคู่กันไป
…
ทั้งนี้ ข้อมูลจากสารของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เนื่องในวันคนพิการแห่งชาติประจำปี 2568 ระบุว่าประเทศไทยมีคนพิการที่ขึ้นทะเบียนแล้วกว่า 2.28 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 3.45 ของประชากรทั้งหมด โดยกลุ่มคนพิการทางการเคลื่อนไหวมีสัดส่วนสูงที่สุดถึงร้อยละ 52.26
ตัวเลขนี้สะท้อนว่ากลุ่มคนพิการทางการเคลื่อนไหว ซึ่งรวมถึงผู้พิการขาขาด เป็นกลุ่มประชากรที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาคนพิการทั้งหมด และเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักที่นวัตกรรมอย่างเท้าเทียมไดนามิกส์ตอบโจทย์ชีวิตของพวกเขา
ขณะเดียวกัน ปัญหาการเข้าถึงอุปกรณ์ช่วยเหลือทางการเคลื่อนไหวไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะประเทศไทย รายงานฉบับแรกของโลกว่าด้วยเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก ซึ่งจัดทำร่วมกันโดยองค์การอนามัยโลก (WHO) และองค์การยูนิเซฟเมื่อปี 2565 ระบุว่าทั่วโลกมีประชากรมากกว่า 2,500 ล้านคนที่จำเป็นต้องใช้ผลิตภัณฑ์ช่วยเหลืออย่างน้อยหนึ่งชนิด ไม่ว่าจะเป็นรถเข็น เครื่องช่วยฟัง หรือขาเทียม แต่เกือบ 1,000 ล้านคนในจำนวนนี้ยังเข้าไม่ถึง โดยเฉพาะในประเทศรายได้น้อยและปานกลาง ซึ่งบางพื้นที่มีอัตราการเข้าถึงต่ำเพียงร้อยละ 3 เทียบกับประเทศรายได้สูงที่เข้าถึงได้สูงถึงร้อยละ 90 เฉพาะในส่วนของอุปกรณ์เทียมและกายอุปกรณ์







