
ดร.โสรัจจ์ ชี้ “หมอสรณ” พ้นคุณสมบัติ กสทช. จี้หยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที
ดร.โสรัจจ์ ระบุมติกรรมการสรรหา กสทช. เป็นที่สุด ชี้ นพ.สรณ ขาดคุณสมบัติตั้งแต่ต้นจากการรับงานรักษาคนไข้ พร้อมจี้หยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที
KEY
POINTS
- ศ.ดร.โสรัจจ์ ชี้ว่า นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ขาดคุณสมบัติการเป็น กสทช. แล้ว เนื่องจากมติของคณะกรรมการสรรหาถือเป็นที่สิ้นสุดตามกฎหมาย
- สาเหตุของการขาดคุณสมบัติมาจากการที่ นพ.สรณ ยังคงปฏิบัติหน้าที่แพทย์รักษาผู้ป่วย ซึ่งขัดต่อกฎหมายที่ห้ามผู้ดำรงตำแหน่ง กสทช. ประกอบอาชีพอื่น
- ดร.โสรัจจ์ เรียกร้องให้ นพ.สรณ ยุติการปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. ทันที เพื่อป้องกันความสับสนและปัญหาทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้น
ศ.ดร.โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์ อดีตอาจารย์ประจำคณะอักษรศาสตร์ ภาควิชาปรัชญา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แสดงความคิดเห็นกรณี นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ยังคงเข้าร่วมประชุม กสทช. และยืนยันว่า ยังไม่มีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง แม้ว่าคณะกรรมการสรรหา กสทช. จะมีมติว่าเป็นผู้ขาดคุณสมบัติและถือว่าสละสิทธิ์
ศ.ดร.โสรัจจ์ ระบุว่า ประเด็นดังกล่าวมีความชัดเจนตามกฎหมายอยู่แล้ว โดยเห็นว่า นพ.สรณ ขาดคุณสมบัติตั้งแต่ต้น ทำให้ไม่สามารถดำเนินการในขั้นตอนการนำความขึ้นทูลเกล้าฯ ได้ พร้อมย้ำว่ากฎหมายไม่ได้บัญญัติเรื่องการโปรดเกล้าฯ ไว้ในกรณีนี้ ดังนั้น การอ้างว่ายังไม่มีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง จึงเป็นเพียงความเห็นส่วนบุคคล และไม่ส่งผลต่อข้อกฎหมาย
อดีตอาจารย์จุฬาฯ ยังยืนยันว่า มติของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ถือเป็นที่สุด เนื่องจากกฎหมายให้อำนาจคณะกรรมการสรรหาในการวินิจฉัยคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งไว้อย่างชัดเจน จึงไม่อาจอ้างได้ว่าคณะกรรมการสรรหาไม่มีอำนาจ
นอกจากนี้ ศ.ดร.โสรัจจ์ เห็นว่า นพ.สรณ ควรยุติการปฏิบัติหน้าที่ทันที เพราะกฎหมายกำหนดห้ามผู้ดำรงตำแหน่ง กสทช. ไปประกอบอาชีพหรือทำงานอื่น ขณะที่มีข้อเท็จจริงและคำยอมรับของ นพ.สรณ ว่าได้ให้การรักษาผู้ป่วย ซึ่งเข้าข่ายการทำงานอื่นตามที่กฎหมายห้าม
ศ.ดร.โสรัจจ์ กล่าวว่า หากผู้ดำรงตำแหน่งฝ่าฝืนเงื่อนไขดังกล่าว กฎหมายกำหนดให้ถือว่าไม่ได้รับการสรรหา และไม่เคยเป็นกรรมการมาตั้งแต่ต้น พร้อมระบุว่า หาก นพ.สรณ ไม่เห็นด้วยกับมติ ก็สามารถใช้สิทธิฟ้องร้องต่อศาลได้ แต่ในระหว่างนี้ควรหยุดปฏิบัติหน้าที่เพื่อป้องกันปัญหาและความสับสนในการทำงานของ กสทช. พร้อมแนะนำให้กลับไปปฏิบัติหน้าที่รักษาผู้ป่วยเพียงอย่างเดียวจนกว่าข้อพิพาทจะสิ้นสุด







