อนค.สู้!!จัดเวทีบรรยายพิเศษ 'แผ่นดินของเราในมุมมองประชาชน'โต้'ผบ.ทบ.

วันที่ 11 ต.ค. 2562 เวลา 17:17 น.
อนค.สู้!!จัดเวทีบรรยายพิเศษ 'แผ่นดินของเราในมุมมองประชาชน'โต้'ผบ.ทบ.
การเมืองเดือด พรรคอนาคตใหม่จัดเวทีบรรยายพิเศษ'แผ่นดินของเราในมุมมองประชาชน'วันที่12.ต.ค.โต้ผบ.ทบ.ที่จัดบรรยายพิเศษ "แผ่นดินของเราในมุมมองฝ่ายความมั่นคง"

ความเคลื่อนไหวพรรคอนาคตใหม่ (อนค.)ภายหลังที่ผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ บรรยายพิเศษ "แผ่นดินของเราในมุมมองฝ่ายความมั่นคง" ซึ่งมีเนื้อหาพูดถึงนักการเมืองบางคนที่มีพฤติกรรมล้มล้างการปกครอง และบางคนพยายามชักศึกเข้าบ้าน ปลุกปั่นว่าทหารเป็นอุปสรรคในการแก้รัฐธรรมนูญ นั้นล่าสุด ทางพรรคอนาคตใหม่ ได้จัดเวทีบรรยายพิเศษ ในหัวข้อ "แผ่นดินของเราในมุมมองประชาชน : บทบาทของประชาชน ในการสร้างชาติ" โดย นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ เป็นผู้บรรยายในหัวข้อดังกล่าวในวันเสาร์ที่ 12 ตุลาคม ที่ทำการพรรคอนาคตใหม่

ทั้งนี้ พล.อ.อภิรัชต์ ได้บรรยายพิเศษ ในหัวข้อเรื่อง “แผ่นดินของเราในมุมมองด้านความมั่นคง” ที่ห้องประชุมกิตติขจร กองบัญชาการกองทัพบกโดยมีนักเรียน นิสิต นักศึกษา ครู อาจารย์ ผู้นำองค์กร ผู้นำมวลชนรอบค่าย นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายชูวิทย์ กมลวิศิษย์ นายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม ผู้แทนจุฬาราชมนตรี ข้าราชการทหาร ตำรวจ อดีตตุลาการศาล รวมทั้งศิลปินดารา อาทิ นก สินจัย เปล่งพานิช นายฉัตรชัย เปล่งพานิช ตลอดจนสื่อมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศเข้าร่วมรับฟังการบรรยาย

พล.อ.อภิรัชต์ ได้บรรยายในช่วงต้นของการบรรยายพิเศษ ในหัวข้อเรื่องแผ่นดินของเราในมุมมองด้านความมั่นคง ว่า วันนี้เป็นการบรรยายครั้งแรกของตนต่อหน้าสื่อและประชาชน นิสิต นักศึกษา และสื่อมวลชน ซึ่งในชีวิตที่ผ่านมาเคยแต่บรรยายกับทหารเท่านั้น และเป็นคนพูดไม่ค่อยเก่ง เพราะกลับบ้านฟังแต่ภรรยาพูดไม่มีโอกาสได้พูดมากนัก แต่วันนี้เป็นโอกาสดีที่ภรรยาได้มาฟังบรรยายด้วย

สำหรับบทบาทของทหาร วันนี้หลังมีการเลือกตั้งทหารได้ถอยห่างจากการเมือง ไม่มีคสช. มีแต่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง มีคำถามว่าทำไมต้องมีทหาร คำตอบคือทหารถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ มีหน้าที่ พิทักษ์สถาบันพระมหากษัตริย์ ดูแลประชาชน รักษาเอกราช อธิปไตย บูรณาการแห่งอาณาเขต ดูแลความมั่นคงของรัฐ ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ ตามมาตรา52 ในรัฐธรรมนูญไทย พร้อมยกข้อความหนึ่งขึ้นมา คือ “ถ้าคุณไม่ใช่คนที่เต็มใจและพร้อมที่จะจับอาวุธขึ้นมาเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติแล้วล่ะก็ ขอจงหยุดวิพากษ์วิจารณ์คนที่กำลังทำหน้าที่นั้นอยู่”

