posttoday

"พิธา'"ซัดนโยบายศก.บิ๊กตู่ "ของนายทุน-โดยนายทุน -เพื่อนายทุน"

24 กุมภาพันธ์ 2563

"พิธา" ยำใหญ่นโยบายเศรษฐกิจสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนให้ 5 เจ้าสัว ตะเพิด“บิ๊กตู่”ไม่ให้อยู่แม้แต่วันเดียว

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ได้กล่าวอภิปรายไม่ไว้วางใจ ว่า วันนี้เรื่องเศรษฐกิจ และชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนคือสิ่งสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งคลี่คลายปัญหา วันนี้เศรษฐกิจเลวร้าย แต่นโยบายเศรษฐกิจของ พล.อ.ประยุทธ์เป็นแบบของนายทุน โดยนายทุน เพื่อนายทุน

ทั้งนี้ปัญหาเศรษฐกิจในปัจจุบันมีอยู่จริง เผลอๆจะแก้ยากกว่าวิกฤติเศรษฐกิจที่ผ่านมาๆ ดัชนีความมั่นใจของนักลงทุน นักธุรกิจเมื่อเทียบกับครั้งน้ำท่วมใหญ่เท่ากัน ความเชื่อมั่นของนักลงทุนเมื่อเทียบกับวิกฤติใหญ่น้ำท่วมแย่พอๆกัน ถ้าเราเอาตัวเลขของคนว่างงาน และขอใช้ประกันสังคมอยู่ที่ 1.7 แสนคน ซึ่งวันนี้คนว่างงานของประเทศสูงถึง 80% ถือเป็นอันดับ 2 ของเอเชีย แย่กว่าตอนวิกฤติแฮมบอร์เกอร์เสียอีก

ขณะเดียวกัน ถ้าเทียบกับตอนวิกฤติต้มยำกุ้ง ตอนนี้ก็แย่กว่าตอนนั้นคนยังมีที่ดิน มีที่นาให้กลับไปทำได้ ยุคนั้นแข็งล่างอ่อนบน ไม่เหมือนยุคพล.อ.ประยุทธ์ที่แข็งบน อ่อนล่าง ตนไม่แปลกใจเลยที่พี่น้องเกษตรกร พ่อค้า แม่ค้า คนฐานล่างรู้สึกว่าเศรษฐกิจวิกฤติมานานแล้ว แต่ตัวเลขทางเศรษฐกิจของไทยวันนี้ที่ไม่ได้ดูว่าแย่นัก เพราะวันนี้คนรวยกับคนจนอยู่กันบนโลกคนละใบเท่านั้นเอง

นายพิธา กล่าวว่า คำว่ามั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นคำสัญญ่าที่อยู่ในยุทธศาสตร์ วิสัยทัศน์ นโยบาย แต่ตนถามว่าใครกันแน่ที่มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน กลุ่มคนหนุ่มสาวที่กำลังจะเรียนจบ และเต็มไปด้วยความหวัง กว่า 5 แสนคนในตอนนี้รู้สึกไม่มั่นคง พวกเขาอาจเป็นรุ่นแรกในรอบ 20 ปี ที่รู้สึกว่ามาตรฐานของเขาย่ำแย่กว่ารุ่นพ่อแม่ของเขา ส่วนกลุ่มเกษตรกรที่มีรายได้ลดลง มีหนี้สินมากขึ้น ท่านไม่ได้อยู่ลำพัง เพราะเกิดขึ้นกับเกษตรกร 18 ล้านคนทั่วประเทศ ตราบใดที่ปัจจัยการผลิต ที่ดิน น้ำ ปุ๋ย และตลาดที่ขายยังถูกผูกขาดท่านก็จะรู้สึกไม่มั่นคง

ส่วนใครบ้างที่มั่งคั่งมากขึ้นในการบริหารงานของรัฐบาลที่ผ่านมา คงต้องบอกว่า เมื่อเราเอาความมั่งคั่งของ 5 เจ้าสัวในประเทศไทยจะมีมูลค่าถึง 2.3 ล้านล้านบาท ขณะที่มีคนจำนวนมากต้องเจอพิษเศรษฐกิจ ดังนั้น จริงหรือไม่ที่พล.อ.ประยุทธ์ เอื้อประโยชน์ให้เจ้าสัว ให้นายทุน ถ้าท่านไม่ใช่อภิสิทธิ์ชนหนึ่งเปอร์เซ็นต์ของประเทศนี้ ท่านก็คงไม่มั่นคง มั่งคั่ง ที่เรามาถึงจุดนี้ เพราะเหมือนเอายาพาราไปให้คนเป็นมะเร็ง ไม่ว่าจะเป็นการแจกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และโครงการชิมช้อปใช้ ที่เอาไปบรรเทาความปวดไปเรื่อยๆ และยาพารานี้ก็ไม่ใช่ราคาถูก เพราะมีมูลค่าถึง 5 แสนล้านบาท แต่กลับไม่มีประสิทธิภาพ

สำหรับในส่วนความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมหนีไม่พ้นปัญหาฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ซึ่งมาจากนโยบายของพล.อ.ประยุทธ์ ต้นตอมาจากการเผาอ้อยซึ่งเผากันมากขึ้นจากนโยบายเกตรประชารัฐ ที่ต้องการเปลี่ยนพื้นที่ปลูกอ้อยทั่วประเทศ และเพิ่มโรงงานน้ำตาลในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จึงเป็นที่น่าสงสัยว่านโยบายเกษตรประชารัฐหรืออ้อยประชารัฐ ใครได้ประโยชน์ เพราะราคาอ้อยก็ไม่ได้ดีไปกว่าราคาข้าว ที่น่าสงสัยยิ่งกว่าคือที่มาของนโยบาย ซึ่งพบว่าคณะทำงานยุทธศาสตร์อ้อย แต่งตั้งโดยคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งหนึ่งในอนุกรรมการเป็นบริษัทน้ำตาลรายใหญ่ของประเทศ จึงอดสงสัยไม่ได้ว่ามีการเอื้อประโยชน์ให้นายทุนหรือไม่

"99 เปอร์เซ็นต์ของคนไทยไม่มั่งคั่ง ยั่งยืน มีเพียง1เปอร์เซ็นต์คือนายทุนที่มั่งคั่งยั่งยืน รัฐบาลนี้อยู่ต่อไปไม่ได้อีก แม้แต่อีกวันเดียว จะกระตุ้นเศรษฐกิจอัดฉีดไปเท่าไหร่ ก็หมุนไปเข้า 3 กลุ่มนายทุนใหญ่ของประเทศ ประเทศชาติเสียหายมามากแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ อยู่ต่ออีก 1 วัน จะสร้างความเสียหายอีก 1 วัน ผมไม่อาจไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ ให้บริหารประเทศแม้แต่วันเดียว"นายพิธา กล่าว

"พิธา'"ซัดนโยบายศก.บิ๊กตู่ "ของนายทุน-โดยนายทุน -เพื่อนายทุน"