ก้าวไกล สับแหลก “นิพนธ์” ทำธุรกรรมที่ดินอำพราง ญาติเอี่ยวซื้อขายที่ดินเพียบ

วันที่ 18 ก.พ. 2564 เวลา 17:22 น.
ก้าวไกล สับแหลก “นิพนธ์” ทำธุรกรรมที่ดินอำพราง ญาติเอี่ยวซื้อขายที่ดินเพียบ
“ประเสริฐพงษ์” แฉแหลก รมช.มหาดไทย ชี้โครงการเขตพัฒนาพิเศษจะนะขายฝัน พบญาติเอี่ยวปมทำซื้อ-ขายที่ดินผิดปกติเพียบ

18 ก.พ. นายประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ร่วมอภิปรายในญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล โดยเป็นการอภิปราย นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในกรณีมีผลประโยชน์เบื้องหลังโครงการ ‘เขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจะนะ เมืองอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต’ โดยตั้งชื่อการอภิปรายไว้ในหัวข้อ ‘ผลประโยชน์เบื้องหลังจะนะ: นายทุนคิด ทหารดัน นักการเมืองหาประโยชน์’  ทั้งนี้ ระบุว่า โครงการที่จะเกิดขึ้นไม่ใช่โครงการพัฒนา แต่เต็มไปด้วยการทำลายทรัพยากร ทำลายอาชีพ ทำลายเศรษฐกิจ ของพี่น้องประชาชนชาวจะนะ ถ้าเกิดขึ้น สัตว์น้ำเศรษฐกิจนับร้อยชนิดจะหายไป การท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ และธุรกิจเกี่ยวเนื่องที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่าปีละ 100-500 ล้านบาท

นายประเสริฐพงษ์ กล่าวว่า หลายคนเชื่อว่าโครงการเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจะนะ เมืองอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต เป็นโครงการที่เกิดขึ้นในปี 2563 แต่ความจริง มีเค้าลางมาตั้งแต่เมื่อเกือบ 10 ปีก่อน โดยนายนิพนธ์ บุญญามณี ในฐานะ นายก อบจ. สงขลา ขณะนั้น ได้แถลงต่อสภา อบจ. ไว้ วันที่ 5 ก.ย. 2556 ว่าจะพัฒนาพื้นที่พลังงาน ท่าเรือน้ำลึก และอุตสาหกรรม ในพื้นที่อำเภอจะนะ นาหม่อม เทพา  ซึ่งคนในพื้นที่รู้กันดีว่า มีการเอางบฯ อบจ. ไปลงในพื้นที่อำเภอแถบนั้นมากผิดปกติ กระทั่งต่อมา วันที่ 16 ก.พ. 2561 นายนิพนธ์ ในฐานะนายก อบจ. ได้เข้าพบนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจเวลานั้น เพื่อหารือแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจของ 4 อำเภอของ จ.สงขลา ผ่านการลงทุนขนาดใหญ่ของเอกชน โดยยกระดับให้เป็นอุตสาหกรรมพลังงานครบวงจรหรือ Energy complex จนนำมาสู่มติ  ครม. วันที่ 7 พ.ค. 2562 ซึ่งเป็นมติ ครม. ทิ้งทวนของ คสช. หลังการเลือกตั้ง 24 มี.ค.2562 ในช่วงที่อยู่ในสูญญากาศระหว่างการตั้งรัฐบาลใหม่ โดยได้มีเห็นชอบขยายผลโครงการเมืองต้นแบบสามเหลี่ยมมั่นคงมั่งคั่งยั่งยืนไปสู่พื้นที่ อ.จะนะ ดังนั้น การที่นายนิพนธ์ให้ข่าวว่าโครงการนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2559 นั้นผิด เพราะเป็นตัวนายนิพนธ์เองที่เป็นคนวิ่งเต้นเอาโครงการจะนะไปสอดไส้โครงการเดิม เพราะโครงการเดิมตามมติ ครม. 2559 มีแค่ 3 พื้นที่คือ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี , อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส และอ.เบตง จ.ยะลา แต่ไม่ได้มี อ.จะนะ รวมอยู่ด้วย

