
เช็ก 7 จุดสังเกต AI ปลอมตัว ก่อนโดนหลอกโอนเงินไม่รู้ตัว
หน้าใช่ เสียงคุ้น อาจไม่ใช่ตัวจริง AOC ชวนเช็ก 7 จุดสังเกต AI ปลอมตัว เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ จนหลายคนหลงเชื่อ ก่อนโดนหลอกโอนเงินไม่รู้ตัว
แม้ภาครัฐจะเดินหน้าปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างต่อเนื่อง แต่มิจฉาชีพก็พัฒนากลโกงรูปแบบใหม่อยู่ตลอดเวลา โดยนำเทคโนโลยี AI และ Deepfake มาใช้ปลอมเสียง ปลอมภาพ และวิดีโอ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือจนหลายคนหลงเชื่อ
ข้อมูลจากศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ AOC 1441 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พบว่าประชาชนจำนวนมากเคยได้รับข้อความหรือเนื้อหาหลอกลวงที่สร้างด้วย AI ผ่าน SMS และโซเชียลมีเดีย จึงควรเรียนรู้วิธีสังเกตและป้องกันตัวเองให้ทันกลโกงรูปแบบใหม่
กลโกง AI ที่พบบ่อย
1. ปลอมเสียง (Voice Cloning)
มิจฉาชีพนำตัวอย่างเสียงจากคลิปในโซเชียลมาใช้ AI เลียนแบบเสียงของญาติ คนใกล้ชิด หรือบุคคลที่มีชื่อเสียง แล้วโทรมาขอยืมเงิน ขอ OTP หรือข้อมูลสำคัญ
ตัวอย่างเคสจริง
ผู้เสียหายได้รับสายจากบุคคลที่อ้างเป็นน้องชาย ใช้น้ำเสียงคล้ายตัวจริงและขอยืมเงินด่วน จึงโอนเงินไปให้ 79,000 บาท ต่อมาผู้เสียหายได้ติดต่อกับน้องชายตัวจริง จึงทราบภายหลังว่าเป็นมิจฉาชีพ และได้ติดต่อเข้ามาที่ศูนย์ AOC 1441 เพื่อช่วยระงับบัญชี
2. ปลอมภาพและวิดีโอ (Deepfake)
ใช้ AI สร้างภาพหรือวิดีโอเสมือนจริง แอบอ้างเป็นตำรวจ เจ้าหน้าที่รัฐ หรือหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อข่มขู่ให้โอนเงิน หรือสร้างสถานการณ์ให้เกิดความตกใจ
ตัวอย่างเคสจริง
อีกหนึ่งเคสที่สร้างความสูญเสียกว่า 11 ล้าน เมื่อมิจฉาชีพแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่บริษัทผู้ให้บริการโทรคมนาคมชื่อดัง โทรแจ้งว่าชื่อถูกนำไปเปิดซิมโทรศัพท์และเกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์ ก่อนโอนสายไปยังบุคคลที่อ้างเป็นเจ้าหน้าที่ ปปง. และส่งเอกสารคล้ายหมายศาลผ่าน Line โดยมิจฉาชีพให้ผู้เสียหายวิดีโอคอลสอบปากคำกับบุคคลที่แอบอ้างเป็นตำรวจระดับสูง และต้องตรวจสอบเส้นทางการเงินเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ พร้อมข่มขู่ว่าหากไม่ให้ความร่วมมืออาจมีความผิดทางกฎหมาย
ด้วยความหวาดกลัว จึงหลงเชื่อโอนเงินรวม 11,497,998 บาท จากนั้นไม่สามารถติดต่อบุคคลดังกล่าวได้อีก จึงทราบว่าถูกหลอก และรีบแจ้งศูนย์ AOC 1441 เพื่อระงับบัญชีและติดตามเส้นทางการเงิน
7 สัญญาณเตือนภัยที่อาจเกี่ยวข้องกับการหลอกลวงด้วย AI Deepfake
1. โทรมาแล้วไม่พูด หรือพยายามให้เราเป็นฝ่ายพูดก่อน อาจเป็นพฤติกรรมของมิจฉาชีพที่ต้องการเก็บข้อมูลหรือบันทึกเสียง
2. เสียงคล้ายคนรู้จัก แต่โทรมาจากเบอร์แปลก โดยอ้างว่าเปลี่ยนเบอร์ใหม่ โทรมาจากต่างประเทศ
3. รีบพูดเรื่องเงิน ขอความช่วยเหลือด่วน ฉุกเฉิน หรือเร่งให้โอนเงินทันที เพื่อไม่ให้มีเวลาตรวจสอบ
4. เปิดบทสนทนาด้วยคำว่า “จำเราได้ไหม” เพื่อให้เหยื่อพูดก่อน หรือถามข้อมูลส่วนตัว เพื่อให้ได้ข้อมูลไปใช้หลอกลวงต่อ
5. อ้างเป็นตำรวจหรือเจ้าหน้าที่รัฐ ติดต่อผ่าน Line หรือวิดีโอคอล พร้อมขู่เรื่องคดี
6. เสียงพูดผิดธรรมชาติ น้ำเสียงเรียบ ไม่มีจังหวะหายใจ ออกเสียงผิดเพี้ยน หรือหลีกเลี่ยงการสนทนาโต้ตอบยาว ๆ
7. วิดีโอมีความผิดปกติ เช่น ปากขยับไม่ตรงเสียง สีผิว แสงเงา หรือการกระพริบตาไม่เป็นธรรมชาติ
ป้องกันตัวเองอย่างไร
• อย่าเชื่อทันที หากมีคนอ้างว่าเป็นญาติหรือคนรู้จัก ให้ตัดสายและโทรกลับผ่านช่องทางที่คุ้นเคย
• ตั้ง “รหัสลับประจำบ้าน” ตั้งคำถามเฉพาะที่รู้กันเฉพาะบุคคลหรือครอบครัว เพื่อยืนยันตัวตน
• อย่าเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว รหัสผ่าน หรือ OTP กับบุคคลอื่น
• หากถูกอ้างว่าเกี่ยวข้องกับคดีความ ให้ติดต่อหน่วยงานนั้นผ่านช่องทางทางการด้วยตนเอง
หากตกเป็นผู้เสียหาย เผลอโอนเงินไปแล้ว ต้องตั้งสติและรีบดำเนินการดังนี้
1. โทรแจ้ง สายด่วน AOC 1441 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อขอระงับบัญชีปลายทาง
2. รวบรวมหลักฐาน (สลิปโอนเงิน, แชตสนทนา, โปรไฟล์คนร้าย) เพื่อแจ้งความผ่านเว็บไซต์ thaipoliceonline.go.th หรือสถานีตำรวจใกล้บ้าน
จำไว้ว่า “หน้าอาจใช่ เสียงอาจเหมือน แต่ไม่ใช่ว่าจะเป็นตัวจริง” ตรวจสอบให้แน่ใจก่อนโอนเงินหรือให้ข้อมูลสำคัญทุกครั้ง เพื่อไม่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพยุค AI