จากนั้น ผู้บัญชาการทหารบก ได้ย้อนทบทวนประวัติศาสตร์ชาติไทย ตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี และการเสียแผ่นดินทั้ง 14 ครั้งในอดีต และบอกว่าประเทศไทยเป็นประเทศเดียวเท่านั้นในภูมิภาคนี้ที่ยังเป็นเอกราช เพราะความปรีชาสามารถของพระมหากษัตริย์ไทยที่ได้ปกป้องรักษาแผ่นดินเอาไว้ และได้เปิดวิดิทัศน์ให้รับชม มีความยาวประมาณ 1 นาทีเศษ ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการต่อสู้ของบรรพบุรุษในอดีตที่ได้ต่อสู้เพื่อปกปักรักษาแผ่นดินไทยเอาไว้

"ย้อนประวัติศาสตร์ชาติไทย เคยสูญเสียดินแดนบางส่วนมาหลายครั้งให้กับทั้งประเทศเพื่อนบ้านและประเทศล่าอาณานิคมที่ขยายเข้ามาในภูมิภาค ซึ่งประเทศไทยได้รอดจากประเทศที่ล่าอาณานิคมได้อย่างไร ต้องศึกษาประวัติศาสตร์จะพบว่าในช่วงรัชกาลที่5 แม้จะถูกรุกรานหลายครั้ง แต่ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวที่รอดจากประเทศมหาอำนาจที่ล่าอาณานิคม ที่พระองค์ทรงมีพระปรีชาสามารถในการถ่วงดุลอำนาจ และสามารถรักษาดินแดนขวานทองของไทยไว้ได้ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น ที่ชาวไทยยังมีประเทศอยู่จนถึงปัจจุบัน " ผู้บัญชาการทหารบกกล่าว

พล.อ.อภิรัชต์ ยังได้กล่าวถึงเหตุผลการเข้ามาเป็นทหารของตนเอง ว่าเมื่อวันที่25 ตุลาคม 2515 มีพาดหัวหนังสือพิมพ์ ระบุว่า มีเฮลิคอปเตอร์ตก2ลำซ้อน ขณะบินปฏิบัติการกวาดล้างกลุ่มคอมมิวนิสต์ และต่อมาในวันที่ 26 ตุลาคม เฮลิคอปเตอร์ ถูกผู้ก่อการคอมมิวนิสต์ยิงตก และอยู่ในเขตอันตราย 11ชีวิต ขณะนั้นตนอายุ12ขวบ ไม่รู้ว่าบิดาตนเป็น 1ใน11ชีวิตที่อยู่ในป่าและถูกยิงตกด้วย เพราะไม่มีเทคโนโลยีให้ทราบข่าวเหมือนสมัยนี้เมื่อบิดาได้รับการช่วยเหลือ ตนจึงถามกับตัวเองว่าทำไมพ่อต้องถูกยิง เหตุผลคือเพราะต้องปกป้องผืนแผ่นดินไทย จากกลุ่มผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ที่จังหวัดราชบุรี เพื่อให้ประเทศชาติสงบสุข

จากนั้นเหตุการณ์ยังคงรุนแรง มีผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ เกือบร้อย บุกยึดหมู่บ้านและจับ2ราษฎรยิง ขณะที่กลุ่มโจรภาคใต้ได้ลักตัวครู ดับ1รอด1 คน ทำให้เห็นว่าประเทศไทยมีความไม่สงบมาเป็นเวลานานแล้ว หลายคนเคยไปร่วมรบ หลายคนเคยไปเข้าร่วมขบวนการคอมมิวนิสต์ บางคนกลับตัวกลับใจได้ บางคนมาเป็นนักวิชาการ นักการเมือง ยังคงมีความเป็นคอมมิวนิสต์ที่ถูกฝังชิบไว้ในหัวอยู่

