'จตุพร'สดุดี10ปีวีรชนเสื้อแดงปลุกสู้เผด็จการเศรษฐกิจ

วันที่ 10 เม.ย. 2563 เวลา 19:42 น.
'จตุพร'สดุดี10ปีวีรชนเสื้อแดงปลุกสู้เผด็จการเศรษฐกิจ
ประธานนปช.รำลึก10ปีการต่อสู้เสื้อแดงเรียกร้องผนึกร่วมสู้โควิด-19ก่อนเดินหน้าลุยเผด็จการทางเศรษฐกิจ ซึ่งน่ากลัวกว่าเผด็จการทหาร

เมื่อวันที่ 10เม.ย.2563 นายจตุพร พรหมพันธ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช.กล่าวในรายการพิเศษวาระครบรอบ 10 ปี 10 เมษายน - พฤษภาคม 2553 ว่า เข้าใจสถานการณ์ของบ้านเมืองว่าขณะนี้เรากำลังต่อสู้กับไวรัสโควิด 19 และพยายามประคับประคองเสนอทางออกให้กับบ้านเมืองอย่างสร้างสรรค์

อย่างไรก็ตามประวัติศาสตร์ 10 ปี 10 เมษายน 10 ปี 19 พฤษภาคม 2553 นั้น เป็นประวัติศาสตร์ที่สร้างความเจ็บปวดให้กับประชาชน เป็นจำนวนมาก เนื้อหาของเหตุการณ์ ตั้งแต่ต้นจนจบ มีความตาย ร่วม 100 กว่าชีวิต บาดเจ็บนับพันคน สูญสิ้นอิสรภาพนับไม่ถ้วน และ ตลอดระยะเวลาร่วม 10 ปีนี้ ตนเองได้ใช้เวทีรัฐสภา เวทีการชุมนุมเรียกร้องของพี่น้องประชาชนคนเสื้อแดง และการแถลงข่าว จนเป็นเหตุให้มีการยื่นถอนประกันตัวแทบทุกสัปดาห์ในขณะนั้น

ฉะนั้นการสดุดีวีรชน คารวะหัวใจนักสู้นั้น ไม่ใช่การเริ่มสร้างความแตกแยกขึ้นมาใหม่ แต่บทเรียนความเจ็บปวดของ 10 เมษา และ 19 พฤษภาคม 2553 ที่มีการเข่นฆ่าประชาชนที่มีความเห็นต่างและตั้งข้อกล่าวหา ตั้งแต่โค่นล้มสถาบัน เป็นผู้ก่อการร้าย พวกเผาบ้านเผาเมือง ซึ่งตนพูดเสมอว่า สาเหตุที่ไม่ยอมหนีหลังจากเกิดเหตุการณ์ เพราะต้องการยืนหยัดทวงความยุติธรรม ให้กับคนที่ตายให้กับคนที่เจ็บ และคนที่สูญสิ้นอิสรภาพ

ทั้งนี้ได้อธิบายให้กับพี่น้องที่ได้รับความเจ็บปวดในช่วง 10 กว่าปีนี้ว่า เมื่อเรามีความเจ็บปวด ก็ให้นึกถึงพี่น้องของเราที่อยู่ในเรือนจำ เมื่อเข้าไปในเรือนจำ ก็บอกกับพี่น้องเราว่า ถ้าเจ็บปวด ให้คิดถึงพี่น้องเราที่เจ็บและตาย แม้ลืมไม่ได้ แต่ก็ไม่ใช่อยู่ทางกลางความ อาฆาต แค้น แต่อยู่ของพวกเรานั้น เพื่อต้องการอธิบาย บทเรียนกับสังคมไทยว่า ไม่มีใครควรมาตายกับการเรียกร้องเพื่อประชาธิปไตยกันอีก ประชาธิปไตยของประเทศไทย ควรจะเป็นสันติประชาธิปไตย คือการเคารพในสิทธิเสรีภาพ และการตัดสินใจของประชาชน เป็นประชาธิปไตยที่ถูกต้อง และที่สำคัญที่สุดคือเป็นประชาธิปไตยที่ เราทนเห็นความต่างกันได้

