อิทธิพลมืด! สส.รัวหมัด-ถีบอกอาจารย์ม.ราชภัฎปมช่วยคู่แข่งหาเสียง

วันที่ 27 มี.ค. 2564 เวลา 15:06 น.
อิทธิพลมืด! สส.รัวหมัด-ถีบอกอาจารย์ม.ราชภัฎปมช่วยคู่แข่งหาเสียง
เสื่อม! สส.แปดริ้ว พลังประชารัฐรัวหมัด-ถีบอก อาจารย์ม.ราชภัฏราชนครินทร์ ไม่พอใจช่วยคู่แข่งหาเสียงเลือกตั้งท้องถิ่น ผู้เสียหายลั่นดำเนินคดี-จริยธรรมนักการเมือง

เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2564 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งเหตุกรณีทำร้ายร่างกายที่ อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา ผู้ถูกทำร้ายร่างกาย คือนายนพพร ขุนค้า อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ ซึ่งผู้ลงมือคือนายชัยวัฒน์ เป้าเปี่ยมทรัพย์ ส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรคพลังประชารัฐ เหตุเกิดเมื่อกลางดึกที่ผ่านมา (26 มีนาคม 2564)

นายนพพรซึ่งถูกทำร้ายเปิดเผยว่า หลังจากตนสอนหนังสือเสร็จได้ไปดื่มกินกับเพื่อนอาจารย์ที่ร้าน 13 November หน้าสถานีรถไฟฉะเชิงเทรา ตั้งแต่เวลา20.00 น. จนกระทั่งเมื่อถึงเวลาประมาณ 23.00 น.ก็เห็นนายชัยวัฒน์ ผู้ก่อเหตุเดินเข้ามานั่งกินดื่มกับลูกน้องที่ร้านซึ่งตอนแรกตนก็ไม่ได้สนใจอะไร จนเมื่อเวลาเที่ยงคืนได้เช็คบิลเสร็จแล้วกำลังจะกลับบ้านพักผ่อน ขณะที่เดินไปเข้าห้องน้ำ ได้พบกับนายชัยวัฒน์ยืนสูบบุหรี่อยู่ข้างหน้าห้องน้ำก็ทักทายไหว้นายชัยวัฒน์ตามปกติวิสัย

แต่แล้ว นายชัยวัฒน์กลับถามกับตนขึ้นมาว่าไปช่วย นายยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ ผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดฉะเชิงเทรา ในนามคณะก้าวหน้าหรือไม่ก็ตอบไปว่าตนไม่ได้ช่วยหาเสียงเพราะเป็นข้าราชการเจ้าหน้าที่รัฐ เพียงแค่ช่วยคิดนโยบายหาเสียงให้ จากนั้นผู้ก่อเหตุได้รัวหมัดชก 4-5  หมัด เมื่อเห็นท่าไม่ดีจึงรีบปลีกออกมา ระหว่างที่เดินไปเรียกเพื่อนให้กลับบ้านกัน นายชัยวัฒน์เดินตามมาหาแล้วเรียกให้ไปนั่งที่โต๊ะโดยลูกน้องของนายชัยวัฒน์ช่วยเกลี้ยกล่อมจนตนยอมไปนั่งด้วย

จากนั้น นายชัยวัฒน์จึงพูดกับตนขึ้นมาว่า “ไปช่วยทำไม มึงเป็นอะไรกับบ้านกู” ก่อนจะรัวหมัดใส่ตนอีก 4-5 หมัด แล้วถีบหน้าอก 2 ครั้ง จนลูกน้องพยายามห้ามจนทำให้ตนปลีกตัวออกมาได้ แล้วจึงได้เดินมาขึ้นรถ ก่อนเดินทางไปสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองฉะเชิงเทรา เพื่อแจ้งเหตุทำร้ายร่างกาย พร้อมกับไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลต่อไป

นายนพพร ระบุว่าหลังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ทราบมาว่ามีการใช้อิทธิพลเพื่อเรียกเก็บกล้องวงจรปิดจากทางร้านไปแล้วก็หวังว่าเจ้าหน้าที่จะสามารถติดตามทวงถามหลักฐานจากกล้องวงจรปิดกลับมาเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้อยากขอความเป็นธรรมผ่านสื่อ แม้จะเป็นเหตุลหุโทษ แต่ตนก็จะรวบรวมพยานหลักฐานกรณีนี้ไปฟ้องต่อศาลเพื่อให้ดำเนินคดีอาญาต่อไป รวมทั้งจะนำเรื่องนี้ไปสู่การฟ้องร้องในคดีฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมร้ายแรง เป็น ส.ส. กระทำการใดที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง ตามมาตรฐานทางจริยธรรม

“เรื่องนี้สะท้อนสังคมอิทธิพลในท้องถิ่น คุณเป็น ส.ส.แต่กลับทำตัวแบบนี้ ใช้อิทธิพลคุกคามคนอื่นได้ กรณีนี้ถ้าไม่มีการดำเนินการหรือปล่อยผ่านเรื่องไปเราจะอยู่กันอย่างไร ถ้าอิทธิพลสามารถเอาชนะความยุติธรรมได้ สังคมไทยเราจะอยู่กับอย่างไร ผมหวังว่ากระบวนการยุติธรรมจากนี้จะมีการติดตามเรื่องนี้อย่างจริงจังต่อไป” นายนพพรกล่าว