สูตรไหนก็ไร้ผล!บิ๊กตู่เป็นนายกฯได้แต่บริหารยาก
ไม่ว่ากกต.จะใช้สูตรคำนวณส.ส.แบบไหนจำนวนเสียงของสองขั้วการเมืองก็ยังก้ำกึ่งกัน แม้บิ๊กตู่เป็นนายกฯได้ แต่จะอยู่ไม่ได้เพราะรัฐบาลจะขาดเสถียรภาพอย่างรุนแรง
ไม่ว่ากกต.จะใช้สูตรคำนวณส.ส.แบบไหนเสียงของสองขั้วการเมืองก็ยังก้ำกึ่งปริ่มน้ำ แม้บิ๊กตู่เป็นนายกฯได้ แต่บริหารยาก รัฐบาลจะขาดเสถียรภาพอย่างรุนแรง
แม้พรรคพลังประชารัฐและพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)จะมีแต้มต่อในการจัดตั้งรัฐบาล หลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ประกาศรับรองผลเลือกตั้งส.ส.ในวันที่ 9 พ.ค.นี้ เพราะมีเสียงส.ว.อยู่ในมือ 250 คน แต่ทว่าเมื่อดูผลการเลือกตั้งเบื้องต้นแล้ว ไม่ใช่เป็นเรื่องง่ายที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง และถึงจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่จะบริหารประเทศไม่ได้
ทั้งนี้เนื่องจากคะแนนของฝ่ายพรรคประชาธิปไตย 7 พรรค ซึ่งนำโดยเพื่อไทยรวมกันอย่างเหนียวแน่น มีคะแนนเสียง เกือบครึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร ถึงแม้กกต.ยังไม่ประกาศวิธีการคำนวณคะแนนส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ แต่คงหนีไม่พ้น 2 สูตร หลักคือ สูตรของ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร และนายโคทม อารียา อดีตกกต. กับสูตรของคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.)
สูตรวิธีการคำนวณของ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร และนายโคทม อารียา อดีตกกต.เสนอนั้น จะมี16พรรคการเมือง ที่จะได้ ส.ส. ซึ่งตอนนี้เรียกกันว่า "สูตร16พรรค "ซึ่งปรากฎว่าฝ่ายพรรคประชาธิปไตย 7 พรรค มีจำนวนส.ส.สูงถึง 253 ที่นั่ง ในขณะที่พรรคฝ่ายสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ มีเพียง 247 เสียงเท่านั้น
ในขณะที่สูตรคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.)ที่กกต.เตรียมจะนำมาใช้นั้น ปรากฎว่า มีพรรคการเมืองจะได้ส.ส. 27พรรค หรือ "สูตร 27พรรค"ซึ่งเมื่อเช็กคะแนนเสียงของทั้งสองฝ่ายพบว่าเสียงทางฝ่ายพรรคประชาธิปไตย มีคะแนนลดลงเหลือประมาณ 246 ที่นั่ง ในขณะที่พรรคฝ่ายสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จะมีจำนวนเสียงเพิ่มขึ้นรวมเป็น 254 ที่นั่ง
ผลคะแนนที่แตกต่างกันใน2 สูตรการคำนวณดังกล่าว ย่อมทำให้กกต.ตกที่นั่งลำบาก เพราะหากใช้ "สูตร16พรรค"จะทำให้พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯยากเข้าไปอีก เนื่องจากก่อนจะมีการโหวตเลือกตั้งนายกรัฐมนตรี ต้องมีการเลือกตั้งประธานสภาผู้แทนราษฎรก่อน โดยในการเลือกประธานสภาฯนั้นองค์ประชุมคือส.ส.จำนวน500คน ดังนั้น เมื่อพรรคฝ่ายประชาธิปไตย มี 253 เสียง ก็มีโอกาสกุมตำแหน่งประธานสภาไว้ ซึ่งตำแหน่งประธานสภานั้นต้องถือว่าเป็นหัวใจสำคัญในการที่ฝ่ายรัฐบาลต้องใช้เป็นกลไกในการบริหารประเทศ หากตกไปอยู่ในมือฝ่ายค้าน รัฐบาลต้องนับเวลาถอยหลังได้ทันที
ขณะเดียวกัน หาก กกต.เลือกใช้สูตร"27พรรค"จะทำให้พรรคฝ่ายสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี จะได้คุมตำแหน่งประธานสภาทันที เพราะมีเสียงในสภา 254 ที่นั่ง ซึ่งก็จะทำให้กุมความได้เปรียบในการทำงานในสภาฯไว้ได้ แต่จะมีข้อครหาตามมามากมาย
งานนี้ไม่ว่าจะออกสูตรไหน กกต.จะเป็นจำเลยทันที
อย่างไรก็ตามถึงนาทีนี้ไม่ว่ากกต.จะคำนวนส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อแบบสูตรไหนก็ตาม โอกาสของ พล.อ.ประยุทธ์ ในการเป็นนายกรัฐมนตรียังมีอยู่ เพราะการเลือกนายกฯรัฐมนตรีนั้น ใช้เสียงทั้งสองสภารวมกันคือ 750 เสียง มาจากส.ส.500 คนและ ส.ว.250 เสียง ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ แต่งตั้งส.ว.เอง 250 คน เมื่อรวมกับเสียงส.ส.แค่ 126คน ก็จะได้เสียงเกินกว่า376 เสียง สามารถเป็นนายกรัฐมนตรีได้แล้ว แต่ก็จะบริหารไม่ได้ เพราะจะทำให้ขาดเสถียรภาพ เนื่องจากเสียงในสภาผู้แทนราษฎรก้ำกึ่งกันมาก ห่างกันไม่ถึง 10 เสียง โอกาสถูกฝ่ายค้านน็อกได้ทุกเวลา ครั้นจะใช้วิธีการซื้องูเห่ามาหนุน ก็จะยิ่งทำให้ภาพพจน์รัฐบาลเน่ามากยิ่งขึ้น
ความจริงในการตั้งรัฐบาลให้มีเสถียรภาพนั้นฝ่ายรัฐบาลจะต้องมีเสียงในมือ 280 เสียงขึ้นไป ถึงจะทำให้การบริหารทั้งในและนอกสภาคล่องตัว เพราะถ้ามีเสียงใกล้เคียงกับฝ่ายค้านเช่นนี้อยู่ได้ยาก ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลต้องห้ามลา ห้ามป่วย ซึ่งเป็นไปไม่ได้ เท่านั้นยังไม่พอ ส.ส.ที่จากมาเขตเลือกตั้ง ก็ต้องไม่เป็นรัฐมนตรี เพราะถ้าเป็นรัฐมนตรีแล้วจะทำการโหวตลงมติต่างๆไม่ได้อีก ก็จะยิ่งทำให้เสียงของรัฐบาลในสภาน้อยลงไปอีก
ฉะนั้นเมื่อดูจากสถานการณ์โดยรวมแล้ว โอกาสในการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ในเวลานี้ ก็ยังไม่ปิดตาย


