พรรคร่วมรู้ทางลม ลอยแพประชาธิปัตย์

วันที่ 15 มิ.ย. 2554 เวลา 09:32 น.
พรรคร่วมรู้ทางลม ลอยแพประชาธิปัตย์
ท่าทีของพรรคร่วมรัฐบาลไม่เพียงแต่สลายขั้วออกจากพรรคประชาธิปัตย์เพื่อเปิดกว้างกับพรรคเพื่อไทย

โดย...ทีมข่าวการเมือง

ท่าทีของพรรคร่วมรัฐบาลไม่เพียงแต่สลายขั้วออกจากพรรคประชาธิปัตย์เพื่อเปิดกว้างกับพรรคเพื่อไทย แต่กลับออกมากระหน่ำซ้ำเติมประชาธิปัตย์แบบไม่เหลือเยื่อใย

พรรคร่วมที่จะเป็นตัวแปรตั้งรัฐบาล คือ ชาติไทยพัฒนา ชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดินภูมิใจไทย ที่เหลือเป็นพรรคเล็กที่ไม่พลังต่อรอง เช่น กิจสังคม มาตุภูมิ

ชาติไทยพัฒนาของ บรรหาร ศิลปอาชา ตัวเลือกแรกที่ “ทักษิณ ชินวัตร” จะดึงมาร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย มีเสียงดังทุกขณะนับแต่เข้าสู่บรรยากาศเลือกตั้ง โดยสลับกันเล่นระหว่าง บรรหาร ศิลปอาชา ชุมพล ศิลปอาชา พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์

บทกลางๆ คือ ชูการปรองดอง

แต่ก็มีคำถามมากมายว่า การปรองดองของพรรคชาติไทยพัฒนาคืออะไร นอกจากการใส่เสื้อสีชมพู และขับรถเลื่อนติดป้ายคำว่า “ปรองดอง”

ไม่มีเนื้อหาสาระว่าจะเข้าร่วมกับพรรคเพื่อไทยได้ในเงื่อนไขอะไรที่ช่วยยุติความขัดแย้ง

การปรองดองเป็นการพูดให้ติดกระแส เพราะต้องการให้ เสธ.หนั่น เป็น “นายกฯ คนกลาง” สร้างละครปรองดองสองขั้ว

ชาติไทยพัฒนารู้ดีว่า ณ เวลานี้ โอกาสที่เพื่อไทยชนะเลือกตั้งมีสูง โดยอาจได้เสียงระหว่าง 230-250 เสียง

ขณะที่ประชาธิปัตย์จะเป็นรัฐบาลได้หรือไม่ อยู่ที่ชาติไทยพัฒนาที่เกี่ยวก้อยกับภูมิใจไทย รวมถึงพรรคร่วมรัฐบาลอื่นเท่านั้น

พรรคบิ๊กเติ้งไม่ต้องง้อประชาธิปัตย์ ตรงกันข้าม ถ้าประชาธิปัตย์จะเป็นรัฐบาล ต้องเป็นฝ่ายง้อบิ๊กเติ้ง

การเล่นหน้าสื่อของ 3 ประสาน ชาติไทยพัฒนาที่ “สร้างราคา” เกมปรองดอง ขณะเดียวกันก็ทิ่มประชาธิปัตย์เลือดซิบหลายดอก ยิ่งกว่าเป็นฝ่ายค้าน จน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สุเทพ เทือกสุบรรณ ต้องเสียเวลาชี้แจง

ไม่ว่าเสียงตำหนิจากบรรหารที่จู่ๆ ก็ตีแสกหน้าอภิสิทธิ์เมื่อปลายปีที่แล้วว่า ดีทุกอย่าง เสียอย่างเดียว ต้องปรับปรุงตัว พร้อมกับทวงบุญคุณที่ร่วมผลักดันให้อภิสิทธิ์เป็นนายกฯ แต่อภิสิทธิ์กลับไม่แก้รัฐธรรมนูญมาตรา 237 ปลดล็อกคดียุบพรรคช่วยพรรคชาติไทยพัฒนาทางอ้อม

