"แรมโบ้"อัดกลับ"พิชัย"คนผมบางใจน้อยชอบเรียกร้องความสนใจ

วันที่ 21 ก.ย. 2564 เวลา 14:12 น.
"แรมโบ้"อัดกลับ"พิชัย"คนผมบางใจน้อยชอบเรียกร้องความสนใจ
นครราชสีมา-"เสกสกล"ระบุไม่ถือสา"พิชัย"เป็นธรรมชาติคนผมน้อยเลยขี้ใจน้อยมักเรียกร้องความสนใจออกมาโจมตีรัฐบาล เหตุกลัวรัฐบาลทำงานสำเร็จพรรคเพื่อไทยถูกดองเค็มเป็นฝ่ายค้านฝ่ายแค้นชั่วกัปชั่วกัลป์

เมื่อวันที่ 21 กันยายน นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ด้านเศรษฐกิจ ออกมาทักท้วงรัฐบาล ถึงปัญหาหนี้สาธารณะ ที่อาจจะเป็นปัญหาใหญ่ทำให้รัฐบาลมีปัญหาในการชำระหนี้ และไม่เชื่อว่า ประเทศไทยจะเป็นประเทศที่มีรายได้สูง ตนไม่อยากถือสาคนคิดลบผมบาง เป็นธรรมชาติคนขี้ใจน้อย และอยากเรียกร้องความสนใจ

นายเสกสกล กล่าวว่า บ้านเมืองมีแต่ความขัดแย้ง เดินหน้าไม่ได้มากว่า 10 ปี เพราะนายโทนี่-ทักษิณ และรัฐบาลพรรคไทยรักไทย-พลังประชาชน-เพื่อไทย ที่ไม่ว่าจะเปลี่ยนกี่ชื่อแต่นิสัยไม่เคยเปลี่ยน ตนอยากจะถามว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ใช่หรือไม่ที่ยุติความขัดแย้ง แล้วพลิกฟื้นประเทศจากอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ต่ำเตี้ย ให้โตเพิ่มขึ้น 4% ต่อ GDP และแม้จะเจอสงครามการค้าช่วงปี 2562 แต่ก็ยังหารายได้เพิ่มจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ เกือบ 40 ล้านคน ซึ่งมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ดึงเงินเข้าประเทศกว่า 1.9 ล้านล้านบาท เสียดายที่ปี 63-64 เกิดวิกฤตโควิดทั่วโลก ทำให้ต้องปรับแผนกันใหม่หมด

ทั้งนี้ ถ้าจะกล่าวหาว่า รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ฯ ชอบกู้ ชอบสร้างหนี้สาธารณะ แสดงว่า นายพิชัยฯ เจตนาบิดเบือนตาใส ใครๆ ก็รู้ว่ายามไม่ปกติแบบนี้ ทั่วโลกก็ต้องกู้เพื่อนำเงินมาช่วยเหลือพี่น้องประชาชน และพยุงเศรษฐกิจของประเทศทั้งนั้น โดยเฉลี่ยกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว มีการกู้เงินทำให้มีสัดส่วนหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น ร้อยละ 19 ต่อ GDP ในขณะที่ประเทศไทยเพิ่มขึ้นน้อยกว่าเพียง 14% ต่อ GDP แต่สามารถช่วยเหลือพี่น้องประชาชนไปแล้ว 2 รอบ รอบแรก 41 ล้านราย และรอบสอง 40.37 ล้านราย ครอบคลุมกลุ่มผู้มีรายได้น้อย อาชีพอิสระ เกษตรกร กลุ่มเปราะบาง แรงงานประกันสังคม ผ่านโครงการเราไม่ทิ้งกัน โครงการเราชนะ โครงการ ม.33 เรารักกัน ที่สำคัญหนี้สาธารณะของไทย เป็นหนี้ในประเทศ 98.2% ของหนี้สาธารณะทั้งหมด เม็ดเงินก็ยังหมุนเวียนในประเทศ

