กกต.ยังไม่ตัดสิทธิผู้สมัครสส.อนาคตใหม่ถูกจับข้อหาฉ้อโกงชี้คดีไม่ถึงที่สุด
เลขาธิการกกต.ยังไม่ได้ตัดสิทธิ์ผู้สมัครสส.เขต3พรรคอนาคตใหม่หลังถูกจับข้อหาฉ้อโกงเพราะคดียังไม่ถึงที่สุด จะขาดคุณสมบัติต่อเมื่อศาลพิพากษาจำคุกและถูกคุมขัง
เลขาธิการกกต.ยังไม่ได้ตัดสิทธิ์ผู้สมัครสส.เขต3พรรคอนาคตใหม่หลังถูกจับข้อหาฉ้อโกงเพราะคดียังไม่ถึงที่สุด จะขาดคุณสมบัติต่อเมื่อศาลพิพากษาจำคุกและถูกคุมขัง
พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวว่า การผู้สมัคร สส. เขต 3 จังหวัดตรัง พรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจบุกจับตัวตามหมายจับคดีค้างเก่าฉ้อโกงหลังไม่ไปรายงานตัวต่อศาลนั้น ซึ่งกรณีดังกล่าวผู้สมัครยังไม่ขาดคุณสมบัติ เนื่องจากคดียังไม่ถึงที่สุด โดยตามมาตรา 98 (6) ของรัฐธรรมนูญระบุว่าต้องมีการพิพากษาให้จำคุกและถูกคุมขังโดยหมายของศาลก่อน จึงถือว่าขาดคุณสมบัติของการเป็นผู้สมัคร
ส่วนกรณีศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช) นั้น อาจจะส่งผลให้บัตรเสียเพิ่มมากขึ้นเนื่องจากในบัตรเลือกตั้งยังมีช่องกาให้พรรคทษช.ในเขตที่ส่งผู้สมัครอยู่ หากประชาชนไปเลือกถือว่าเป็นบัตรเสีย ถ้าหากศาลวินิจฉัยยุบ ทษช. จะต้องประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบว่า ถ้าหากเลือกกาผู้สมัครทษช.ถือว่าเป็นบัตรเสียทันที เช่นเดียวกับผู้สมัครของพรรคอื่นๆที่คาดคุณสมบัติการเลือกตั้งด้วย
สำหรับกรณีพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ขอให้กกต.เปิดเผยรายชื่อกรรมการประจำหน่วยก่อนการเลือกตั้ง 15 วันนั้น โดยปกติเป็นเรื่องของกกต.จังหวัดเป็นผู้แต่งตั้ง ซึ่งก็ทราบกันโดยทั่วไปอยู่แล้ว ส่วนที่ห่วงว่าจะมีการฮั้วกันระหว่างกรรมการประจำหน่วยและผู้สมัครในการนับคะแนนนั้น ซึ่งในวันดังกล่าวมีการสังเกตการณ์และจับตามองจากหลายฝ่าย หากเห็นความไม่ชอบมาพากลก็จะมีการคัดค้านระหว่างนั้นอยู่แล้ว แต่ทั้งนี้กกต.ไม่ได้ติดตั้งกล้องวงจรปิดตามหน่วยเลือกตั้งเหมือนการเลือก สว. เพราะการเลือกตั้ง สส. มีหน่วยเป็นจำนวนมาก
พ.ต.อ.จรุงวิทย์ กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ได้มีผู้ร้องเรียนเรื่องการเลือกตั้งเป็นจำนวนมาก และอยู่ระหว่างการตรวจสอบ ซึ่งต้องมีการสอบปากคำในเรื่องที่ร้อง โดยจะดูว่ามีมูลมากพอที่จะตรวจสอบต่อไปได้หรือไม่ ดังนั้น อยากจะเตือนผู้ที่ร้องว่าถ้าร้องในเรื่องที่ไม่เป็นความจริงก็เข้าข่ายหมิ่นประมาทด้วยความเท็จ ซึ่งจะมีโทษจำคุกและถ้าเรื่องที่มาร้องต่อ กกต. ไม่เป็นความจริง ก็จะเข้าข่ายร้องเท็จอีก ซึ่งมีลักษณะนี้ทุกครั้งในการเลือกตั้ง กกต.จะต้องดำเนินคดีเป็นจำนวนมาก ดังนั้นก่อนที่จะมาร้องก็ต้องพิจารณาให้ดี
สำหรับความคืบหน้าการพิจารณาคำร้องการยุบพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) จากกรณีเสนอชื่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นแคนดิเดตนายก ทั้งที่ขาดคุณสมบัติ และการจัดโต๊ะจีนระดมทุนของพรรค อยู่ระหว่างการดำเนินการใกล้ที่จะให้นายทะเบียนพรรคการเมืองเสนอต่อกกต.พิจารณา แต่กรณีของการระดมทุนนั้นไม่ใช่การตรวจสอบเพื่อนำไปสู่การยุบพรรค ซึ่งเป็นการตรวจสอบว่าเงินที่ได้รับจากการระดมทุนนั้นมีเอกสารครบถ้วนถูกต้อง และรับมาจากผู้บริจาคที่สามารถบริจาคได้ตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่
"เราจะดูเอกสารหลักฐานตามนี้ แต่เราจะไม่ไปตรวจสอบว่าผู้ที่แจ้งความประสงค์จะสนับสนุนแล้วไม่สนับสนุนเป็นเพราะเหตุใด เป็นผู้ที่ขาดคุณสมบัติหรือไม่ จะตรวจสอบเฉพาะได้เงินสนับสนุนมาเท่าไหร่ มีเอกสารยืนยันถูกต้องหรือไม่เท่านั้น"พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ระบุ
ส่วนกรณีที่มีการร้องว่านายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพปชร. ขาดคุณสมบัติการเป็น สส. บัญชีรายชื่อ ของพรรคเนื่องจากเป็นหัวหน้าพรรคก่อนการสมัครเป็นสมาชิกพรรค ขัดต่อข้อบังคับพรรค และกฎหมายพรรคการเมืองนั้น กกต.ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง และกฎหมายแล้ว มีมติว่านายอุตตม มีคุณสมบัติครบถ้วน และได้มีการแจ้งให้ผู้ร้องทราบแล้ว


