“จตุพร” เปิดเงื่อนไขให้ “ณัฐวุฒิ” เป็นประธาน นปช. ยันไม่เคยย้ายข้าง

วันที่ 02 เม.ย. 2564 เวลา 18:41 น.
“จตุพร” เปิดเงื่อนไขให้ “ณัฐวุฒิ” เป็นประธาน นปช. ยันไม่เคยย้ายข้าง
“จตุพร” ลั่นหาก “ณัฐวุฒิ” ออกมาร่วมต่อสู้กับ นศ.จะยกตำแหน่งประธาน นปช.ให้ เผยเวทีวันที่ 4 เม.ย.ไม่มีเคลื่อนขบวน

วันที่ 2 เม.ย.นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เฟชบุ๊คไลฟ์ peace talk ในหัวข้อ “ถึงณัฐวุฒิ และตอบประยุทธ์และพวก” ตอนหนึ่งว่า เนื่องจากมีผู้คนและสื่อสารต่างๆ พยายามจะจัดเสี้ยมเพื่อให้เกิดมีความคิดแตกแยกซึ่งกันและกัน จากกรณีที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แถลงข่าวหลังถอดกำไล EM พ้นโทษและมีอิสรภาพสมบูรณ์ ตนก็ฟังเขาด้วยความเข้าใจ แต่หลากหลายเรื่องราวเป็นผลพ่วงต่อจากนั้น เพราะตนได้ตอบรับคำชวนของ นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานญาติวีรชนพฤษภา 2535 โดยตนยืนดีที่จะไปต่อสู้ เพราะเห็นว่า เป็นสิ่งถูกต้องเพราะไม่อาจให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี อยู่บริหารประเทศชาติได้อีกต่อไป

“กว่า 15 ปีที่ผ่านมานั้น ภาคประชาชนล้วนมีบาดแผลมากมาย บาดแผลนี้มีคนได้ประโยชน์สูงสุดคือ ตัวประยุทธ์ และคณะ ดังนั้น แต่ละองค์กรมีประวัติศาสตร์และความสูญเสีย จึงไม่นำองค์กรไปเกี่ยวข้อง เนื่องจากต้องการให้เป็นการต่อสู้ของปัจเจกชน และหากไม่ลุกขึ้นมาต่อสู้ไล่ประยุทธ์แล้ว เขาก็จะอยู่อย่างน้อย 6 ปี เห็นได้จากรองหัวหน้า พปชร. แถลงเสนอแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา แต่ไม่แตะต้องอำนาจ สว.โหวตเลือกนายกฯ ดังนั้น เป็นที่ชัดเจนว่า ประเทศเดินต่อไม่ได้ ดังนั้น ผมจึงมองเห็นและเชื่อมั่นว่า ประยุทธ์ เป็นศูนย์กลางของปัญหาชาติอย่างแท้จริง เป็นอย่างอื่นไม่ได้”

“เพื่อความสบายใจของประชาชน มวลชน และพี่น้องทั้งหลาย รวมทั้งไม่ให้เกิดการเสี้ยมกันอีก เมื่อณัฐวุฒิพูดผ่านมา จึงขอสื่อความ พูดผ่านไปในพื้นที่สาธารณะเช่นกัน จึงเอาเป็นว่า ถ้าวันใดที่ณัฐวุฒิไปยืนหยัดเคียงข้างกับบรรดาน้องๆ นักศึกษา กลุ่มราษฎร เฉกเช่นอยู่ในสมรภูมิเดียวกับอานนท์ นำภา ไผ่, รุ้ง, เพนกวิน เหมือนกับที่ณัฐวุฒิยืนหยัดเคียงกับผมในปี 2553 วันไหนก็วันนั้น ผมจะประกาศลาออกจากตำแหน่ง ประธาน นปช. และยกให้ณัฐวุฒิไป ส่วนจะมีขบวนการอย่างไรก็ว่ากัน แต่นี่เป็นคำมั่นสัญญา”

ทั้งนี้ นายจตุพร ยังชี้แจงถึงกรณีที่ถูกกล่าวหาว่าย้ายข้างว่า เนื่องจากที่ผ่านมามีการกล่าวหาตนย้ายขั้วสลับข้าง ไปอยู่กับประยุทธ์ เป็นพวกเผด็จการ และสังกัดพรรคพปชร. ซึ่งเป็นความเท็จ จึงไม่ลาออกตามความเท็จนั้น เพราะถ้าทำตามคำเท็จแล้ว ตนก็ไม่ใช่คน สำหรับตนจะใช้ความชั่วมาจัดการไม่ได้ แต่ที่แพ้เสมอนั้นมาจากพวกความชั่วมาในคราบคนดี ตนจึงแพ้ความดี ตลอดจนการใช้ข้อกล่าวหาอันเป็นเท็จว่า ทรยศคนเสื้อแดง รวมถึงตนเสนอให้ยกเลิก นปช.นั้น ไม่ได้ให้ยกเลิกคนเสื้อแดง แต่ผมบอกให้ไปรวมกับราษฎรในวันที่กระแสนักศึกษากำลังลง ซึ่งตนพูดชัด แต่ถูกตีความว่า รับงานรัฐบาลมาสลายคนเสื้อแดง ย้ายขั้วสลับข้างแล้ว และขยายผลไปทำโพล 99.9 % ไล่ออก ซึ่งพอๆกับความนิยมของประยุทธ์ ขณะยึดอำนาจ ทั้งที่เป็นการปั้นเรื่อง แต่งความเท็จ 100% ผมอดทนรอคอยได้ เพราะรู้ว่านั่นเป็นความเท็จ และความจริงผมไม่ได้ไปไหน

นายจตุพร ยังกล่าวถึงกรณีที่นายกฯ กล่าวเตือนว่าอย่าชุมนุมผิดกฎหมาย โดยระบุว่า ประยุทธ์ให้ฟังตนดีๆ เพราะเวทีที่อนุสรณ์สถานพฤษภา 35 นั้น ทางญาติพฤษภาได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องครบถ้วน และการชุมนุมยังตั้งมั่นอยู่ในพื้นที่ เป็นลักษณะกึ่งเสวนา กึ่งปราศรัย และไม่มีการเคลื่อนออกไปเผชิญหน้า แต่อยู่ในที่ตั้ง อีกทั้งบุคคลที่มาร่วมเสวนาหลายคน เป็นคนที่สนับสนุนประยุทธ์มาแล้ว อีกทั้งหลายคนก็ไม่เคยสนับสนุนประยุทธ์ แต่ทุกคนเห็นตรงกันว่า ประยุทธ์ เป็นศูนย์กลางของปัญหา ฉายทุกมิติอย่างวิญญูชน ทั้งเรื่องพลังงาน ทุนผู้ขาดกินรวบ เรื่องรัฐธรรมนูญ และการสืบทอดอำนาจ เป็นต้น ดังนั้น เวทีนี้เป็นเวทีที่ให้เหตุผล และต้องการพูดให้ประยุทธ์ ฟังด้วยมธุรสวาจา ไม่มีถ้อยคำด่าทอ ไม่มีความโกรธเคืองใดๆกับประยุทธ์