หลังจากนั้นผู้บัญชาการทหารบกได้เปิดพระฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่10 ขณะทรงเป็นพระบรมโอรสาธิราช พระยศร้อยเอก ที่ได้ทรงเสด็จไปยังอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย เมื่อวันที่ 5 พ.ย. 2519 เพื่อร่วมรบกับทหาร พร้อมกล่าวว่าในปี2519 สงครามคอมมิวนิสต์ ในหลวงรัชกาลที่ 10 ดำรงพระยศร้อยเอก เป็นพระบรมโอรสาธิราช พระองค์ทรงเสด็จพื้นที่ ที่ อ.ด่านซ้าย จ.เลย เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2519 เพื่อร่วมรบกับทหาร ทรงอยู่ในฐานปฏิบัติการ กินนอนเหมือนทหาร ทรงเยี่ยมประชาชน ทรงเป็นมิ่งขวัญ ทรงเป็นกำลังใจ ทรงรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับกำลังพลเหล่าทหารหาญ หลังจากนั้นยังมีอีกหลายยุทธการที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง กว่าพรรคคอมมิวนิสต์ถึงจะยอมวางอาวุธ เสร็จสิ้นปี2531 จึงสิ้นยุคคอมมิวนิสต์

แต่ก็ยังไม่หมดปัจจุบันนี้ยังมีพวกหัวเดิมๆที่กลับออกมา มาเป็นนักการเมือง บ้าง เป็นนักวิชาการบ้าง และยังฝังชิบการเป็นคอมมิวนิสต์เอาไว้ ทรงอยู่ในฐานปฏิบัติการกินนอนกับทหาร ทรงเยี่ยมประชาชน ทรงเป็นมิ่งขวัญ ทรงเป็นกำลังใจ ทรงรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับเหล่าทหารหาญ หลังจากนั้นยังมีอีกหลายยุทธการที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง กว่าพรรคคอมมิวนิสต์ถึงจะยอมวางอาวุธ แต่ปัจจุบันนี้ยังมีพวกหัวเดิมๆที่กลับออกมา มาเป็นนักการเมือง บ้าง เป็นนักวิชาการบ้าง และยังฝังชิบการเป็นคอมมิวนิสต์เอาไว้ ดังนั้น สถาบันพระมหากษัตริย์ ทหาร และประชาชน เป็นสิ่งที่แยกออกกันไม่ได้ ในอดีตพระมหากัษตริย์อยู่บนหลังช้าง ทหารอยู่รายลอมรอบช้าง ซึ่งทหารเหล่านั้นก็คือประชาชนที่เสียสละเข้ามาร่วมรบกับพระมหากษัตริย์

สำหรับสถานการณ์ความขัดแย้งในปัจจุบัน เกิดขึ้นทั่วโลก ที่ส่วนหนึ่งมาจากการยุยงปลุกปั่นของคนภายในชาติเอง โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่ฮ่องกง ที่มีนักการเมืองไทยเดินทางไปให้กำลังใจ และมีความเชื่อมโยงถึงกัน

โดยในช่วงนี้ผู้บัญชาการทหารบกได้เปิดภาพวิดีโอเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในต่างประเทศให้ผู้เข้ารีบฟังการบรรยายได้รับชม พร้อมกับเปิดภาพของนายโจชัว หว่อง นักเคลื่อนไหวชาวฮ่องกง ซึ่งเป็นภาพที่ได้ถ่ายคู่กับนักการเมืองของไทย โดยผู้บัญชาการทหารบกบอกว่านายหว่องได้เดินทางมาประเทศไทยหลายครั้งเพื่อมาพบกับบุคคลบางคน พร้อมตั้งคำถามว่าการเดินทางมาพบพูดคุยกันนั้นไม่การสมคบคิดวางแผนอะไรอยู่หรือไม่

หลังจากนั้นผู้บัญชาการทหารบก ได้เล่าถึงเหตุการณ์เกี่ยวกับพื้นที่จังวัดชายแดนภาคใต้ เริ่มที่ พ.ศ. 2545 ที่รัฐบาลประกาศยุบ ศอ.บต. และประกาศว่าไม่มีโจรผู้ก่อการร้ายอีกต่อไป มีแต่โจรกระจอก จากนั้นเหตุการณ์เริ่มรุนแรงขึ้นอย่าต่อเนื่อง ด้วยยุทธการโปรยดอกไม้ ผู้บัญชาการเหล่าทัพ กล่าวว่าสำหรับเหตุการณ์ภาคใต้ เจ้าหน้าที่ได้น้อมนำพระราชดำรัสในหลวงรัชกาลที่9 ที่เป็นเหมือนไฟส่องทาง สำหรับผู้ปฎิบัติพื้นที่ในชายแดนจังหวัดภาคใต้คือคำว่า"เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา" ซึ่งตนก็ได้มีโอกาสทำงานในพื้นที่ภาคใต้ กองทัพบกได้มีการปรับ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจที่24 พื้นที่รอยต่อจ.ยะลา และนราธิวา ทำงานในพื้นที่ เป็นเวลา 1 ปี2 เดือน ทราบปัญหาต่างๆมากมาย ตนถือว่าโชคดีที่ได้กลับมาบ้าน แต่เพื่อนร่วมงาน รุ่นพี่ รุ่นน้องและลูกน้องผู้นำทางศาสนา รวมทั้งประชาชนหลายคนไม่มีโอกาสได้กลับมาบ้านเหมือนตน

