จี้เร่งปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ทำระบบสอบสวนคดีให้มีประสิทธิภาพ

  • วันที่ 09 ต.ค. 2562 เวลา 15:31 น.

จี้เร่งปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ทำระบบสอบสวนคดีให้มีประสิทธิภาพ

สป.ยธ.จี้รัฐบาลเร่งปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ทำระบบการสอบสวนคดีอาญามีประสิทธิภาพมากขึ้นและสอดคล้องมาตรฐานสากล

เมื่อวันที่ 9 ต.ค.62 ผศ.ร.ต.อ.ดร.วิเชียร ตันศิริคงคล ประธานสถาบันเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม (สป.ยธ.) ได้เผยแพร่ แถลงการณ์ สถาบันเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม เรื่อง "เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนและให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล" ระบุว่า

กรณีที่ได้เกิดเหตุการณ์นายคณากร เพียรชนะ ผู้พิพากษาศาลประจำจังหวัดยะลาพยายามกระทำอัตวินิบาตกรรมด้วยการใช้อาวุธปืนยิงที่หน้าอกด้านซ้ายข้างบัลลังค์หลังจากอ่านคำพิพากษายกฟ้องจำเลย 5 คนในคดีฆ่าผู้อื่นถึงแก่ความตายรวม 5 ศพ โดยออกแถลงการณ์เผยแพร่ไปล่วงหน้าว่า เนื่องจากถูกอธิบดีผู้พากษาภาค 9 พยายามแทรกแซงการวินิจฉัย โดยให้ลงโทษประหารชีวิตและตลอดชีวิตจำเลยทั้งห้า ซึ่งเห็นว่าไม่เป็นธรรม และเมื่อไม่ได้ปฏิบัติตาม โดยอ่านคำพิพากษายกฟ้อง ก็อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตราชการของตนเอง ขอให้รัฐบาลเร่งแก้ไขให้ผู้พิพากษามีอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดีอย่างแท้จริงนั้น

สป.ยธ. เห็นว่า เหตุการณ์ดังกล่าวได้ส่งผลสั่นคลอนความเชื่อถือเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรมชั้นศาลอย่างร้ายแรงยิ่ง ซึ่งควรที่ประธานศาลฎีกาและคณะกรรมการตุลาการจะได้เร่งตรวจสอบค้นหาความจริงว่า การปฏิบัติของอธิบดีศาลในการตรวจร่างคำพิพากษาและระเบียบดังกล่าว ถือว่าเป็นการแทรกแซงความเป็นอิสระของผู้พิพากษา ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 188 วรรคสองหรือไม่ และหากเป็นความจริง จะแก้ไขอย่างไร รีบชี้แจงให้ประชาชนทราบโดยเร็วที่สุด

นอกจากนั้น การที่ศาลพิพากษายกฟ้องคดีดังกล่าว แม้จะยังไม่ใช่คำพิพากษาถึงที่สุด แต่ก็แสดงว่าพนักงานอัยการผู้ฟ้องคดีไม่สามารถแสดงพยานหลักฐานพิสูจน์ความผิดของจำเลยให้ศาลรับฟังและเชื่ออย่างปราศจากข้อสงสัยได้ ซึ่งแม้จะถือว่าทุกคนได้รับความยุติธรรม ไม่ถูกศาลพิพากษาลงโทษโดยไม่ได้กระทำผิด หรือพยานหลักฐานไม่สิ้นสงสัย แต่อีกด้านหนึ่งก็ได้ส่งผลกระทบทั้งต่อรัฐและผู้เสียหายอย่างร้ายแรงยิ่ง คือรัฐไม่สามารถนำตัวผู้ก่ออาชญากรรมร้ายแรงมาลงโทษได้ ส่วนญาติพี่น้องของผู้ถูกฆ่าก็เกิดความคับแค้นใจ และไม่ได้รับการชดใช้ทางแพ่งใดๆ จากผู้กระทำผิดหากคำพิพากษาถึงที่สุด

ปัญหาในลักษณะดังกล่าวและที่เกิดขึ้นทั่วประเทศอีกมากมายที่ศาลพิพากษายกฟ้อง เนื่องจากพยานหลักฐานจากการสอบสวนไม่ชัดเจนแต่พนักงานอัยการก็จำเป็นต้องสั่งฟ้องไปเท่าที่ปรากฎเช่นนี้ เป็นปัญหาที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขและปฏิรูปโดยเร็ว เพื่อทำให้ระบบการสอบสวนคดีอาญาของประเทศมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นและสอดคล้องมาตรฐานสากล โดยแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาให้มีบทบัญญัติที่สำคัญเกี่ยวกับการสอบสวนดังนี้

1. เมื่อเกิดคดีอาญาที่มีโทษจำคุกสิบปีขึ้นไป ให้พนักงานสอบสวนรายงานให้พนักงานอัยการทราบทันที ซึ่งพนักงานอัยการอาจเข้าตรวจที่เกิดเหตุ หรือตรวจสอบสั่งการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานตามที่เห็นว่าจำเป็นต่อการฟ้องคดีได้

2. เมื่อเกิดคดีฆ่าผู้อื่น ให้พนักงานสอบสวนรายงานให้พนักงานอัยการและนายอำเภอทราบทันที และให้ร่วมตรวจสถานที่เกิดเหตุพร้อมกันทั้งสามฝ่าย โดยทุกฝ่ายต้องบันทึกภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวเก็บเป็นหลักฐานไว้

3. การสอบปากคำผู้กล่าวหา ผู้เสียหาย ผู้ต้องหา และประจักษ์พยาน ต้องบันทึกภาพและเสียงอย่างต่อเนื่องเป็นหลักฐานเพื่อให้อัยการและศาลเรียกตรวจสอบได้เมื่อจำเป็นทุกคดี

4. กรณีที่มีผู้ร้องเรียนต่อพนักงานอัยการว่า พนักงานสอบสวนไม่รับคำร้องทุกข์ หรือไม่ได้ดำเนินการสอบสวนให้เป็นไปตามกฎหมาย หรือไม่ได้รับความยุติธรรม ให้พนักงานอัยการมีอำนาจแจ้งให้หัวหน้าพนักงานสอบสวนส่งสำนวนมาตรวจสอบ หรือเข้าควบคุมสั่งการสอบสวนให้เป็นไปตามกฎหมายโดยเร็ว

5. การออกหมายเรียกบุคคลเป็นผู้ต้องหาหรือเสนอศาลออกหมายจับ ต้องได้รับความเห็นชอบจากพนักงานอัยการ โดยอัยการต้องมั่นใจว่า เมื่อแจ้งข้อหาหรือจับตัวบุคคลใดมาแล้ว จะสามารถสั่งฟ้องแสดงพยานหลักฐานพิสูจน์ความผิดต่อศาลให้พิพากษาลงโทษได้เท่านั้น

ข่าวอื่นๆ