ทีมเศรษฐกิจปชป.ชงรัฐใช้ยาแรง"บาซูก้า"2 ล้านล้านอัดฉีดทั้งระบบ

วันที่ 02 เม.ย. 2563 เวลา 14:26 น.
ทีมเศรษฐกิจปชป.ชงรัฐใช้ยาแรง"บาซูก้า"2 ล้านล้านอัดฉีดทั้งระบบ
"ปริญญ์"หัวหน้าทีมเศรษฐกิจทันสมัยปชป. แนะรัฐใช้ยาแรงบาซูก้า 2 ล้านล้าน การเงินการคลัง กระตุ้นเศรษฐกิจ อัดฉีดทั้งระบบ

นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ รองหัวหน้าพรรคและหัวหน้าทีมเศรษฐกิจทันสมัย พรรคประชาธิปัตย์ และนางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้ร่วมกันแถลงข่าวเสนอมาตรการให้รัฐใช้ยาแรงบาซูก้าทางการเงินการคลัง ใช้งบ 2 ล้านล้านช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ คิดเป็น 12% ของ GDP ช่วยทุกภาคส่วน โดยเฉพาะท่องเที่ยว เกษตร กลุ่มผู้ประกอบการ SMEs รับมือวิกฤตโควิด-19 และแนวทางการเยียวยาคนทุกกลุ่ม ให้ปรับตัว เตรียมความความพร้อมให้มีรายได้ อยู่รอด ท่ามกลางวิกฤต

นายปริญญ์ ได้กล่าวว่าจากสถานการณ์การระบาดโควิด-19 ในปัจจุบันที่ได้ลุกลามไปทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย ถือเป็นวิกฤตทางด้านสาธารณสุขที่ส่งผลกระทบต่อวิกฤตเศรษฐกิจ ที่รุนแรงกว่าแฮมเบอร์เกอร์ หรือต้มยำกุ้งในอดีต หากไม่เร่งแก้ปัญหาจะส่งผลกระทบครั้งใหญ่ มาตรการของภาครัฐที่ออกมาในปัจจุบันสามารถช่วยแก้ปัญหาได้ในระดับหนึ่งแต่ยังไม่มากพอและไม่ทั่วถึง จึงจำเป็นต้องมีการจัดสรรงบประมาณที่เหมาะสมและมากพอ การแจกเงินกับกลุ่มผู้ที่ได้รับผลกระทบ 5000 บาท/ เดือน จึงไม่ครอบคลุมกับผู้ที่ได้รับผลกระทบในทุกภาคส่วน จึงมีข้อเสนอดังนี้

บาซูก้าทางการคลัง อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ปัจจุบันอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ประสบปัญหาอย่างหนัก สัดส่วนตัวเลขนักท่องเที่ยวลดลง (Occupancy Rate)เหลือเพียง 0-5% ในโรงแรมหลายแห่งมีรายได้เป็นศูนย์ แต่พนักงานและผู้ประกอบการกลับไม่ได้รับการเยียวยา เพราะในระบบประกันสังคมจะช่วยเหลือได้ต่อเมื่อรัฐสั่งปิดกิจการภาคเกษตร ในปัจจุบันสินค้าเกษตรบางชนิดประสบปัญหาผลผลิตลดลงเกือบ 50% สินค้าเกษตรโลกราคาตกต่ำ แต่เกษตรกรยังไม่ได้รับการเยียวยา รัฐได้เตรียมจัดสรรงบประมาณเพื่อรองรับปัญหาภัยแล้ง

ทั้งนี้ ถ้าจะรอใช้งบประมาณจากภัยแล้งมาช่วยแก้ปัญหา อาจจะไม่รวดเร็วทันควันและทันต่อสถานการณ์ที่เกษตรกรได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิดเช่นเดียวกันกับภาคส่วนอื่น รัฐจึงจำเป็นต้องจัดสรรงบประมาณมาช่วยทั้งในส่วนของหาตลาด เสริมทักษะการขายผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อสร้างรายได้ในภาวะสินค้าราคาตกต่ำกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี

นายปริญญ์ กล่าวอีกว่า รัฐต้องทำงานเชิงรุก เพื่อช่วยอุดหนุนให้ผู้ประกอบการไปต่อได้ นำแพลทฟอร์มทางออนไลน์เข้ามาช่วยปรับใช้ในยุค Digital Transformation เสริมทักษะ สมรรถนะ ให้แข็งแกร่งขึ้นและไปต่อได้ รวมถึงการช่วยเหลือในการหาตลาด การทำหลักสูตรออนไลน์ช่วยสอนผู้ประกอบการให้องค์ความรู้ด้านต่าง ๆ ที่สำคัญและจำเป็นในยุคนี้ โดยเฉพาะในช่วงที่พนักงานหลายคนต้องหยุดอยู่ที่บ้าน รัฐควรสร้างแรงจูงใจให้แรงงานเหล่านี้ได้ใช้โอกาสในการเสริมทักษะและสมรรถนะผ่านการเรียนรู้ออนไลน์