“ตอนนั้นบอกว่าจะแก้มาตรา 237 แล้วก็ไม่ทำ พูดหลายครั้งหืดขึ้นคอก็ไม่ทำ”

หรือที่ชุมพลออกมาตอบโต้อภิสิทธิ์ ล่าสุดเกี่ยวพันข้อความอภิสิทธิ์ในเฟซบุ๊ก

โดยชุมพล ระบุว่า สาเหตุที่ยอมร่วมรัฐบาลกับประชาธิปัตย์ เพราะถูกบีบจากมือพิเศษหรือพลังที่ไม่อาจเลี่ยงได้

ซ้ำด้วย เสธ.หนั่น ที่สำทับว่า ถ้าใครเรียกพรรคการเมืองไปจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร พรรคชาติไทยพัฒนาไม่ไปแน่นอน เพราะเขตทหารห้ามเข้า

อภิสิทธิ์ ต้องชี้แจงว่า เป็นความเข้าใจผิดของชุมพล ก่อนที่ชุมพลจะยอมรับตรงๆ ว่ายังไม่อ่านต้นฉบับจริง แค่ฟังจากสื่อทีวี

ไม่ว่าจะมีข้อเท็จจริงเรื่องอำนาจพิเศษอย่างไร แต่การเลือกพูดและให้เป็นประเด็นข่าวถล่มประชาธิปัตย์ในช่วงนี้ ด้านหนึ่งเพื่อเอาคืนประชาธิปัตย์ เพราะช่วงร่วมรัฐบาล “บรรหารชุมพล” ก็ระหองระแหงกับอภิสิทธิ์ ที่ของบประมาณเพิ่มแต่อภิสิทธิ์ไม่ให้

อีกด้านเป็นการตีกันอำนาจพิเศษและกองทัพไม่ให้เข้ามาแทรกจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ เพราะรู้ว่าเพื่อไทยมาแน่ แต่ถ้าตัวเลขของเพื่อไทยไม่ทิ้งขาดมาก ก็เป็นจังหวะที่พรรคเติ้งกับภูมิใจไทยจะโก่งราคาแลกเก้าอี้รัฐมนตรีแบบจัดหนักเพื่อให้อภิสิทธิ์เป็นนายกฯ อีกสมัย

เมื่อดูการหาเสียงของพรรคภูมิใจไทย ก็ไม่กล้าซัดกับเพื่อไทยหรือทักษิณตรงๆ เพราะยิ่งตีเพื่อไทย ภูมิใจไทยก็เสียแต้มและหาเสียงลำบาก

ตรงกันข้าม ภูมิใจไทยกลับมาทะเลาะกับประชาธิปัตย์ กรณีที่ ครม.มีคำสั่งการคืนเก้าอี้อธิบดีกรมการปกครองให้กับ วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์

เช่นเดียวกับ “รวมชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน” ของเสี่ยสุวัจน์ ลิปตพัลลภ วางตัวเป็นกลางด้วยสโลแกน “รู้แพ้ รู้ชนะรู้อภัย” ที่เปิดอ้าเข้าร่วมได้ทั้งเพื่อไทยและประชาธิปัตย์

การหาเสียงของ “อภิสิทธิ์-สุเทพ” จึงเจอมรสุมรอบทิศ นอกจากแข่งกับเพื่อไทยแล้ว ยังเจอคนเสื้อแดงตามไปราวีทุกที่ ขณะที่พรรคปลาไหลใส่สเกต รู้ทางลมว่า เพื่อไทยมาแน่ จึงถ้อยทีถ้อยอาศัย ปรองดองกับเพื่อไทยแทน ไม่เหลือความเป็นมิตรกับอภิสิทธิ์ เรียกว่าทีใครทีมัน

การเมืองจึงไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร