"ปานเทพ"ชี้ผลเลือกตั้งสะท้อน 2ขั้วอำนาจเดิมความนิยมลด
"ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์" มองผลคะแนนเลือกตั้ง62 สะท้อน2ขั้วอำนาจเดิมเผชิญกับความนิยมที่ลดลง ขณะที่จำนวนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งเพิ่มขึ้น
"ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์" มองผลคะแนนเลือกตั้ง62 สะท้อน2ขั้วอำนาจเดิมเผชิญกับความนิยมที่ลดลง ขณะที่จำนวนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งเพิ่มขึ้น
นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ อดีตโฆษกพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กแสดงความเห็นเกี่ยวกับขั้วอำนาจทางการเมืองหลังการเลือกตั้งปี2562 โดยมีเนื้อหาที่น่าสนใจดังนี้
คณิตศาสตร์ ขั้วอำนาจเปลี่ยนไปแค่ไหน?
การเลือกตั้งปี 2562 นี้เรามีประชากรเพิ่มขึ้นจากการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 2554 กล่าวคือ มีประชากรผู้มีสิทธิเลือกตั้งจาก 47 ล้านคน เป็น 51 ล้านคน โดยมีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งใกล้เคียงกันคือประมาณ 75% จึงเป็นผลทำให้ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งเพิ่มขึ้นจาก 32 ล้านคน มาเป็น 38 ล้านคน
ถ้าเป็นไปตามสัดส่วนจริงแล้ว ทุกพรรคก็ควรจะมีผู้มาหย่อนบัตรให้พรรคตัวเองเพิ่มมากขึ้น เพราะประชากรเพิ่มมากขึ้น แต่เมื่อมาพิเคราะห์ในเชิงขั้วอำนาจแล้วก็จะได้ผลดังนี้
1. ปี 2554 มี 2 ขั้วคู่ขัดแย้งหลักคือ พรรคเพื่อไทยมีคะแนนเสียงรวมทั้งประเทศทั้งสิ้น 15.7 ล้านคะแนน (48.41%) ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ มีคะแนนเสียงทั้งประเทศรวมกันได้ 11.4 ล้านคน (35.41%)
2. ปี 2562 แต่ละขั้วถูกแบ่งออกเป็นหลายพรรค ขั้วแรก คือฝ่ายที่ต่อต้านทักษิณซึ่งเดิมเป็นพรรคประชาธิปัตย์เพียงพรรคเดียว แบ่งออกมาเป็น ประชาธิปัตย์และผู้สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
โดยมี พรรคพลังประชารัฐ (8.4 ล้านคะแนน) พรรคประชาธิปัตย์ (3.9 ล้านคะแนน) พรรครวมพลังประชาชาติไทย ( 4 แสนคะแนน) และพรรคประชาชนปฏิรูป (4.5 หมื่นคะแนน) 4 พรรคนี้รวมกันได้ประมาณ 12.8 ล้านคะแนน
แม้จะดูมีคะแนนมากขึ้นเพราะประชากรมากขึ้น แต่ในความจริงในขั้วนี้ ได้เปอร์เซนต์เทียบกับผู้มาใช้สิทธิ “ลดลงเล็กน้อย” กล่าวคือขั้วฝ่ายต้านทักษิณนี้เคยได้ 35.49% ลดลงเหลือ 33.55%
3. ปี 2562 ขั้วต่อต้านฝ่ายทหาร มีองค์ประกอบจากพรรคย่อยของพรรคเพื่อไทยที่แบ่งพื้นที่ในการส่งผู้สมัคร ได้แก่ พรรคเพื่อไทย (7.9 ล้านคะแนน) พรรคเพื่อชาติ (3.9 แสนคะแนน) พรรคประชาชาติ (4.9 แสนคะแนน) และพรรคไทยรักษาชาติ แต่เนื่องจากพรรคไทยรักษาชาติถูกยุบไป จึงเท่ากับว่าพรรคเพื่อไทยส่งสมัครเขตทั่วประเทศน้อยกว่าพรรคพลังประชารัฐอย่างมาก (จึงไม่ควรเอามาเปรียบเทียบกัน) ซึ่งผลปรากฏว่าคะแนนไทยรักษาชาติจำนวนหนึ่งเทไปให้พรรคอนาคตใหม่ จึงทำให้พรรคอนาคตใหม่ได้คะแนนเพิ่มขึ้นมากกว่าฐานเสียงของตัวเอง (6.2 ล้านคะแนน)
ฐานเสียงในกลุ่มนี้รวมกันได้ 15 ล้านเสียง ได้คะแนนลดลงไป 7 แสนกว่าเสียง และเปอร์เซนต์เทียบกับผู้มาใช้สิทธิก็ย่อมลดลงไปด้วย กล่าวคือ ลดลงจากเมื่อปี 2554 จาก 48.41% เหลือในปี 2562 เพียง 39.40%
สำหรับบางคนที่เชื่อว่าขั้วอำนาจพรรคเพื่อไทยเดิมยังจะมีพรรคการเมืองอื่นอีกซึ่งจับมือร่วมกันในเวลานี้ เช่น พรรคเสรีรวมไทย (8.2 แสนคะแนน) พรรคเศรษฐกิจใหม่ (4.8 แสนคะแนน) พรรคพลังปวงชนไทย (8 หมื่นคะแนน) ต่อให้รวมกลุ่มนี้เข้าไปด้วยก็จะได้ 16 ล้านคะแนน แต่เมื่อนับเป็นเปอร์เซนต์ของผู้มาใช้สิทธิแล้วก็ยังได้เพียงแค่ 41.87% ซึ่งก็ลดลงอยู่ดี (จากเดิมในปี 2554 อยู่ที่ 48.41%)
แต่ขั้วพรรคเพื่อไทยก็ยังมากกว่าขั้วประชาธิปัตย์+ทหารอยู่ดี!!!
4. สรุปคือ ทั้งขั้วประชาธิปัตย์+คสช. และขั้วพรรคเพื่อไทยต่างก็ลดลงทั้งคู่เมื่อเทียบ % ของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง โดยพรรคเก่าทั้งพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยลดลงทั้งคู่ เพียงแต่ว่าขั้วเพื่อไทยทั้งหมดลดลงมากกว่าขั้วพรรคประชาธิปัตย์ + คสช.
5. สำหรับพรรคขนาดกลางที่ไม่อยู่ทั้ง 2 ขั้วนี้ เมื่อปี 2554 นั้น ได้แก่ พรรคชาติไทยพัฒนา และชาติพัฒนานั้นตกต่ำลงทั้งคู่ (ทั้งๆที่ประชากรเพิ่มขึ้น) ในขณะที่พรรครักประเทศไทย (คุณชูวิทย์) ก็ไม่มีแล้วเช่นกันซึ่งอาจจะเป็นคะแนนเทให้พรรคอื่นๆที่ไม่อยู่ทั้ง 2 ขั้วเดิม
โดยพรรคการเมืองเก่าที่มีคะแนนและ % เพิ่มขึ้นมีเพียงพรรคเดียวเท่านั้นคือ “พรรคภูมิใจไทย” ที่ได้คะแนนเพิ่มขึ้นจากในปี 2554 ที่ 1.3 ล้านคะแนน (3.94% ของผู้มาใช้สิทธิ) มาเป็นปี 2562 ที่ 3.7 ล้านคะแนน (9.75% ของผู้มาใช้สิทธิ)
6. สรุปคือขั้วอำนาจใหญ่ 2 ขั้วเดิมลดน้อยลง โดยขั้วฝ่ายทักษิณลดลงมากกว่า โดยมีพรรคภูมิใจไทยพรรคขนาดกลางที่ไม่อยู่ทั้ง 2 ขั้วมีคะแนนเพิ่มขึ้น และเป็นพรรคการเมืองเก่าเพียงพรรคเดียวที่มีคะแนนขึ้นเทียบกับพรรคการเมืองเก่าทั้งหมด


