"ณัฏฐพล"ปัดยื่นลาออกกก.บห.ยันยังไม่ถึงเวลาเปลี่ยนหัวหน้าพรรค

วันที่ 15 พ.ค. 2563 เวลา 16:27 น.
"ณัฏฐพล"ปัดยื่นลาออกกก.บห.ยันยังไม่ถึงเวลาเปลี่ยนหัวหน้าพรรค
"ณัฏฐพล"ปัดยื่นลาออก กก.บห.พลังประชารัฐ รับอาจมีคนอยากให้มีคนอยากเปลี่ยนผู้บริหารพรรคจริง ขออย่าโยงปรับ ครม. เชื่อ 'บิ๊กตู่' มุ่งแก้โควิดก่อนคิดเรื่องอื่น 

นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ และรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวปฏิเสธข่าวยื่นใบลาออกจากคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อต้องการให้นายอุตตม สาวนายน พ้นจากหัวหน้าพรรคว่า ไม่ได้ยื่นใบลาออก ดังนั้นข่าวดังกล่าวไม่ได้เป็นข้อมูลที่ถูกต้อง ส่วนกระแสที่มีการพูดคุยกันในระหว่างกลุ่มต่างๆ นั้นก็เป็นธรรมดาของพรรคการเมือง

ทั้งนี้เมื่อถามว่า แสดงว่ามีการเคลื่อนไหวให้เปลี่ยนตัวผู้บริหารพรรคจริงใช่หรือไม่ นายณัฏฐพล กล่าวว่า ก็อาจมีคนที่มีความอยากที่จะเปลี่ยนเป็นธรรมดา

อย่างไรก็ตามเมื่อถามย้ำว่า มีการพูดคุยในเรื่องการเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรคกันหรือไม่นั้น นายณัฏฐพลกล่าวยืนยันว่าไม่มี ไม่ได้อยู่ในกระบวนการที่จะเปลี่ยนหัวหน้าพรรค ซึ่งนายอุตตม สาวนายน รมว.คลังและหัวหน้าพรรคฯ ก็ยังทำหน้าที่ของตัวเองไป

สำหรับกระแสข่าวเปลี่ยนเก้าอี้หัวหน้าโยกไปมาหลายรอบ ทำให้คนมองว่าเมื่อโควิดกำลังจะหมดเรื่องการเมืองเริ่มกลับมาแล้วนั้น นายณัฏฐพลกล่าวปฏิเสธว่าไม่นะ การจะเอาเรื่องตรงนี้มาผูกกับเรื่องการเปลี่ยน ครม. มันไม่เป็นความจริง และนายกรัฐมนตรีมีแนวทางที่ชัดเจนว่าในวันนี้ต้องแก้ปัญหาเรื่องโควิดเป็นหลักและเรื่อง พรก. ที่ต้องเข้าสภาฯ ในช่วงอีก 2-3 อาทิตย์นี้ ดังนั้นเรื่องเหล่านี้ควรเป็นเรื่องใหญ่ที่ควรเอาความร่วมมือของทั้งพรรคพลังประชารัฐเองและพรรคร่วมรัฐบาลมาร่วมมือกันมากกว่า ดังนั้นโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรด้วยสถานการณ์ตอนนี้เป็นไปไม่ได้เลย

ขณะเดียวกันเมื่อถามว่า ทำไมกระแสข่าวที่เกิดขึ้นตอนนี้ เหมือนเป็นการโยนกันไปมา เช่น บางส่วนก็บอกว่ามีการเซ็นลาออกแล้วแต่ยังไม่ยื่น นายณัฏฐพล กล่าวว่า จริงๆ แล้วมันมีโยนฝ่ายเดียวถ้าดูตอนนี้ แต่ไม่มี ถ้ายื่นก็ยื่น

สำหรับปัจจัยที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างกรรมการบริหารพรรคจริงๆ นั้น หากมีความจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง ก็ต้องเพื่อสิ่งที่เหมาะสมกว่าและเปลี่ยนแล้วจะครบถ้วนในทุกๆด้าน แต่ตอนนี้ยังไม่มีปัญหาถึงขั้นทำให้พรรคเดินหน้าไม่ได้ ขณะนี้คุยกันได้ ไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่ถ้าทำให้คะแนนความนิยมของพรรคดีขึ้น ด้วยการเชื่อมต่อเขตพื้นที่ก็เป็นสิ่งที่พรรคน่าจะต้องปรับปรุง เพราะคะแนนนิยมเป็นเรื่องที่ทุกพรรคการเมืองต้องการให้คะแนนนิยมเพิ่มขึ้น ขณะนี้พวกเราทำหน้าที่กันอยู่ และยังไม่ถึงเวลาที่จะเอาเรื่องการเมืองมาเหนือเรื่องการแก้ปัญหาโควิด-19