คำถามคือจะมีใครสักกี่คนที่เข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้น จะต้องมีการสับเปลี่ยนกำลัง ทุก 1 ปี เพื่อไม่ให้เกิดความเครียด สำหรับตนเมื่อกลับมายังนอนผวา เคยแม้กระทั่งกระโดดลงจากเตียง ถามภรรยาได้ ซึ่งคนอื่นก็เป็นเพราะเป็นการรบภายใต้สภาวะการความกดดัน

สำหรับสถิติในพื้นที่3จังหวัดชายแดนภาคใต้ปี 2547-2562 มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบแบ่งเป็น ทหาร 587 คน ตำรวจ 396 คน ผู้นำท้องถิ่น 242 คน ครู 109 และประชาชน 2,731 คน เมื่อเปรียบเทียบกับสถิติการเสียชีวิตของประชาชน ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จากเหตุทั่วไปปี2547-2562 พบว่าจำนวนผู้เสียชีวิตจากอาชญากรรม 3,607 อุบัติเหตุ 3,497 เหตุความมั่นคง 2,731 ซึ่งเมื่อเทียบกันแล้วถือว่าเป็นตัวเลขที่ร้อยกว่าความสูญเสียจากการก่อเหตุความไม่สงบ แต่เป็นความพยายามของกลั่มบุคคลที่อยากทำให้ดูเหมือนว่าเหตุการณ์รุนแรงและมีความสูญเสียมากมาย

นอกจากนี้ จากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ กรุงเทพมหานคร เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ยืนยันฝ่ายความมั่นคง จะเร่งติดตามผู้ก่อเหตุ รวมถึงจะต้องตรวจสอบว่ามีความเชื่อมโยงกับบุคคลใด และจะนำมาดำเนินคดีให้เร็วที่สุด

อย่างไรก็ตามในวันนี้ยังมีนักวิชาการพยายามยกประเด็นมาตรา 1 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่บัญญัติว่าประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวกันจะแบ่งแยกไม่ได้ ตนไม่ได้บอกว่ารัฐธรรมนูญมันแก้ไม่ได้ ตนไม่ยุ่งกับการเมือง แต่นี่เป็นเรื่องของฝ่ายความมั่นคง เพราะประเทศจะแบ่งแยกไม่ได้ แต่หากแก้มาตรา 1 ก็เท่ากับเป็นการแก้ไขในหมวดพระมหากษัตริย์ แบบนี้ทำไม่ได้ ทหารทุกคนเป็นหลักประกันแห่งความมั่นคง ทั้งนี้ ไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาล จะเป็น นาย นางสาว ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ใครมาเป็นตนและทหารก็ทำงานให้ไม่มีการเลือกปฎิบัติไม่มีการเลือกนาย เพราะทหารคือหลักของความมั่นคงในการปกป้องประชาธิปไตย แต่ตอนนี้ทหารถูกตกเป็นเหยื่อ มองทหารเป็นอุปสรรคต่อประชาธิปไตย ซึ่งไม่ว่าจะทหาร ตำรวจ ข้าราชการ ทุกคนคือประชาชน

พล.อ.อภิรัชต์ กล่าวด้วยว่า ประเทศไทยประกอบด้วย 3 เสาหลัก คือ นิติบัญญัติ ในการออกกฎหมาย ,บริหาร ในการที่รัฐมนตรีทำหน้าที่บริหารประเทศ และตุลาการ ซึ่งตุลาการ ถือว่ามีความสำคัญ แต่วันนี้มีความพยายามทำให้อำนาจตุลาการขาดความน่าเชื่อถือ

