
ก.ล.ต. กล่าวโทษ “สุภาพร พิมพงษ์” ต่อ บก.ปอศ. ปมส่งรายงานหุ้นทิพย์
ก.ล.ต. กล่าวโทษ “สุภาพร พิมพงษ์” ต่อ บก.ปอศ. ปมส่งรายงานแบบ 59 และ 246-2 รวม 11 ฉบับ เป็นเท็จ ทั้งที่ไม่มีการถือครองจริง
KEY
POINTS
- ก.ล.ต. กล่าวโทษนางสาวสุภาพร พิมพงษ์ ต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.)
- ข้อกล่าวหาคือการนำส่งรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) และรายงานการถือหลักทรัพย์ของกรรมการ (แบบ 59) ที่มีข้อมูลเป็นเท็จ
- การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายเป็นความผิดตามมาตรา 302/1 แห่ง พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ ฐานยื่นเอกสารที่แสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อสำนักงาน ก.ล.ต.
ตามที่มีการรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) จำนวน 7 รายงาน รวม 6 หลักทรัพย์ ซึ่งปรากฏชื่อ “สุภาพร พิมพงษ์” เป็นผู้ที่บันทึกข้อมูลเข้ามาในระบบการรายงานแบบ 246-2 โดยมีการบันทึกเข้ามาในระบบเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 และวันที่ 2 กรกฎาคม 2569
รวมไปถึงรายงานการถือหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้าของกรรมการ ผู้บริหาร ผู้สอบบัญชี ผู้ทำแผน และผู้บริหารแผน (แบบ 59) รวมจำนวน 4 ฉบับ (หุ้นบริษัทจดทะเบียน 4 แห่ง) ในระหว่างวันที่ 27 ถึง 28 มิถุนายน 2569
จากนั้น สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ตรวจสอบการรายงานข้อมูลในแบบ 59 และแบบ 246-2 กรณีนางสาวสุภาพรอย่างใกล้ชิดและดำเนินการทันทีที่พบความผิดปกติ โดยนำข้อมูลการรายงานในแบบ 59 ออกจากระบบเมื่อตรวจพบว่า นางสาวสุภาพร ไม่ได้เป็นกรรมการหรือผู้บริหารหรือบุคคลที่มีหน้าที่รายงาน
นอกจากนี้ ระบุสถานะในแบบ 246-2 เป็น “ข้อมูลเบื้องต้น” ไว้เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 เพื่อแจ้งเตือนผู้ลงทุน ต่อมาเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 ก.ล.ต. จึงได้เปลี่ยนสถานะของข้อมูลเป็น “อยู่ระหว่างตรวจสอบความถูกต้อง” ควบคู่ไปกับการเร่งตรวจสอบข้อมูลเชิงลึก เนื่องจากข้อมูลมีความไม่สอดคล้อง และเมื่อตรวจสอบพบความไม่ถูกต้อง
ประกอบกับได้รับการยืนยันจากผู้ที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ก.ล.ต. จึงนำข้อมูลที่ปรากฏจากการรายงานดังกล่าวออกจากระบบเผยแพร่ข้อมูล
ขณะเดียวกัน ที่ผ่านมา ก.ล.ต. ได้ประสานความร่วมมือกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเร่งกระบวนการบังคับใช้กฎหมาย และในวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 ก.ล.ต. และ บก.ปอศ. ได้เชิญบุคคลรายดังกล่าวมาให้ถ้อยคำและได้รับความร่วมมือในการให้ข้อมูลเรียบร้อยแล้ว
ล่าสุด สำนักงาน ก.ล.ต. กล่าวโทษนางสาวสุภาพร พิมพงษ์ ต่อ บก.ปอศ. ในความผิดกรณีนำส่งรายงานการถือหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้าของกรรมการ ผู้บริหาร ผู้สอบบัญชี ผู้ทำแผน และผู้บริหารแผน (แบบ 59) และรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) ต่อสำนักงาน ก.ล.ต. ไม่ตรงกับความเป็นจริง
โดยเป็นการนำส่งเอกสารที่แสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อสำนักงาน ก.ล.ต. เป็นการปฏิบัติฝ่าฝืนและต้องระวางโทษตามมาตรา 302/1 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 (พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ)
ก.ล.ต. ตรวจสอบพบว่า นางสาวสุภาพร พิมพงษ์ ได้นำส่งรายงานการถือหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้าของกรรมการ ผู้บริหาร ผู้สอบบัญชี ผู้ทำแผน และผู้บริหารแผน (แบบ 59) รวมจำนวน 4 ฉบับ (หุ้นบริษัทจดทะเบียน 4 แห่ง) ในระหว่างวันที่ 27 ถึง 28 มิถุนายน 2569
รวมถึงรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) รวมจำนวน 7 ฉบับ (หลักทรัพย์บริษัทจดทะเบียน 6 แห่ง) ในระหว่างวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ถึงวันที่ 2 กรกฎาคม 2569
โดยนางสาวสุภาพรไม่ได้มีการถือหลักทรัพย์ หรือมีการได้มาหรือจำหน่ายไปซึ่งหลักทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียนตามที่แสดงในแบบ 59 และแบบ 246-2 แต่อย่างใด
การกระทำของนางสาวสุภาพรดังกล่าวข้างต้น จึงเข้าข่ายเป็นการนำส่งเอกสารที่มีการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อสำนักงาน ก.ล.ต. เป็นการปฏิบัติฝ่าฝืนและต้องระวางโทษตามมาตรา 302/1 แห่ง พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ ก.ล.ต. จึงกล่าวโทษนางสาวสุภาพร ต่อ บก.ปอศ.
นายเอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการและโฆษก ก.ล.ต. กล่าวว่า การดำเนินการของ ก.ล.ต. เป็นไปตามลำดับขั้น และให้ความสำคัญกับข้อมูลที่มีการเผยแพร่เพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน โดยแจ้งสถานะในแบบ 246-2 ให้ทราบในทันทีที่พบความผิดปกติ ควบคู่ไปกับการตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐานอย่างรัดกุมก่อนนำข้อมูลออกจากระบบ
ต่อมาวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 ก.ล.ต. ได้ดำเนินการร่วมกับ บก.ปอศ. ในการยืนยันตัวตนและเชิญให้ผู้รายงานมาให้ถ้อยคำ ตามกระบวนการขั้นตอนการให้สิทธิในการชี้แจงที่ต้องเป็นไปตามกระบวนการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม (Due Process of Law)
พร้อมกันนี้ ก.ล.ต. ได้รับข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับมาตรการเพิ่มเติม เพื่อนำมาศึกษาผลสัมฤทธิ์ในการดำเนินการร่วมกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ในการป้องกันและป้องปรามเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าว เพื่อให้เกิดความมั่นใจในข้อมูลที่เป็นสารสนเทศที่ถูกต้องในตลาดทุนต่อไป
ทั้งนี้ ภายหลังการกล่าวโทษของ ก.ล.ต. กระบวนการบังคับใช้กฎหมายทางอาญาต่อไปเป็นการสอบสวนของพนักงานสอบสวน การสั่งฟ้องคดีของพนักงานอัยการ และการพิจารณาของศาลยุติธรรม ตามลำดับ
โดย ก.ล.ต. จะติดตามความคืบหน้าในการดำเนินคดี และจะร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ เพื่อสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายตาม พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ ในกระบวนการภายหลัง ก.ล.ต. ได้กล่าวโทษแล้ว







