"เผ่าภูมิ"กระตุ้นแบงก์รัฐเร่งปล่อยสินเชื่อช่วงโควิด-19

วันที่ 22 ก.ค. 2563 เวลา 10:05 น.
"เผ่าภูมิ"กระตุ้นแบงก์รัฐเร่งปล่อยสินเชื่อช่วงโควิด-19
รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กระตุ้นแบงก์รัฐ ยกระดับบทบาทสินเชื่อช่วงโควิด อุดช่องแบงก์พาณิชย์ไม่พร้อมเสี่ยง

เมื่อวันที่ 22 ก.ค. นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ว่าในภาพใหญ่ มาตรการทางการเงินที่ใช้รับมือโควิด-19 แบ่งได้สองช่วง ช่วงแรกคือป้องกันภาวะตกใจเกินจริงของตลาดเงินทั้งตราสารทุนและตราสารหนี้ เพื่อให้ระบบการเงินสามารถทำงานเป็นแหล่งทุนต่อไปได้ในสภาวะที่ประชาชนอยากถือเงินสด ช่วงที่สองคือการกระจายสภาพคล่องเข้าไปในระบบ “เศรษฐกิจจริง” ให้เพียงพอให้ธุรกิจอยู่รอด

"ผมมองว่าในส่วนที่สองกำลังมีปัญหามาก สภาพคล่องที่มีอยู่ในตลาดขณะนี้เพียงพอ แต่ปัญหาคือมันไม่ได้ถูกจัดสรรไปที่ภาคเศรษฐกิจจริงตามต้องการ ภาวะ “สภาพคล่องที่ล้นตลาด” นี้ไปหมกอยู่ที่ “ตลาดหุ้น” และไปหมกอยู่ที่ “เงินฝากจนล้นธนาคาร” แต่เป็นประชาชนหาเช้ากินค่ำ ผู้ประกอบหาบเร่แผงลอย ร้านอาหารริมทาง ฯลฯ คนเหล่านี้กลับอยู่ในภาวะตะเกียกตะกายวิ่งหาสภาพคล่อง แต่เข้าไม่ถึง" นายเผ่าภูมิกล่าว

รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทยกล่าวว่า Softloan ในระดับหลักการนั้นดี แต่ความสำเร็จของมันอยู่ที่ความใส่ใจในรายละเอียดว่าจะผลักสภาพคล่องลงสู่ส่วนที่มีปัญหาจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงแค่อนุมัติกรอบวงเงิน ตัวชี้วัดของธนาคารพาณิชย์ คือ กำไรสูง NPL ต่ำ ความเสี่ยงต่ำ ผลคือธุรกิจความเสี่ยงสูงจากโควิด ขาดสภาพคล่อง แต่โดนปฏิเสธ ผมเห็นความพยายามของธนาคารแห่งประเทศไทยในการกระตุ้นธนาคารพาณิชย์ให้ปล่อยกู้ แต่ยังไม่สัมฤทธิ์ผล

นายเผ่าภูมิกล่าวว่าประเทศไทยมีอีกหนึ่งเครื่องมือหนึ่งที่มีพลัง แต่ยังทำหน้าที่ได้ไม่ดีนัก คือ ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ หรือ SFIs ที่ทำหน้าที่เสมือนธนาคารพาณิชย์ แต่มีภารกิจเพื่อตอบสนองมาตรการของรัฐ แม้จะต้องขาดทุน ซึ่งสิ่งเร่งด่วนที่ต้องทำขณะนี้คือ จัดสรรสภาพคล่องไปถึงมือคนเดือดร้อนจริงให้ได้ ผมมองว่าเมื่อธนาคารพาณิชย์ไม่พร้อมเสี่ยง แบงค์รัฐจึงต้องเข้าสอดรับบทบาทตรงนี้ ยกระดับการช่วยเหลือประชาชน กล้าได้กล้าเสียกล้าเสี่ยง มากขึ้น

รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทยกล่าวอีกว่าพึงระลึกไว้ว่าตัวชี้วัดของแบงค์รัฐไม่ใช่กำไร ไม่ใช่ NPL ต่ำๆ ไม่ใช่ BIS Ratio สูงๆ แต่หากเป็นประสิทธิภาพในการตอบสนองรัฐและ “อุดช่องว่าง” สิ่งที่ธนาคารพาณิชย์ทำไม่ได้ หรือไม่อยากทำนั่นเอง

"ผมมองว่า เสี่ยงที่จะเกิดหนี้เสียบ้างในภาวะแบบนี้ ย่อมดีกว่ากอดเงินเอาไว้ แล้วปล่อยให้ธุรกิจค่อยๆตายลง" นายเผ่าภูมิกล่าว

บทความแนะนำ