เตือนปัญหาปากท้องจะทำการเมืองร้อนแรง แนะรัฐเร่งแก้ไขสร้างรายได้ให้ประชาชน

วันที่ 11 พ.ค. 2563 เวลา 09:53 น.
เตือนปัญหาปากท้องจะทำการเมืองร้อนแรง แนะรัฐเร่งแก้ไขสร้างรายได้ให้ประชาชน
"เสรี สุวรรณภานนท์" เตือน "โรคหิวโหย" ที่เกิดจากปัญหาทางเศรษฐกิจจะทำให้การเมืองร้อนแรง แนะรัฐบาลเร่งแก้ไขสร้างงาน สร้างรายได้ให้คนเดือดร้อน ทำให้เศรษฐกิจฟื้นกลับคืนมา

นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา แสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊ก เกี่ยวกับการคลายล็อกมาตรการให้กิจการต่างๆเปิดทำการ โดยมีเนื้อหาดังนี้

คลายล็อกคงต้องทำ คลายล็อกแล้วจะอยู่กันยังไงต่อ

คนได้เงินช่วยเหลือ จะสามารถแก้ทุกข์ได้ระยะหนึ่ง หมดเงินแล้วทุกข์จะกลับมา และทุกข์นั้นจะมากยิ่งขึ้น ไม่มีกิจการไหนที่มีรายจ่ายมากกว่ารายรับจะทำให้อยู่ได้ รัฐบาลก็เช่นกัน

สิ่งที่จะแก้ปัญหาได้ ต้องคิดไว ทำไว ลงมือไว ในการแก้ปัญหาปากท้องว่าจะต้องทำอย่างไร

ตอนนี้คิดเน้นแก้ปัญหาโควิดอย่างเดียวไม่ได้แล้ว ต้องคิดแก้ปัญหาเศรษฐกิจและปากท้องไปพร้อมๆกันกับแก้โควิด

กิจการทั้งหลายที่ถูกหยุดหรือปิดหมด หากคลายล็อกแล้วให้เปิดร้านค้าได้ ก็ยังไม่เหมือนเดิม กว่าจะตั้งหลักกันได้คงใช้เวลาอีกหลายเดือน ความเดือดร้อนก็ยังไม่คลี่คลายอละจะมากขึ้นเป็นทวีคูณ

ดูเป็นโจทก์ที่ยากมาก เพราะตอนนี้บรรดากลุ่มม็อบทั้งหลายที่ตั้งใจโจมตีก็รวบรวมสรรพกำลังและเตรียมตัวออกศึกอย่างเต็มที่ โดยดึงเอามวลชนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาปากท้องของประชาชนมาเป็นแนวร่วม

สิ่งที่แก้ปัญหาตอนนี้เป็นอันดับหนึ่งจึงเป็นเรื่องปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาปากท้อง

ปัญหาโควิด ในสถานการณ์ตอนนี้ที่เป็นปัญหาอันดับหนึ่ง เลยดูเหมือนจะเป็นรองลงไป

โควิดในประเทศของวันนี้(10 พ.ค.60) ติดเชื้อสะสม 3,009 คน ติดเชื้อเพิ่ม 5 คน รักษาอยู่ใน รพ. 159 คน เสียชีวิตแล้ว 56 คน

แต่โรคหิวโหย โรคที่เกิดจากปัญหาทางเศรษฐกิจ ปัญหาจากปากท้อง โรคจิตที่เกิดจากปัญหาโรคระบาดที่ต้องรักษาระยะห่างที่จำเป็นต้องทำนั้น ทำให้เกิดผลกระทบที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ตั้งแต่คนงานไปถึงเจ้าของกิจการและเจ้าของทุกธุรกิจ น่าจะมีคนป่วยโรคได้รับผล กระทบจากปัญหาทางเศรษฐกิจและปัญหาปากท้องนี้ น่าจะมีจำนวนไม่น้อยกว่า 30-40 ล้านคน

โจทก์ใหญ่ที่จะทำให้เศรษฐกิจฟื้นกลับคืนมาเหมือนเดิมหรือน้อยกว่าเดิม เห็นๆอยู่ว่าไม่สามารถแก้ไขในทันทีทันใดได้

ปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านจะทำให้การเมืองร้อนแรงขึ้น

เงินกู้จาก พรก. ทั้งหลาย ไม่ว่าจะจำนวน 400,000 ล้านบาท หรือ 500,000 ล้านบาทนั้น ไม่ต้องไปพยุงตราสารหนี้หรอก เพราะกิจการเหล่านี้ มีทุน มีทรัพย์สินจำนวนมากอยู่แล้ว คงเอาตัวรอดไปได้ หรือหากทำไปแล้วก็เอาไปใช้ให้น้อยที่สุด แต่ต้องระวังเพราะมันโดนครหาง่าย

เอาเงินไปให้ชาวบ้านลงทุนเพิ่อการสร้างงานสร้างอาชีพดีกว่า ส่วนที่ไปช่วยเอสเอ็มอี นั้น ก็ต้องมีเงื่อนไขของการสร้างงานสร้างอาชีพเป็นหลักสำคัญด้วย

เงินเหล่านี้ ควรเอามาให้กิจการพยุงบริษัท ห้าง ร้านค้า รวมถึงกิจการขนาดเล็กที่เป็นวิถีชีวิตทั่วไป นำมาให้ชาวบ้านกู้ยืมโดยไม่มีดอกเบี้ยไปสัก 3 ปี เพื่อให้ธุรกิจกิจการค้าเหล่านี้เปิดกิจการและต้องตรวจสอบได้ว่าเอาเงินไปลงทุนในกิจการร้านค้าอย่างแท้จริงและต้องให้มีการจ้างงาน สร้างงานสร้างอาชีพ และสร้างรายได้ให้เกิดขึ้นแก่ประชาชนทั้งประเทศอย่างกว้างขวางและทั่วถึงทุกสาขาอาชีพ และธุรกิจร้านค้าของเอกชนที่ค้าขายทำธุรกิจทั่วๆไปดังกล่าว

อะไรที่เป็นการสร้างงาน สร้างอาชีพสร้างรายได้ให้กับประชาชน ให้เร่งรีบดำเนินการทำให้หมด อย่าไปติดด้วยเงื่อนไขของระบบงานราชการที่ชักช้าและล้าหลัง

ประการสำคัญ กิจการใดที่จะต้องขออนุญาตราชการ แล้วติดเงื่อนไขของการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ต้องตัดทอนออกให้หมด เพื่อให้เกิดการสร้างงานที่เร็วขึ้น จึงจะแก้ปัญหาปากท้องและแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นได้