นายจตุพร กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมานี้ในวงผู้มีอำนาจชวนคุยเรื่อง สมานฉันท์ ตนเองและคณะ ได้ให้ความร่วมมือทุกครั้ง เพราะ ต้องการหาทางออกให้กับประเทศ โดยต้องไม่มีใครมาบาดเจ็บล้มตายอีก เพราะ ความเห็นที่แตกต่างมันไม่ควรที่จะมาฆ่ากันตายอีก ความเจ็บปวดเหล่านี้ที่เกิดขึ้นมาตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีและในฐานะที่ผ่านเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 มาก่อน เข้าใจดีว่า เมื่อผ่านเหตุการณ์มาใหม่ๆ คนจะคิดถึงเป็นจำนวนมาก รำลึกปีแรกคนก็จะมาก ปีถัดๆไปก็น้อยลงตามลำดับและญาตวีรชนก็สูงวัยตามลำดับ บ้างก็ล้มตายไปตามสังขาร นั่นเป็นสัจธรรม ของคนที่ตายเพื่อเรียกร้องให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตย

"ผมไม่ต้องการให้นักสู้เพื่อประชาธิปไตยลืมคนที่ร่วมต่อสู้มา แต่สิ่งที่เราทำได้คือการบันทึกประวัติศาสตร์ของคนที่เสียชีวิตด้วยการบันทึกเป็นบทเพลง และห่วง 10 ปีมานี้เราก็เห็นแล้ว คำว่า ประชาธิปไตยยิ่งห่างไกลตามลำดับ เพียงแต่เราอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง พยายามที่จะนำเสนอหาทางออกกันมาโดยตลอด ตั้งแต่ช่วงการลงประชามติรัฐธรรมนูญปี 2560 แต่กลับถูกเล่นงานสารพัด "นายจตุพร กล่าว

ประธาน นปช.กล่าวว่า วันนี้ตนเองอยู่ในฐานะประชาชนคนธรรมดา ไม่มีอะไรซับซ้อน แล้วไม่ว่าผลลัพธ์ทางการเมืองจะเป็นอย่างไรตนเองก็เป็นประชาชน ดังนั้นในวาระครบ 10 ปีนี้ มีบทเรียนกันมากมาย ได้รู้จักความเป็นพี่เป็นน้อง แม้ว่าวันนี้ จะห่างกัน 10 ปี ตนเองมักจะพูดเสมอว่า คนเป็นเสื้อแดง มันไม่มีที่ลาออก มันจะอยู่กับตัวและจะอยู่ไปจนตาย ตราบใดที่ยังยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย กับจุดยื่นการต่อสู้ขององค์กร นปช.

นายจตุพร กล่าวอีกว่า ในโอกาสครบรอบ 10 ปี เราอยากจะเห็นบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย และในห่วงเวลานี้เราต้องการความสมัครสมานสามัคคีในการร่วมกันต่อสู้กับไวรัสโควิด 19 จึงอยากเชิญชวนพี่น้องให้ร่วมมือกัน แม้ว่าเราจะเห็นต่างทางการเมืองก็ตาม แต่นี่เป็นเรื่องสงคราม แม้จะเป็นสงครามทางการเเพทย์ก็ตาม หากคนไทยต่างคนต่างคิดก็ไม่สามารถชนะสงครามครั้งนี้ได้ คนที่มีอำนาจต้องฟังประชาชน ประชาชนพร้อมฟังผู้มีอำนาจที่ฟังประชาชน

"วันนี้เราเห็นสัจธรรมเผด็จการทหารตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน แต่ที่น่ากลัวกว่าเผด็จการทหาร คือ เผด็จการทางเศรษฐกิจ ดังนั้นภารกิจต่อไป คือการต่อสู้กับเผด็จการเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นเผด็จการที่ขูดรีด สูบเลือด เอาเปรียบประชาชน อย่างที่ไม่สามารถรับได้ ครบวาระ 10 ปี 10 เมษา - 19 พฤษภาคม ผมในฐานะประธาน นปช. ขอสดุดีวีรชน คุณูปการในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยนั้นเราจะไม่มีวันลืม"นายจตุพร กล่าว