เสรีรวมไทย ชี้คำแถลงบิ๊กตู่ เติมเชื้อไฟ ขยายความขัดแย้ง

วันที่ 20 พ.ย. 2563 เวลา 13:55 น.
เสรีรวมไทย ชี้คำแถลงบิ๊กตู่ เติมเชื้อไฟ ขยายความขัดแย้ง
ธนภร โสมทองเเดง ชี้ คำแถลงการณ์ของนายกฯใช้กฎหมายเข้มข้นทุกมาตรา เท่ากับขยายความขัดแย้ง เติมเชื้อไฟ ดักคอ ห้ามรัฐประหาร

นางสาวธนภร โสมทองเเดง สมาชิกสภาผู้แทนราษฏร บัญชีรายชื่อพรรคเสรีรวมไทย กล่าวว่า เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2563 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหมออกแถลงการณ์ถึงเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมืองหลังม็อบยกระดับชุมนุม ใช้ทุกกฎหมายที่มีอยู่ จัดหนักทุกการชุมนุม เฉียบขาดเข้มข้น หลังจากสถานการณ์ไม่คลี่คลาย ขัดแย้ง รุนแรง..”นั้น เห็นว่า ความเห็นต่างทางการเมืองมีทุกประเทศทั่วโลก การรับฟังความคิดเห็นต่างตรงนี้ เป็นภาวะผู้นำของผู้นำประเทศ ควรเจรจาพูดคุย เปิดโต๊ะพูดคุยกัน ไม่ใช่ใช้กฎหมายปิดปากประชาชน จะเห็นได้จากประวัติศาสตร์ทางการเมืองเหตุการณ์พฤษภาทมิฬในปี 2535 ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 นายกรัฐมนตรีไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ทำให้ขาดการยึดโยงกับประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอย่างแท้จริง บุคคลภายนอกเข้าสู่อำนาจได้ เป็นการสืบทอดอำนาจจากคณะรัฐประหารซึ่งไม่ต่างจากการออกแบบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 เมื่อกติกาที่ออกแบบไม่เป็นธรรม ควรจะแก้ไข โดยใช้กลไกรัฐสภา เพราะการเมืองต้องแก้ปัญหาด้วยการเมือง ไม่ใช่ เห็นพี่น้องประชาชนผู้เห็นต่างทางการเมืองโดยเฉพาะนิสิต นักศึกษา เด็ก เป็นศัตรูทางการเมือง จะใช้กฎหมายขั้นเด็ดขาดจัดการ เป็นการราดน้ำมันเข้าลงกองไฟ มิคสัญญีทางการเมืองแน่นอน จะนำไปสู่การรัฐประหาร

นางสาวธนภรฯ กล่าวว่า แนวทางแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 255 บัญญัติว่า การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่เป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ จะกระทํามิได้..”ซึ่งได้ควบคุมกลไกการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไว้แล้ว แต่ปรากฏว่าในมติการประชุมรัฐสภา ญัตติร่าง 7 ของไอลอว์ ในมาตรา 256(3) การพิจารณาวาระที่ 1 ขั้นรับหลักการ ร่างดังกล่าวตกไป เป็นที่น่าเสียดาย เพราะร่างดังกล่าวมาจากประชาชน ไม่ใช่ประชาชนส่วนน้อยของประเทศ แต่ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแก้ไขกฎหมายแม่บท รัฐบาลขาดความจริงใจในการแก้ปัญหา ดังนั้น ในการประชุมพิจารณาในวันที่ 17,18 พฤศจิกายน 2563 โหวตรับรองวาระ 1 จึงเป็นเพียงประวิงเวลาจากการประชุมสมัยสามัญที่ผ่านมา ถือได้ว่า เป็นเพียงการสับขาหลอกประชาชนผู้เห็นต่างทางการเมืองเท่านั้นเพราะตัวแปรอยู่ที่ สมาชิกวุฒิสภา 1 ใน 3 หรือ 84 เสียงเท่านั้น เพราะอย่าลืมว่า รากเหง้า สว.250 คน ท่านได้แต่ใดมา ผลของความไม่จริงใจในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ทำให้ประชาชนติดตามการประชุมโดยเฉพาะเยาวชนคนรุ่นใหม่ อยากเห็นการพัฒนาของประเทศตามแนวทางประชาชนมาติดตามการประชุมถึงหน้ารัฐสภาเพราะไม่ไว้วางใจการทำหน้าที่ของฝ่ายอนุรักษ์นิยม แต่ฝ่ายรัฐบาลกลับปล่อยให้เสื้อเหลืองเข้ามาชุมนุมแล้วปล่อยเกิดเหตุการณ์ปะทะกัน และเจ้าหน้าที่กระชับพื้นที่โดยการฉีดนำความดันสูง ยิงแก๊สน้ำตา และกระสุนปืนไม่ทราบฝ่าย ปัญหาเหล่านี้ จะไม่เกิดขึ้น หากใช้การประนีประนอมพูดคุยทุกฝ่ายและที่สำคัญ ต้องมีความจริงใจในการแก้ไขปัญหา

นางสาวธนภรฯ กล่าวว่า ในปัจจุบันภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ โรงงานในอุตสาหกรรมต่างๆปิดตัว ลอยแพลูกจ้างจำนวนมาก นโยบายออกคนละครึ่งของรัฐบาลเอาภาษีพี่น้องประชาชนไปละเลง ลักษณะประชานิยม ไม่ใช่ประชารัฐ เสมือนการซื้อเสียงล่วงหน้า เพิ่มคะแนนนิยม ไม่เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกรณีสหรัฐประกาศระงับสิทธิพิเศษทางการค้า สินค้าไทยเพิ่มเติม 231 รายการ ภายใต้ระบบสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป หรือ "GSP" โดยจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 30 ธันวาคม 2563 โดยระบุว่าประเทศไทยไม่มีการเปิดตลาดสินค้าสุกรและผลิตภัณฑ์อย่างเป็นธรรม ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการในประเทศโดยตรง ล้วนแต่เป็นปัญหาปากท้องพี่น้องประชาชน แต่ในทางกลับกัน พลเอกประยุทธ์ จันโอชา นายกรัฐมนตรี ยังเมาหมัด แถมยังประกาศใช้บังคับกฎหมายจัดการกับผู้ชุมนุมอย่างเด็ดขาด เห็นประชาชนเป็นศัตรู ยิ่งเรียกแขกให้ประชาชนลงถนนชุมนุมยืดเยื้อในบริเวณย่านเศรษฐกิจสำคัญ อันมีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