นายประเสริฐพงษ์ กล่าวว่า รัฐบาลนำโดย ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต. ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธาน ขายฝันกับชาวบ้านว่าจะมีการลงทุนบนพื้นที่ประมาณ 16,753 ไร่ เม็ดเงินลงทุน 18,680 ล้านบาท จะเกิดอุตสาหกรรมหนัก, อุตสาหกรรมเบา, เมืองที่อยู่อาศัยอัจฉริยะ, ศูนย์รวมและกระจายสินค้า, โรงไฟฟ้า 3,700 เมกกะวัตต์, และอื่นๆ อีกมากมาย มีการโฆษณาว่าจะมีการจ้างงานในพื้นที่ 100,000 ตำแหน่ง ซึ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะหากประเมินจกสถานการณ์ปัจจุบันจะเห็นชัดเจนว่าต่างชาติหนีหาย ไม่มาลงทุน เนื่องจากเศรษฐกิจย่ำแย่ รัฐบาลล้มเหลว เป็นเผด็จการสืบทอดอำนาจ มีโรงงานปิดไปแล้วมากมาย  ยิ่งเมื่อดูภาพความเป็นจริงโครงการข้างเคียง ทั้งนิคมอุตสาหกรรม Rubber City , นิคมอุตสาหกรรมสงขลา ล้วนแล้วแต่ร้าง โดยนิคมอุตสาหกรรมสงขลา  กนอ. ได้อนุมัติงบไปแล้วอย่างน้อย 1,280 ล้านบาท ไม่รวมเงินที่เช่าที่ธนารักษ์อีก 2,000 กว่าล้านบาท แต่มีคำขอส่งเสริมการลงทุนจริง 8 โครงการ คิดเป็นเงิน 1 ใน 10 ของที่ตั้งเป้าไว้เท่านั้น และเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนร้าง ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ที่สงขลาเป็นที่แรก แต่เกิดขึ้นแบบเดียวกันทั่วประเทศ  10 เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน ที่เกิดขึ้นตามนโยบายของประยุทธ์ จันทร์โอชา ตั้งแต่สมัยปล้นอำนาจเป็นรัฐบาล คสช. ได้ใช้เงินภาษีประชาชนไปแล้วกว่า 47,000 ล้านบาท แต่การอนุมัติส่งเสริมการลงทุนของเอกชนแค่ 48 โครงการ 8,000 ล้านบาท ไม่ถึง 20% ของเงินลงทุน

นายประเสริฐพงษ์ กล่าวว่า ข้อมูลการซื้อขายที่ดินจากสารบบที่ดินและหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดิน สำเนาโฉนดที่ดิน ในพื้นที่ที่จะจัดตั้งเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ เฉพาะกิจ 3 ตำบล ของ อ.จะนะ จ.สงขลา ซึ่งก็คือที่ดินที่ท่านจะเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีม่วง ข้อมูลนี้  ได้มาจากเอกสารของ อนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาปัญหาที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจากเขตเศรษฐกิจพิเศษ และเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ซึ่งขอข้อมูลมาจาก สำนักงานที่ดิน จ.สงขลา สาขาจะนะ และข้อมูลที่ได้มามีเพียงเดือนเดียว คือ มกราคม พ.ศ. 2563 เดือนที่ ครม. มีมติ เปลี่ยนสีผังเมือง ประเด็นสำคัญคือ บรรดาตัวละครสำคัญที่เกี่ยวข้องหลายคนล้วนเป็น ‘เครือข่ายเครือญาติใกล้ชิด’ ของนายนิพนธ์ ที่เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับการใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็น นายนิธิกร บุญญามณี ‘ลูกชายคนเล็ก’ของนายนิพนธ์ ซึ่งเป็นเจ้าของบริษัทค้าที่ดิน นายสิรภพ เริงฤทธิ์ ‘ทนายความคนสนิท’ ของนายนิพนธ์ เคยเป็นพนักงานจ้าง ตำแหน่งผู้ช่วยนิติกร อบจ. สงขลา ในสมัยที่นายนิพนธ์เป็นนายก คนในพื้นที่รู้จักคนคนนี้ดี เพราะเป็นนายหน้าดำเนินการต่างๆ ในพื้นที่แทนนายนิพนธ์และครอบครัว โดยรู้จักกันในชื่อ ‘ทนายอาร์’,  นายวุฒิชัย วัตตธรรม ‘ลูกพี่ลูกน้อง’ ของนางกัลยา บุญญามณี ‘ภรรยา’ นายนิพนธ์, นายชัยโรจน์ จิวระประภัทร์ ‘คู่เขย’ ของนายนิพนธ์

