"ก้าวไกล"จี้"บิ๊กตู่"ยุบสภาซัดจัดงบ64แบบเดิมๆเหมือนประเทศนี้ไม่มีวิกฤต

วันที่ 03 ก.ค. 2563 เวลา 20:56 น.
"ก้าวไกล"จี้"บิ๊กตู่"ยุบสภาซัดจัดงบ64แบบเดิมๆเหมือนประเทศนี้ไม่มีวิกฤต
"ศิริกัญญา" ชำแหละงบ64ไร้ทิศทางกู้วิกฤติโควิด ซัด "ผู้นำ"ต้องปรับทัศนคติมองคนเห็นต่างเป็นศัตรู แนะให้บิ๊กตู่ยุบสภาให้ประชาชนตัดสินกันใหม่

น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ได้อภิปรายพิจารณาร่างพ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ. ศ. 2564 ว่า งบประมาณที่ส่งมามีแต่แผนงานเดิม โครงการเดิม เป้าหมายเดิม ตัวชี้วัดเดิม แล้วจะทำให้ประเทศแก้ปัญหาได้อย่างไร

"งบประมาณที่ทำมาเหมือนประเทศนี้ไม่มีวิกฤต นอกจากคำสวยหรูก็ไม่มีแผนงานที่นำประเทศออกจากวิกฤต หลายแผนควรเลื่อนออกไป หรือไม่ควรมีด้วยซ้ำ และเป็นการถอดแบบเดิมทั้งดุ้น ไม่เปลี่ยนโครงการ และเป้าหมาย ซึ่งเป็นความผิดตั้งแต่ต้น งบประมาณแบบนี้จะตอบโจทย์วิกฤตได้อย่างไร เมื่อยังมองความมั่นคงแบบเดิมคือทหารมากกว่าความมั่นคงทางสุขภาพของประชาชน ถ้าหยุดซื้ออาวุธสักปีสองปีก็ไม่ได้กระทบอะไร "น.ส.ศิริกัญญา กล่าว

ขณะเดียวกัน อาวุธเก่าไม่ได้ทำให้ประชาชนรู้สึกไม่มั่นคง แต่ประชาชนจะรู้สึกไม่มั่นคงที่อาวุธใหม่ๆ อยู่ในมือของผู้นำที่มีความคิดเก่าๆ มองประชาชนที่เห็นต่างเป็นศัตรู" ความมั่นคงตอนนี้คือประเทศที่มีวัคซีนและบริการสาธารณสุขที่เพียงพอ

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวอีกว่า การแถลงงบประมาณต่อสภาคือการแถลงนโยบายต่อประชาชนว่าจะพาประเทศไปทางไหน แล้วทุกคนจะยอมรับร่าง พ.ร.บ.ที่ไม่รู้สึกรู้สาว่าประเทศกำลังอยู่ในวิกฤตเศรษฐกิจ และไม่เคารพประชาชนที่เป็นรเจ้าของเงินที่ต้องการความเชื่อมั่นและความช่วยเหลือ ร่าง พ.ร.บ.ที่ถูกมันตราสังจากยุทธศาสตร์ชาติจนขยับไม่ได้แก้ไขปัญหาประเทศไม่ได้ หรือจะยอมรับร่าง พ.ร.บ. ที่นายกรัฐมนตรีขาดภาวะผู้นำที่ไม่กล้าทุบโต๊ะให้ข้าราชการกลับไปทำใหม่เมื่อรื้อสองรอบแล้วยังทำได้แค่นี้

อย่างไรก็ตามไม่เห็นเหตุผลใดเลยที่จะยอมรับนอกจากจะรื้อใหม่โดยไม่เห็นเค้าเดิมเลย แต่ทำไม่ได้ในชั้นกรรมาธิการ ดังนั้นรัฐบาลชุดนี้จึงไม่มีความชอบธรรมใดในการบริหารประเทศ บริหารงบประมาณและเศรษฐกิจ ในเมื่อไม่เห็นหัวประชาชนไม่เคารพประชาชนที่เป็นเจ้าของเงนิ ตนคิดว่าไม่ควรแค่ปรับ ครม. แต่ต้องย้อนไปถามประชาชนอีกครั้งว่าต้องการให้นายกรัฐมนตรีปัจจุบันบริหารประเทศหรือไม่ ต้องการนโยบายแบบไหนที่จะพาประเทศฝ่าวิกฤตไปได้ พรรคก้าวไกลพร้อมที่จะขอมติจากประชาชน สิ่งที่อยากให้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเพราะไม่ทันใจประชาชน คือตัวนายกรัฐมนตรี แต่แทนที่จะตระหนัก กลับดึงเอาสถาบัน ชาติ ศาสนา พระมาหกษัตริย์ มากลบเกลื่อนความผิดพลาดของตัวเอง