สำหรับมาตรการ บาซูก้าทางการเงินถือเป็นความรับผิดชอบของภาคเอกชนในการสนับสนุนภาครัฐในการแก้ไขปัญหาในยามที่มีวิกฤตร่วมกัน โดยมีข้อเสนอให้ธนาคารแห่งประเทศไทยร่วมกับสมาคมธนาคารไทย เข้ามาให้การช่วยเหลืออย่างทันท่วงที เพราะปัจจุบันผู้ประกอบการรายย่อยประสบปัญหาเรื่องของกระแสเงินสด ไม่ใช่แค่การพักหนี้เท่านั้น แต่ต้องมีการปรับโครงสร้างหนี้แบบเชิงรุก หยุดชำระดอกเบี้ยเงินกู้ เพราะผู้ประกอบการขาดกระแสเงินสด หากไม่มีการหยุดชำระดอก ก็ไม่สามารถชำระหนี้ได้อาจจะทำให้มีภาวะหนี้เสีย มี NPL พุ่ง

ด้าน มาตรการอุดหนุนทางด้านสาธารณสุข นั้น รัฐควรจัดสรรงบประมาณมาช่วยดูแลให้ครอบคลุมทางด้านสาธารณสุข ทั้งการจัดงบประมาณเพื่อใช้ในการตรวจเพื่อคัดกรองโรค จัดให้มีชุดตรวจคัดกรองโรค (Rapid Test Kit) ให้มีปริมาณเพียงพอกับกลุ่มผู้มีโอกาสเสี่ยง การจัดให้มีงบประมาณสำหรับประกันสุขภาพให้กับบุคลากรทางการแพทย์และพยาบาล จัดซื้อเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ให้พอเพียงต่อการใช้งานลดความเสี่ยง สร้างขวัญและกำลังใจ การจัดสรรพื้นที่ในการรองรับกลุ่มเสี่ยง ผู้ติดเชื้อ ที่เพียงพอในการกักตัว และที่สำคัญรัฐต้องจัดสรรงบมาดูแลทางด้านการวิจัยและพัฒนาเพื่อหาวัคซีนที่จะใช้ในการรักษา เพื่อหยุดโรคนี้อย่างจริงจัง โดยไม่ต้องรอจากต่างประเทศเช่น อเมริกา หรือจีน เพียงอย่างเดียว

“รอบนี้ ต้องใช้คำว่า รัฐต้องเทหมดหน้าตัก ระดมสรรพกำลังต่าง ๆ มาช่วยแก้ไขปัญหาอย่างเต็มที่และจริงจัง อย่าเหนียม โยกงบที่ไม่จำเป็นมาใช้เพื่อแก้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้น ก่อนที่สถานการณ์จะลุกลามจนยากเกินแก้ไข” นายปริญญ์กล่าว

ด้านนางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า แนวทางการทำงานของทีมเศรษฐกิจทันสมัย ได้เน้นการทำงานควบคู่ไปกับภาครัฐเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการช่วยเหลือกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่ได้มีการขับเคลื่อนมาโดยตลอดผ่านโครงการติดอาวุธให้สตาร์ทอัพ ในระหว่างที่ทุกคนต้องอยู่บ้าน ทำงานจากที่บ้านหรือ Work From Home ทีมได้มีการประสานกับภาคเอกชนที่มีความพร้อม และภาครัฐในการจัดเตรียมการเรียนการสอนแบบออนไลน์เพื่อพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการ

โดยพัฒนาเนื้อหาที่สอดคล้องกับความต้องการ และความจำเป็นในช่วงนี้ และนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาปรับใช้ ในขณะที่กลุ่มนักศึกษาที่เรียนจบและกำลังมองหางานทำ ก็สามารถที่จะค้นหางานเพื่อสร้างอาชีพ สร้างรายได้ ผ่านแอพพลิเคชัน เรียนจบพบงาน ที่พัฒนาโดยทีมเศรษฐกิจทันสมัยเพื่อใช้ในการหางาน โดยสามารถแอดไลน์เข้ามาได้ที่ไลน์ไอดี @DEMTUM และกรอกรายละเอียด เพื่อสะดวกในการค้นหางานที่ตรงกับความต้องการของแต่ละคน