"ผมเคยมีส่วนไปดูแลความมั่นคงหลังการยุบพรรคการเมืองหนึ่งในอดีตที่ระบุว่ากระบวนการศาลไม่ยุติธรรม แล้วบางคนก็หนีคดีไปต่างประเทศ สำหรับคนที่หนีคดี และทิ้งให้ลูกน้องรับผิดนั้นตนเองเคยถามร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ถึงตอนไปอยู่ต่างประเทศ ว่ามีความลำบากอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากไม่มีเงิน"พล.อ.อภิรัชต์ กล่าว

ผบ.ทบ. ยังกล่าวถึงภัยคุกคามรูปแบบใหม่เป็นแบบHybrid Warfare (ไฮบริด วอแฟร์) หรือสงครามลูกผสม คือ สงครามที่ใช้วิธีการผสมผสานกันของเครื่องมือ ทั้งจากสงครามตามแบบและสงครามไม่ตามแบบ ที่ประกอบด้วย กองกำลังทหารปกติ ,กำลังทหารรบพิเศษ ,กองกำลังที่ไม่ใช่ทหาร อาทิ มวลชนที่ต่อต้านอำนาจรัฐ ,การสนับสนุนจากประชาชนในท้องถิ่น ,สงครามข้อมูลข่าวสาร และการโฆษณาชวนเชื่อ ,การทูต ,การโจมตี ด้านไซเบอร์ ,สงครามเศรษฐกิจ

"ท่านคิดให้ดีแล้วกันว่าทุกครั้งที่บ้านเมืองเกิดภัยพิบัติ เกิดวิกฤติ หัวหน้าพรรคการเมือง พรรคการเมือง หนีหมด ทิ้งลูกน้องติดคุก ขึ้นศาล คนที่ร่วมชุมนุมกลับไปจนเหมือนเดิม ผมเอ่ยชื่อนักการเมืองคนหนึ่งได้ คือ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ซึ่งเอ่ยชื่อได้ เพราะมีความสนิทสนมกันตั้งแต่รุ่นคุณพ่อ ผมได้ถามว่าตอนหนีไปอยู่ต่างประเทศลำบากแค่ไหน ลูกลำบากแค่ไหน กว่าจะกลับมาประเทศไทยได้ลำบากแค่ไหน ขออาเหลิมด้วยแล้วกันที่ต้องเอ่ยชื่อ สุดท้ายที่ผมพูดมาทั้งหมดนี้ทุกคนไม่ต้องเชื่อผมก็ได้ แค่ขอถามว่าปัญหาเรื่องความมั่นคงท่านจะให้ใครแก้"พล.อ.อภิรัชต์ กล่าว

ทั้งนี้นักวิชาการและกลุ่มมาสเตอร์มายหรืออาจารย์บางคนที่คบคิดกับพวกคอมมิวนิสต์เดิม ร่วมมกับนักเรียนนอก ซ้ายจัดดัดจริต ที่ไปเรียนจากประเทศล่าอาณานิคม ชอบอ้างเลข2475 และชอบอ้างว่าตนเป็นนักประชาธิปไตย แต่มีวาทะกรรมจาบจ้วง หรือท่านจะเลือกให้กลุ่มนักการเมืองที่เลือกพวกพ้อง ไม่ห่วงผลประโยชน์ของชาติ และยังมีนักการเมืองในภาคใต้ที่เกาะแข่งเกาะขาพ่อผมในสมัยก่อน หรือจะเชื่อนักการเมืองที่เป็นเหมือนผึ้งแตกรังที่ลูกพี่ใหญ่หนีไปอยู่ต่างประเทศ หรือจะเชื่อนักธุรกิจ หรือเชื่อคนที่ร่วมชุมนุมเผาบ้านเผาเมือง มีพฤติกรรมล้มล้างชาติ สถาบัน

"ดังนั้นคนทั้ง 3 คนกลุ่มนี้ที่ผมได้เอ่ยมานั้น ไม่ผิดหรอกที่ท่านจะมาเป็นผู้นำประเทศนี้ เพราะในอดีตก็เคยมี แต่ขอเถอะครับถ้าไม่คิดล้มล้างสถาบัน ไม่คิดเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองประเทศ ผมและเพื่อนทหารตำรวจ จะยืนอยู่เคียงข้างประชาชน และขอให้นิสิตนักศึกษาจำเอาไว้ว่าทหารตำรวจก็คือลูกหลานของพวกท่าน"พล.อ.อภิรัชต์ กล่าวทิ้งท้าย

ข่าวที่เกี่ยวข้องในอดีต