นายเสกสกล กล่าวว่า ก่อนหน้าที่จะมีโควิด แม้รัฐบาลพพล.อ.ประยุทธ์ จะมีการกู้เงิน แต่ก็เป็นการกู้เงินเพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน หรือลงทุนเพื่ออนาคต ยกระดับคุณภาพชีวิต ให้เกิดการกระจายรายได้ สร้างงาน สร้างอาชีพให้ประชาชนทุกคน ตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นมา ลงทุนไปแล้วมากกว่า 2 ล้านล้านบาท ทั้งเขื่อน ทางหลวง มอเตอร์เวย์ รถไฟความเร็วสูง รถไฟฟ้า รถไฟทางคู่-ทางสาม ท่าเรือน้ำลึก สนามบิน อินเตอร์เน็ตหมู่บ้าน  EEC และ SEZ เป็นต้น เคยมีรัฐบาลไหนที่ทำมากมายเท่ารัฐบาลนี้อีกหรือไม่ หากไม่หูหนวกตาบอด ก็คงได้เห็น ได้ยิน ได้ใช้ประโยชน์กันบ้างแล้ว ดีกว่าจำนำข้าวทุกเม็ดที่สร้างแต่หนี้บาป ชดใช้กันเป็น 10 ปี

อย่างไรก็ตาม ถ้าจะแถต่อว่า รัฐบาลสร้างหนี้จนชนเพดาน นายพิชัยฯ ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ พรรคเพื่อไทย คงมีความรู้บ้างว่า ประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศ ที่มีหนี้สาธารณะต่อ GDP อยู่ในระดับเกินกว่า 100% เช่น สหรัฐ อิตาลี สิงคโปร์ ส่วนญี่ปุ่นนั้นเกิน 200% ต่อ GDP มานานแล้ว แต่ประเทศไทย ยังอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายวินัยการเงินการคลัง ที่ไม่เกิน 60% ของ GDP อย่างไรก็ตาม คิดง่ายๆ ใครจะกู้เงินก็มี 2 เหตุผลหลักๆ อย่างแรกคือลงทุน อีกอย่างคือเจ็บไข้ได้ป่วย-เกิดอุบัติเหตุ ประเทศชาติก็เหมือนกัน ช่วงปี 57-62 เป็นการลงทุนเพื่อให้เกิดรายได้ เกิดกำไรที่มากขึ้น แต่ช่วงปี 63-64 ก็ต้องกู้เพิ่มเพราะวิกฤตโควิด ซึ่งเป็นมาตรการ "ชั่วคราว" เมื่อจบวิกฤตก็กลับมาเหมือนเดิม แต่ถ้าต้องการมีรายได้-กำไรเพิ่มขึ้นอีก ก็ต้องกู้ ก็ต้องมีแผนการลงทุนอีก เหมือนมียุทธศาสตร์ชาติระยะยาว มีโครงการขนาดใหญ่อย่าง EEC มีการส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ตอบสนองโลกอนาคต เป็นโอกาสงานของเยาวชนของเรา ที่กำลังเติบโตขึ้นในอีก 5-10 ปีข้างหน้า แต่รัฐบาลเตรียมพร้อมให้ตั้งแต่วันนี้

"การที่นายพิชัยจะเป็นตัวถ่วง จะเป็นจระเข้ขวางความเจริญของบ้านเมือง ของประชาชน ของเยาวชน ด้วยความด้อยปัญญานั้น คงไม่มีใครถือสา แต่ถ้าทำด้วยความอิจฉา ไม่อยากให้รัฐบาลสร้างบ้านแปงเมืองได้สำเร็จ เพราะกลัวพรรคเพื่อไทยจะตกกระป๋อง โดยเอาประชาชนเป็นตัวประกัน มันเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ ใครที่รู้ทันเขาก็จะสาปแช่งเอา” นายเสกสกล กล่าว