"ดิฉันคิดว่าท่านควรต้องปรับทัศนคติที่คิดว่าคนที่เห็นต่างจากท่านคือพวกชังชาติ เป็นพวกไม่หวังดี เลือกป้ายสีความคนที่คิดต่างจากท่านคือพวกที่คิดร้ายต่อสถาบันหลักของชาติ สิ่งที่ประชาชนรอการเปลี่ยนแปลงมาตลอด 6 ปีแต่ไม่ทันใจจริง คือตัวนายกรัฐมนตรี แต่เราจะรอต่อไปไม่ได้แล้ว ถึงเวลาแล้วที่ท่านควรต้องยุบสภาคืนอำนาจให้กับประชาชน พรรคก้าวไกล พร้อม"น.ส.ศิริกัญญา กล่าว

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวอีกว่า ตอนนี้คนงานในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ กำลังจะตกงาน และคนที่จบใหม่กำลังจะหางานมากขึ้นในอนาคต นักท่องเที่ยวที่หายไปทำให้ SME อีกกว่าล้านรายจะปิดตัวลง คำถามคือแล้วงบประมาณฉบับนี้จะทำให้พวกเขามีชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างไร จะทำให้การจ้างงานเพิ่มขึ้นอีกกี่ตำแหน่ง คนที่กำลังจะกลับบ้านถามว่าจะมีทางเลือกอย่างไรให้เขาบ้าง

ตอนนี้รัฐบาลจะให้เขาทำอะไรในเมื่องานมันหายาก แรงงานนอกระบบ และผู้ประกอบการ ถามว่ารัฐบาลจะมีสวัสดิการอะไรมารองรับ SMEs อีกหลายล้านรายจะถามว่างบประมาณนี้จะมีสักส่วนหนึ่งใหม่ที่ต่อลมหายใจให้พวกเขา เศรษฐกิจไทยเหมือนเรือแป๊ะที่วิ่งเอื่อยมาตั้งปต่ปีที่แล้ว ประกอบกับโควิดเหมือนมรสุมที่ซัดเข้ามา ดังนั้นเราจึงต้องซ่อมเรือ และปรับหางเสือเรือก่อนที่จะไปไม่ถึงเป้าหมาย ตลอดการชี้แจงของนายกรัฐมนตรีมี 0 คำถ้วนที่พูดถึงการจ้างงาน เมือสักครู่นายกรัฐมนตรีตอบว่าการจ้างงานจะไปอยู่ในแผนงานฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่เพิ่งจะเริ่มผ่านการกลั่นกรองด้วยงบประมาณ 1 แสนล้านบาท โดยจะมีการจ้างงานเพิ่ม 4 แสนคน แต่จะเพียงพอสำหรับคนที่จะตกงาน 8 ล้านคนหรือไม่

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า งบประมาณฉบับนี้มีการสั่งแก้ไปแล้ว 2 ครั้งเพื่อให้เข้ากับวิกฤตโควิดและภัยแล้ง แต่มีเวลาแค่ 7 วัน แล้วมีการแก้ไขเพียงแค่ในกระทรวงเล็กๆ น้อยๆ วงเงินเปลี่ยนแปลงแค่ 5,000 ล้านบาท แต่งบในกระทรวงไม่เปลี่ยนเลย แล้ว ครม. ก็อนุมัติ แล้วเมื่อมีวิกฤตหนักขึ้น ก็สั่งแก้ไขรอบที่สอง โดยหน่วยงานต่างๆ ยอมเฉือนเนื้อทำให้มีงบประมาณ 40,000 ล้านบาทเศษเป็นรายการใหม่ในงบกลางใช้ชื่อว่าค่าใช้จ่ายในการบรรเทา แก้ไขปัญหา และเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด แต่นอกจากนี้ยังไม่เห็นการแก้ปัญหาวิกฤตในงบประมาณนี้อีกเลย ทั้งที่ตอนนี้ต้องการวิสัยทัศน์ใหม่ และแผนงานใหม่ๆ