นายประเสริฐพงษ์ กล่าวว่า คนเหล่านี้คือคนที่มีชื่ออยู่ในสารบบที่ดินและหนังสือสัญญาการซื้อขายที่ดินที่ผมได้มา อันนี้เป็นเพียงข้อมูลตัวอย่างส่วนเดียวที่เข้าถึงได้ในเดือน ม.ค. 2563 ที่มีมติ ครม. เห็นชอบโครงการและเปลี่ยนสีผังเมือง และข้อมูลนี้ก็เป็นพื้นที่แค่ 3 ตำบล ของ อ. จะนะ จ.สงขลา ซึ่งไม่รู้ว่าส่วนที่ตนยังเข้าไม่ถึงข้อมูล  ยังมีอีกเท่าไหร่  ซึ่งถ้านายนิพนธ์บริสุทธิ์ใจจริง ขอให้เอาข้อมูลการซื้อขายที่ดิน ของกรมที่ดินท่านดูแลอยู่ ของทั้งปี 2562 และ 2563 มาเปิดให้ประชาชนเห็น แล้วให้กรรมาธิการที่ดินและสภาแห่งนี้ตรวจสอบ

ทั้งนี้ เรายังพบมีกรณีการซื้อขายที่ดินอย่างผิดปกติ โดยมีที่ดินแปลงที่ TPIPP รับซื้อจาก 2 คน ที่เป็นเครือญาตินายนิพนธ์ คือ นายวุฒิชัยและนายชัยโรจน์ ในวันที่ 28 ม.ค. 2563 โดย บริษัทรับซื้อที่ดิน นส.3ก. 4 แปลง คิดเป็นพื้นที่รวมทั้งหมด 181 ไร่เศษ จากนายวุฒิชัย ในราคา 105 ล้านบาท  และรับซื้อที่ดินราคา นส.3ก. อีก 4 แปลง พื้นที่ไม่น้อยกว่ารวมทั้งหมด 180 ไร่ จากนายนายชัยโรจน์ ในราคา 119 ล้านบาท นั่นแปลว่าในวันเดียว วันที่ 28 ม.ค. บริษัท TPIPP ซื้อที่ดินจาก 2 คนนี้ รวมกัน ไม่น้อยกว่า 361 ไร่ มูลค่า 226 ล้านบาท คิดเป็นเงิน 85% ของเงินทั้งหมดที่บริษัทซื้อที่ดินในเดือน ม.ค. 2563  ซึ่งการซื้อที่ดินจาก 2 คนนี้ ถึงจะเป็นที่ดินแปลงใหญ่และมูลค่าสูงกว่าที่รับซื้อกันกับชาวบ้านกว่าเท่าตัวก็คงไม่น่าผิดปกติอะไรมากนัก แต่ที่ผิดปกติคือที่ดินแปลงทั้งหมดที่นายวุฒิชัยและนายชัยโรจน์เสนอขายนี้มาจาก บริษัท ทาวน์แอนด์ซิตี้ พร๊อพเพอร์ตี้ จำกัด ที่นายนิธิกร บุญญามณี ลูกชายนายนิพนธ์ถือหุ้นอยู่ 75% และนางนิธิยา บุญญามณี ลูกสาวนายนิพนธ์ถือหุ้นอยู่ 17% โดย นายวุฒิชัยและนายชัยโรจน์ รับซื้อที่ดินมาในวันที่ 24 ม.ค. 2563 ก่อนหน้าที่จะขายให้ TPIPP เพียง 4 วัน เท่านั้น โดยรับซื้อมาในราคารวมกันประมาณ 78 ล้านบาท ผ่านไป 4 วันขาย ได้ 224 ล้านบาท ฟันส่วนต่างเน้นๆ 147 ล้านบาท

"นายวุฒิชัยและชัยโรจน์ มีศักดิ์เครือญาติกับนายนิธิกรและนางนิธิยา เจ้าของ บริษัท ทาวน์แอนด์ซิตี้ พรอพเพอร์ตี้ จำกัด  จึงชวนให้ตั้งข้อสงสัยว่า การออกแบบธุรกรรมแบบนี้  เป็นการซื้อขายที่ดินอำพรางหรือไม่ ถามไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังว่า การกระทำแบบนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร และถามประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะรัฐมนตรีว่า การที่เครือญาติรัฐมนตรีใน ครม. ของท่าน มีพฤติกรรมการซื้อขายที่ดินกับกลุ่มทุน โดยปกปิดอำพรางเช่นนี้ เป็นการกระทำที่เหมาะสมหรือไม่" นายประเสริฐพงษ์ กล่าว