สรุปคำพิพากษายกฟ้อง4จำเลยคดีสลายม็อบพันธมิตร

  • วันที่ 02 ส.ค. 2560 เวลา 13:28 น.

สรุปคำพิพากษายกฟ้อง4จำเลยคดีสลายม็อบพันธมิตร

สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาฯ ยกฟ้อง สมชาย-บิ๊กจิ๋ว พร้อมพวกรวม 4 คน คดีสลายม็อบพันธมิตร ชี้การชุมนุมไม่เป็นไปโดยสงบ จำเลยไม่มีเจตนาทำร้ายผู้ชุมนุม

เมื่อวันที่ 2 ส.ค. เวลา 9.30 น. ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนัดฟังคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อม.2/2558 ระหว่างคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ โจทก์ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ที่ 1 พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ที่2 พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ที่3 พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ที่ 4 จำเลย

คดีนี้โจทก์ฟ้องคดีต่อศาลเมื่อวันที่ 7 ม.ค. 2558 กล่าวหาว่า จำเลยทั้ง 4 คน ประกอบด้วย จำเลยที่ 1 ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จำเลยที่ 2 ขณะดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี (ดูแลงานด้านความมั่นคง) จำเลยที่ 3 ขณะดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และจำเลยที่ 4 ขณะดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ร่วมกันสลายการชุมนุมและไม่ดำเนินการระงับยับยั้งเป็นเหตุให้ผู้ชุมนุมได้รับบาดเจ็บและถึงแก่ความตายอันเป็นความผิดฐานร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157,83

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ศาลเริ่มไต่สวนพยานหลักฐานนัดแรกเมื่อวันที่ 8 เม.ย. 2559 โดยอนุญาตให้คู่ความทั้งสองฝ่ายนำพยานเข้าไต่สวนทั้งหมดรวม 47 ปาก ซึ่งเป็นพยานฝ่ายโจทก์ 15 ปาก ฝ่ายจำเลยทั้งสี่ 32 ปาก ใช้เวลาไต่สวน 21 นัด คดีเสร็จการไต่สวนเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 2560

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ในเหตุการณืช่วงเช้าของวันที่ 7 ตุลาคม 2551 จำเลยทั้งสี่ร่วมกันสั่งการให้มีการเปิดทางเข้ารัฐสภาเพื่อให้คณะรัฐมนตรีเข้าไปแถลงนโยบายต่อรัฐสภา อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 176 บัญญัติไว้ การที่ผู้ชุมนุมปิดล้อมรัฐสภาโดยปิดล้อมประตูเข้าออกไว้ทุกด้านถือว่าเป้นการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ และมิได้เป้นการชุมนุมที่ได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งเจ้าหนักงานตำรวจได้ปฏิบัติตามขั้นตอนของแผนรักษาความสงบ (กรกฎ/48) โดยใช้มาตรการควบคุมฝูงชนจากเบาไปหาหนักแล้ว เท่าที่จะทำได้ในสถานการณ์ขณะนั้น พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังไม่ได้ว่า จำเลยทั้งสี่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

สำหรับเหตุการณ์ในช่วงบ่ายและช่วงค่ำ เหตุการณ์นี้โจทก์ร้องขอให้ลงโทษเฉพาะจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่4 เนื่องจากข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 2 ได้ลาออกจากตำแหน่งไปหลังจากเกิดเหตุในช่วงเช้า การที่กลุ่มผู้ชุมนุมได้กลับมาปิดล้อมรัฐสภา เป็นเหตุให้คณะรัฐมนตรี สมาชิกรัฐสภา และเจ้าหน้าที่รัฐสภาไม่สามารถออกมาจากรัฐสภาได้ มีการปลุกระดมผู้ชุมนุมและจะบุกเข้ามาข้างในรัฐสภา จึงมิใช่เป็นการชุมนุมโดยสงบและเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจำเป็นต้องปฏิบัติหน้าที่เปิดทางช่วยเหลือผู้ติดอยู่ในรัฐสภา โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ปฏิบัติตามขั้นตอนของแผนรักษาความสงบ (กรกฎ/48) แล้ว จึงจำเป็นเป็นต้องใช้แก๊สน้ำตาเพื่อช่วยเหลือดังกล่าว ซึ่งพยานโจทก์และพยานจำเลยทั้งสี่ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับแก๊สน้ำตาก็ยังมีความเห็นที่แตกต่างกันเกี่ยวกับผลอันเกิดจากการใช้แก๊สน้ำตา 

แม้จะมีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต แต่ในสถานการณ์เช่นนั้นเป็นการยากสำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะทราบว่าเเก๊สน้ำตาจะเป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บเเละเสียชีวิตเช่นนั้น เมื่อเหตุการณ์ชุมนุมยังไม่สงบเจ้าหน้าที่ตำรวจยังมีหน้าที่ต้องปฏิบัติเพื่อรักษาความสงบไม่ให้เกิดความเสียหายเเก่บุคคลเเละทรัพย์ของทางราชการ

ในขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ที่ 3 เเละที่ 4 ไม่อาจคาดเห็นได้ว่าแก๊สน้ำตาจะก่อให้เกิดอันตรายแก่ชุมนุมได้ และข้อเท็จจริงไม่ได้ความว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4  มีเจตนาพิเศษเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไปทำร้ายผู้ชุมนุมให้ได้รับอันตรายเเก่กายเเละชีวิต จำเลยที่ 1 เเละ 3 จึงไม่มีความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เเละจำเลยที่ 4 ไม่มีความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายเเก่ผู้หนึ่งผู้ใด

/พิพากษายกฟ้อง/

 

 

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