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ชี้แจงว่า ไม่เคยมองคนเห็นต่างเป็นศัตรู แต่มีคนบางกลุ่มเห็นกฎหมายเป็นศัตรู

"หลายคนพูดเก่งผมยอมรับ แต่อย่ามากล่าวหาว่าผมใช้กฎหมายกับผู้เห็นต่าง กฎหมายอยู่เฉยๆ ผมก็นั่งเฉยๆ ใครทำผิดต้องถูกลงโทษ ผมสั่งเขาได้หรือถ้าสั่งได้คงไม่เป็นแบบนี้ แต่ผมไม่ได้สั่ง ระวังตัวบ้างก็แล้วกัน กฎหมายมีผลบังคับใช้กับทุกคน แม้กระทั่งผมก็ยอมรับกฎหมาย วันก่อนเกิดอะไรขึ้นในประเทศไทยกลับไปย้อนดู ความต้องการของประชาชนไม่มีวันสิ้นสุด ผมเข้าใจ แต่อย่าลืมว่าความต้องการของท่านมีอะไรได้รับการตอบสนองไปแล้วบ้าง พูดอย่างเดียวไม่ได้ ท่านต้องหาวิธี ไม่ใช่ใช้การท้าทาย”พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

ขณะเดียวกัน นางอมรัตน์ โชควินิจกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล จึงลุกขึ้นประท้วงว่า ที่นายกฯ บอกว่าให้ระวังตัวนั้นจะต้องระวังตัวเรื่องอะไรบ้าง เพราะดิฉันจะได้เตรียมตัว ทำให้นายกฯ ลุกขึ้นตอบโต้ทันควันว่า "จะพูดอย่างไม่เข้าใจแบบนี้ไม่ได้ ที่ตนบอกให้ระวังตัวคือระวังตัวในเรื่องของข้อกฎหมายที่อาจจะทำผิดได้ ตนก็ระวังของตน ท่านก็ต้องระวังของท่าน ความหมายของตนคือแค่นี้ ไม่ได้ไปขู่อะไรท่าน เข้าใจไหม ถ้าท่านไม่ได้ทำผิดอะไรจะกลัวอะไร" เมื่อนายกฯ พูดจบก็เดินออกไปจากที่นั่งทันที

ด้านนางอมรัตน์ ตอบสวนว่า หากมีคนข้างบ้านมาพูดกับดิฉันว่าให้ระวังตัวเอาไว้ ดิฉันก็ตีความได้ว่าเป็นการข่มขู่ ทำให้นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาฯ คนที่ 2 ทำหน้าที่เป็นประะานการประชุม เบรกว่า มันจะเข้าใจผิดกันไปใหญ่ ทำให้นางอมรัตน์ สวนกลับว่า “อ๋อดิฉันเข้าใจผิดใช่ไหมคะ งั้นท่านนายกฯ ก็ระวังตัวไว้ด้วยก็แล้วกัน” นายศุภชัย จึงตอบโต้ว่า “อ๋องั้นก็แปลว่าต่างฝ่ายต่างบอกให้ระวังตัวก็ถือว่าจบแล้วนะ”

ขณะที่นายณัฐวุฒิ บัวประทุม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคกล้าวไกล ลุกขึ้นประท้วงประธานที่ประชุมว่า "ขอให้ประธานควบคุมการประชุมให้เป็นไปได้ด้วยดี นายกฯ พูดพาดพิงและหันมาทางพวกตนหลายครั้ง พวกผมก็คนธรรมดา โดนขู่มากๆ ก็ตกใจ ขอให้ประธานควบคุมการพูดของนายกฯ ด้วย" ทำให้นายศุภชัย ชี้แจงว่า "ผมฟังอยู่ นายกฯ พูดถึงให้ระมัดระวัง ใครก็ตามที่ทำผิดกฎหมาย ผมไม่ได้ปกป้องนายกฯ แต่ไม่อยากให้เข้าใจผิดซึ่งกันแล้วกัน"