เมื่อถามว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ จะมาเป็นหัวหน้าพรรคมีความเป็นไปได้หรือไม่นั้น นายณัฏฐพลกล่าวว่า เวลานี้ไม่ใช่ระยะเวลาที่เหมะสม ซึ่งได้บอกแล้วนายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหา ซึ่ง พล.อ.ประวิตร เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนแก้ปัญหา ดังนั้นเรื่องการเมืองคงไม่มาเหนือเรื่องการแก้ปัญหาโควิด-19

นายณัฏฐพล ยังกล่าวถึงความพร้อมในการเลือกตั้งซ่อมที่จังหวัดลำปางว่า ขณะนี้ยังต้องรอคณะกรรมการบริหารพรรคหารือกันก่อน

ด้านนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะแกนนำพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่าพรรคพลังประชารัฐ เป็นพรรคที่มี ส.ส. มาจากหลายกลุ่ม แต่สามารถพูคคุยทำงานร่วมกันได้ระดับหนึ่ง สิ่งที่ดีที่สุดของพลังประชารัฐวันนี้เราเดินมาถูกทางแล้ว แต่ต้องพูดคุยและพยายามหาความร่วมมือในหลายๆ ส่วน มาเติมเต็มในส่วนที่ยังมีปัญหาอยู่บ้าง เช่น ปัญหาความใกล้ชิดระหว่างผู้บริหารกับสมาชิก อาจต้องจูนเข้าหากันบ้าง เพราะเรามาจากหลากหลายกลุ่ม เมื่อมาอยู่กันก็ย่อมมีปัญหา เป็นเรื่องธรรมดา

อย่างไรก็ตามเมื่อถามว่า จนถึงเวลานี้ยังให้โอกาสนายอุตตม เป็นหัวหน้าพรรคใช่หรือไม่ นายพุทธิพงษ์ กล่าวว่า โดยหลักเรื่องนี้ต้องฟังเสียงสมาชิกส่วนใหญ่ของพรรค พรรคจะเดินหน้าไปได้ก็ต้องฟังเสียงสมาชิกว่าเอาอย่างไร ก็ต้องตามนั้น เพราะเราเป็นระบอบประชาธิปไตย จะไปคิดเองคนเดียวไม่ได้ ดังนั้นปัญหาที่เกิดขึ้นจะต้องถูกแก้ปัญหาจากคนส่วนใหญ่ของพรรค ทั้งสมาชิกและส.ส.ว่าจะเอาอย่างไร และยืนยันว่าตนไม่ได้ชี้นำ แต่อะไรที่เป็นทางออกได้ก็น่าจะดี ดังนั้นการบอกว่าควรจะเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรคหรือไม่นั้น ต้องดูภาพรวมของพรรค เพราะพรรคไม่สามารถเดินไปได้ถ้าเสียงส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยพรรคก็จะเดินยาก เพราะมีองค์ประกอบจำนวนมาก

ขณะเดียวกันเมื่อถามว่า เวลาที่เหมาะสมในการเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรคนั้น นายพุทธิพงษ์ กล่าวว่า ก็เป็นไปตามที่ตนพูดคือ ถ้าผู้บริหารหรือมาชิกพรรคส่วนใหญ่มีความต้องการเปลี่ยนแปลง ก็จะสะท้อนผ่านที่ประชุมใหญ่ของพรรค ซึ่งภายใน 2 เดือนนี้อาจจะมีการประชุมใหญ่พรรค จึงต้องไปดูเสียงส่วนใหญ่ของพรรคว่าอย่างไร เพราะตนไม่สามารถชี้นำได้ต้องฟังเสียงสะท้อน เพราะวันที่ก่อนตั้งพรรคกับวันนี้แตกต่างกัน เพราะวันที่ก่อตั้งพรรคใหม่ๆ ยังไม่มี ส.ส.และสมาชิกจำนวนมาก แต่วันนี้มี ส.ส.กว่า 100 คน และสมาชิกอีกหลายแสนคน ดังนั้นต้องฟังความคิดเห็นส่วนใหญ่ของพรรคด้วย