พท.แซะ “ธนกร” จบอะไรมาถึงบอกเศรษฐกิจดี

วันที่ 23 ก.ย. 2564 เวลา 09:05 น.
พท.แซะ “ธนกร” จบอะไรมาถึงบอกเศรษฐกิจดี
คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย ถาม “ธนกร” จบอะไรมาถึงบอกเศรษฐกิจดี ชี้ ปัญหารุมเร้า คนอดอยาก ประเทศหนี้ล้น ประชาชนหนี้ท่วมขนาดนี้ยังกล้าโกหก แซะ คนผมบาง ขี้ใจน้อย เรียกร้องความสนใจ ตั้งใจกระแทก “บิ๊กป้อม” ไม่ต้องเกรงใจกันแล้ว

เมื่อวันที่ 23 ก.ย.64 นางสาวตรีชฎา ศรีธาดา คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า หลังจากที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเห็นชอบขยายกรอบเพดานหนี้ไม่เกิน 70% ของจีดีพีจากเดิมที่กำหนดไว้ ต้องไม่เกิน 60% ต่อจีดีพี บ่งบอกถึงสถานภาพเศรษฐกิจประเทศไทยว่ารัฐบาลต้องการกู้ มันไม่มีเหตุหรือสัญญาณใดที่บ่งบอกเลยว่าเศรษฐกิจไทยดี

“ตามที่นาย ธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกรัฐบาล ที่ออกมาบอกว่าเศรษฐกิจไทยดี นายธนกรหลับหูหลับตาพุดหรือไร กระทั่งสำนักข่าวบลูมเบิร์ก ออกมา เปิดเผยผลสำรวจการคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือ GDP ปี 2565 ของประเทศต่างๆ ในเอเชีย ยังว่าประเทศไทยมีแนวโน้มเศรษฐกิจติดลบถดถอยหนักที่สุดและอาจแย่ที่สุดในอาเซียน ธุรกิจ SME ที่ส่วนใหญ่อยู่ในภาคการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบอย่างหนักตั้งแต่ทางการไทยใช้มาตรการปิดประเทศตั้งแต่ปี 2563 ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยถดถอยรุนแรงที่สุดในรอบ 2 ทศวรรษและไม่มีทีท่าจะลืมตาอ้าปากได้ รวมถึงปีนี้เงินบาทอ่อนค่าลงราว 8.9% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งอ่อนค่าหนักที่สุดในกลุ่มสกุลเงินในเอเชีย โดยกระทรวงการคลังคาดว่าปีนี้เงินบาทจะเคลื่อนไหวเฉลี่ยที่ 31.48 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ นี่คือเศรษฐกิจดีของโฆษกรัฐบาลหรือ "นางสาวตรีชฎา กล่าว

นางสาวตรีชฎา กล่าว อีกว่า อยากขอถามเหมือนที่พล.อ.ประยุทธ์ เคยถามนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยออกอากาศในเวทีนานาชาติ G77 ว่า จบอะไรมา ถึงหลับหูหลับตาออกมาพูดว่าเศรษฐกิจไทยดี ต่างตรงที่นายพิชัยพูดถูกต้องตามข้อมูลที่แท้จริง ความรู้จริงและหลักเศรษฐศาสตร์ แต่นายธนกรพูดมั่วเหมือนแต่งนิยายหลอกหลอนสะกดจิตตัวเอง อย่าเผลอเดินตลาดแล้วไปถามเด็กว่า นายกฯ ชื่อจริงว่าอะไรให้อับอายเหมือนที่จังหวัดเพชรบุรีอีก พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีมาตั้ง 7 ปี เด็กรุ่นลูกรุ่นหลานจำชื่อท่านไม่ได้ แสดงว่าเขาไม่อยากจำ พล.อ.ประยุทธ์เดินตลาดครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ กล้าเดินตลาดแบบคนเดียวโดยไม่ต้องจัดเตรียมไว้ไหม รับรองได้ว่าจะต้องถูกประชาชนที่กำลังลำบากด่าและตะโกนขับไล่แน่

คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย กล่าวต่อว่า พล.อ.ประยุทธ์น่าจะลองดูจะได้รู้ว่า 7 ปีกับการบริหารประเทศของท่านผลงานเป็นอย่างไร ประชาชนจนลง หรือรวยขึ้น เงินในกระเป๋าประชาชนเหลืออยู่เท่าไหร่ สมบัติที่หามาได้เหลืออยู่ไหม สินค้าการเกษตรตกต่ำแค่ไหน คนฆ่าตัวตายไปกี่คน ธุรกิจปิดกิจการไปกี่เจ้า ร้านอาหารปิดถาวรไปกี่ร้าน ลูกหลานไม่ได้เรียนต่อกี่คน เรียนจบไม่มีงานทำกี่แสนคน นั่นคือตัวชี้วัดเศรษฐกิจประเทศ ใครกันแน่ที่สับสนและหลงประเด็น ไม่มีใครทำลายรัฐบาลได้ มีแต่พล.อ.ประยุทธ์และรัฐบาลที่ทำลายตัวเอง

นางสาวตรีชฎา กล่าวว่า ถ้าเศรษฐกิจดีจริงพล.อ.ประยุทธ์คงไม่แจกเงินแล้วกู้ แจกเงินแล้วกู้แบบตาบอดคลำช้างแบบนี้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นถึงหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ถ้าสิ่งที่นายธนกรคิดเหมือนกับสิ่งที่เหมือนพล.อ.ประยุทธ์คิด ก็แสดงว่าประเทศไทยกำลังจมปลักกับปัญหาเศรษฐกิจไปอีกนานจนกว่าพลเอกประยุทธ์จะพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทั้งความล้มเหลวในการบริหาร อีกส่วนหนึ่งก็มาจากการคัดเลือกคนที่ขาดความรู้ ขาดความเข้าใจว่าสังคมคิดอย่างไรเป็นการขาดความรู้ความเข้าใจทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน เป็นการแสดงความสิ้นหวังของรัฐบาลนี้ โดยเฉพาะเรื่องการท่องเที่ยวของไทยเป็นรายได้ที่สม่ำเสมอ นักท่องเที่ยวมาเที่ยวและใช้เงินทุกปี ท่านคิดเรื่องขายที่ดินให้ต่างชาติจนถูกโจมตีว่าเป็นการขายชาตินั้นจะขายได้ครั้งเดียวและจะไม่สามารถขายได้อีก ประเทศจะเหมือนคนจนที่ตกสภาพหนี้ต้องขายบ้านขายสมบัติที่มีอยู่เพื่อเอามาจ่ายหนี้หมดเนื้อหมดตัว คล้ายรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ที่คิดจะขายทุกอย่างเพื่อกลบความล้มเหลวของตนเอง

“คำถาม ท่านอยู่มา 7 ปีมีอะไรดีขึ้นบ้าง กระทั่งความร้าวฉานความแตกแยกในพรรคพลังประชารัฐก็มากเกินเยียวยา ถึงขนาดที่ใครไปแตะถึงความร้าวฉานต้องส่งลิ่วล้อที่ไม่มีต้นทุนออกมาด่าด้อยค่าคนกระทบกระเทียบลามปามไปถึงเรื่องผม ว่าคนผมบางจะเป็นคนขี้ใจน้อย และอยากเรียกร้องความสนใจ เรื่องนี้ต้องถึงหูพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค พปชร. ที่อาการน่าจะเข้าขั้นผมบาง เพราะเหตุรอยร้าวจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจถึงขั้นถอดเอาคนเคียงข้างคู่ใจของพล.อ.ประวิตรออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีโดยไม่บอกกล่าว ต่อให้กอดกันถ่ายรูปต่อหน้าสื่อว่ารักกันแนบแน่นแค่ไหนคนก็ดูออก ยิ่งข้อความจากพลเอก ประสูตร รัศมีแพทย์ อดีตรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด ที่ออกมาโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กว่า “ถึงเวลา ดังแล้ว ต้องแยกวง ป่ารอยต่อ เมื่อแยกวง วงก็แตก ถึงเวลา” คงหมายถึงสองเส้นทางการเดินสายที่ไม่มีทางบรรจบกันของจังหวัดเพชรบุรีและพระนครศรีอยุธยาแน่แท้ จับอาการชัดเจนผีไม่เผาเงาไม่เหยียบ จบลงแบบไม่แฮปปี้เอนดิ้ง แตกสนิทชนิดป่าต้องมีรอยร้าวแทนรอยต่อ หยุดหลอกประชาชนว่าเศรษฐกิจดี ประชาชนต้องการเพียงรัฐบาลดี มีความสามารถบริหารประเทศ ไม่ใช่รัฐบาลที่พาประชาชนตกเหวลึกแบบไม่รู้ชะตากรรม” นางสาวตรีชฎา กล่าว