"ธนาธร"ปลุกลงชื่อปลดล็อกท้องถิ่น เชื่อแก้จน ลดเหลื่อมล้ำ

วันที่ 24 เม.ย. 2565 เวลา 09:45 น.
"ธนาธร"ปลุกลงชื่อปลดล็อกท้องถิ่น เชื่อแก้จน ลดเหลื่อมล้ำ
"ธนาธร" ปราศรัยเชียงใหม่ ปลุกตนร่วมลงชื่อปลดล็อกท้องถิ่นเพื่อให้เกิดการจัดสรรอำนาจและงบประมาณใหม่ เชื่อช่วยแก้ปัญหาความยากจน ลดเหลื่อมล้ำ

นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ปราศรัยเวที “ขอคนละชื่อปลดล็อกท้องถิ่น” ที่ประตูท่าแพ เชียงใหม่ ระบุว่าโครงการที่คณะก้าวหน้าและผู้นำท้องถิ่นหลายส่วนร่วมรณรงค์อยู่นี้ มีการเปิดตัวเมื่อวันที่ 1 เม.ย. ที่ผ่านมา หรือในวันครบรอบ 130 ปีของการปฏิรูปการปกครองแผ่นดินครั้งใหญ่ เมื่อปี 2435

นายธนาธร กล่าวว่า เพียงสิบปีหลังการปฏิรูปในครั้งนั้น เกิดกบฏขึ้นทั่วประเทศ ไม่ว่ากบฏเงี้ยวเมืองแพร่ กบฏผีบุญอีสาน กบฏ 7 หัวเมืองแขก ซึ่งล้วนมีเหตุผลมาจากสามเรื่องหลัก คือ 1) การแย่งชิงทรัพยากร 2) อำนาจในการจัดการตนเอง และ 3) ภาษี ที่ถูกดึงไปอยู่ที่รัฐส่วนกลาง

"ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่การก่อกบฏต่อต้านการรวมศูนย์เกิดขี้นกลางทศวรรษที่ 2440 ในเกือบทุกที่ เมื่อคนท้องถิ่นทั่วประเทศลุกฮือ นี่คือประวัติศาสตร์ที่ไม่มีในแบบเรียนกระแสหลัก โจทย์เบื้องหลังเรื่องราวทั้งหมด คืออำนาจ ทรัพยากร และภาษีเป็นของใคร นี่ยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ดำรงอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ การเคลื่อนไหวต่อมาทั้งโดยพรรคคอมมิวนิสต์ มาจนถึงการเคลื่อนไหวโดยองค์กรภาคประชาชนอย่างสมัชชาเกษตรกรรายย่อยภาคอีสาน สมัชชาคนจน มาเป็นพีมูฟในปัจจุบัน ล้วนเป็นกระแสธารการต่อสู้เรียกร้องในเรื่องเดียวกัน"

นายธนาธรยกตัวอย่างโรงไฟฟ้าแม่เมาะ ลำปาง ที่สร้างไฟฟ้าหล่อเลี้ยงเมืองหลวง แต่คนพื้นที่ไม่ได้ดอกผลจากการพัฒนา ได้รับแต่มลพิษจากโรงไฟฟ้าและผลกระทบต่างๆ เขื่อนปากมูลที่ส่งไฟฟ้าหล่อเลี้ยงเมืองหลวง เหมืองตะกั่วคลิตี้ ที่คนออกประทานบัตรตคือรัฐส่วนกลาง คนพื้นที่ไม่ได้เห็นชอบด้วย แม้จะปิดไปแล้วแต่มลพิษยังคงตกค้างอยู่กำจัดไม่หมดจนถึงทุกวันนี้ นี่คือความจริงที่น่าเศร้าของประเทศไทย

นี่คือเรื่องของปัญหาการเมือง เศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำ ทุกวันนี้หลายพื้นที่ยังมีน้ำประปาที่มีสีขุ่น ถนนหนทางเป็นลูกรัง ไม่มีไฟฟ้าใช้ ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ นี่คือประเทศไทยในศตวรรษที่ 21 ไม่ใช่เราไม่มีความรู้และเทคโนโลยี แต่เป็นเพราะประชาชนไม่มีทั้งอำนาจและงบประมาณในมือของตัวเอง ทุกวันนี้ส่วนกลางโยนภารกิจมาให้ท้องถิ่นจัดการ แต่ไม่ให้งบประมาณมาด้วย กฎหมายหลายฉบับซ้อนกันเอง ต้องวิ่งหาหน่วยงานส่วนกลาง ท้องถิ่นไม่มีอำนาจจัดการเองได้

"เขาบอกว่าคนต่างจังหวัดโง่จึงจน เขาบอกว่าที่จนเป็นเพราะชาติที่แล้วทำบุญมาไม่พอ ผมปฏิเสธที่จะเชื่ออย่างนั้น สิ่งที่ผมเชื่อคือความจน ความเหลื่อมล้ำ ล้วนเกิดจากอำนาจที่ไม่เท่าเทียมกัน และนี่คือหลักใหญ่ใจความของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เราเสนอ เพื่อให้เกิดการจัดสรรอำนาจและงบประมาณเสียใหม่"นายธนาธรกล่าว

นายธนาธรยังกล่าวต่อ ว่าการจัดสรรรายได้ของแผ่นดินวันนี้ แบ่งเป็น 70% ให้ส่วนกลาง อีก 30% ให้ท้องถิ่น 7 พันกว่าแห่งไปหารกันเอง ถ้าคิดตามปีงบประมาณ 2565 คือ 2.49 ล้านล้านบาท จะมีเงินรายได้มาถึงท้องถิ่นเพียง 7 แสนล้านบาท เฉลี่ยไปในท้องถิ่น 7 พันกว่าแห่งเท่านั้น

แต่ในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ การจัดสรรภาษีจะถูกเปลี่ยนเป็น 50-50 ท้องถิ่นจะได้งบประมาณรวมกันกว่า 1.2 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 5 แสนล้านบาท เมื่อหาร 7 พันกว่าแห่ง เท่ากับว่าท้องถิ่นทุกที่จะได้งบประมาณเพิ่มขึ้นอีกที่ละเฉลี่ย 63 ล้านบาทต่อปี

นี่จะเปิดโอกาสให้ท้องถิ่นตางๆ สามารถซ่อมถนน สร้างศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่ดีให้ลูกหลานของเรา ลงทุนในน้ำประปา จัดสวนสาธารณะที่ดีได้ จะเปิดโอกาสให้ท้องถิ่นและคนทุกคนกำหนดทิศทางการพัฒนาท้องถิ่นของตัวเองได้

ถ้ามีงบลงมาอีกที่ละ 60 ล้าน จะมีการพัฒนา มีการจัดซื้อจัดจ้าง จะเกิดการจ้างงานในพื้นที่ แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ภาษีที่ไปหล่อเลี้ยงรัฐราชการที่ใหญ่โตเทอะทะจะถูกดึงกลับมาสู่ประชาชนมากขึ้น ไม่ใช่ห่างไกลกันอย่างทุกวันนี้ ไม่ต้องผ่านตัวกลางมากมายกว่างบประมาณจะลงมาถึงประชาชน ตัวกลางเดียวที่มีอยู่คือบัตรเลือกตั้ง

ถ้าสะเดาะกุญแจนี้ออกได้ ยังจะทำให้ประชาธิปไตยในระดับชาติเข้มแข็ง จากการเมืองที่เข้มแข็งในระดับท้องถิ่น คนเข้าใจความหมายของบัตรเลือกตั้งมากขึ้น การเลือกตั้งท้องถิ่นมีความหมายมากขึ้น ประชาชนได้ลิ้มรสประชาธิปไตยมากขึ้น

"ไม่ต้องทำบุญให้เยอะเพื่อให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นในชาติหน้า ลงชื่อตอนนี้ความเป็นอยู่ดีขึ้นในชาตินี้ เรื่องนี้ใหญ่เกินกว่าคณะก้าวหน้าจะทำคนเดียวได้ พลังของเราลำพังไม่พอ เราต้องการพลังจากทุกคน"ธนาธรกล่าว