
ไขปมดราม่า 8 ธุรกิจต่างชาติ บุกตลาดไทย ไม่ต้องขออนุญาต
ชวนคิดโจทย์สำคัญ ระบบกำกับดูแล "เข้มพอหรือไม่" เพื่อสกัด “ทุนเทา-ฟอกเงิน” และป้องกันไทยกลายเป็นฐานเคลื่อนย้ายเงินทุนข้ามชาติ
จากกระแสการสื่อสารผิดพลาดของ ร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ถึงมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงร่างกฎกระทรวงกำหนดธุรกิจที่ไม่ต้องขออนุญาตในการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. .... มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดให้การประกอบกิจการตัวแทนประเภทอื่นตาม (11) (ง) และธุรกิจบริการอื่นตาม (21) ท้ายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 จำนวน 8 ธุรกิจ ที่คนต่างด้าวสามารถประกอบได้โดยไม่ต้องขออนุญาต นั้น
ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีมหาดไทย กล่าวว่า เมื่อวันที่ 12 พ.ค.ที่ผ่านมา เพิ่งแต่งตั้งรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จากพรรคร่วมรัฐบาล อยากให้ได้ทำงานเร็วๆ จึงให้ไปแถลงเรื่องนี้ ซึ่งได้ตำหนิโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีไปแล้ว พร้อมเปิดเผยต่อว่า เป็นการแก้กฎกระทรวงเพื่อลดขั้นตอนซ้ำซ้อนในการทำงาน
โพสต์ทูเดย์ ได้เปิด พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 https://www.dbd.go.th/data-storage/attachment/0cc518d10391bc42f984225d5.pdf พบว่า ในบัญชีท้ายกฎหมายมีการระบุถึงรายละเอียดธุรกิจในแต่ละบัญชี ว่ามีธุรกิจต่างด้าวใดบ้างที่อนุญาต หรือไม่อนุญาตให้ประกอบกิจการในไทย ซึ่งการจัดทำร่างกฎกระทรวงฯดังกล่าว เกี่ยวข้องกับบัญชีประเภทที่ 3 คือ
ธุรกิจที่คนไทยยังไม่มีความพร้อมที่จะแข่งขันในการประกอบกิจการกับคนต่างด้าว โดย (11) (ง) ระบุว่าการเป็นนายหน้าหรือตัวแทนประเภทอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง และธุรกิจบริการอื่นตาม (21) ระบุว่า เป็นการทำธุรกิจบริการอื่น ยกเว้นธุรกิจบริการ ที่กำหนดในกฎกระทรวง
ดังนั้นจึงได้กำหนดให้ 8 ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับบัญชีประเภทที่ 3 คือ ธุรกิจที่คนไทยยังไม่มีความพร้อมที่จะแข่งขันในการประกอบกิจการกับคนต่างด้าว ไม่ต้องขอเอกสารการดำเนินธุรกิจกับกระทรวงพาณิชย์ แต่ให้ไปขออนุญาตการประกอบธุรกิจกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง เพื่อลดขั้นตอน ความซับซ้อน
เพราะก่อนหน้านี้ หากบริษัทต่างชาติต้องการลงทุนในไทยหากมีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก็ต้องได้เอกสารการเปิดธุรกิจจากกระทรวงพาณิชย์ก่อนเพื่อนำไปแสดงต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งขั้นตอนจากกระทรวงพาณิชย์อาจกินเวลาถึง 6 เดือน หรือ 1 ปี ทำให้การดำเนินธุรกิจล่าช้า
สำหรับธุรกิจบริการ 8 ประเภท ได้แก่
1.ธุรกิจบริการโทรคมนาคมแบบไม่มีโครงข่ายของตัวเอง 2.ธุรกิจบริหารการเงิน 3.ธุรกิจการบริหารภายในเครือข่าย 4.ธุรกิจการรับค้ำประกันหนี้ภายในประเทศ 5.ธุรกิจการขุดเจาะปิโตรเลียม 6.ธุรกิจการให้กู้ยืมเงินแบบต่าง ๆ ที่มีหลักทรัพย์ เป็นประกันภายใต้กฎหมายหลักทรัพย์ และการซื้อขายล่วงหน้า 7.ธุรกิจเป็นตัวแทน ผู้ค้า ที่ปรึกษา หรือผู้จัดการเงินทุนด้านสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่ไม่อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า และ 8.ธุรกิจบริการให้เช่าพื้นที่เพื่อติดตั้งเครื่องอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ
ทั้งนี้ ธุรกิจที่ได้รับการยกเว้น ยังคงต้องปฏิบัติตามกฎหมายเฉพาะอย่างเคร่งครัด เช่น
• ธุรกิจโทรคมนาคม อยู่ภายใต้การกำกับของสำนักงาน กสทช.
• ธุรกิจศูนย์บริหารเงิน อยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย
• ธุรกิจหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้า อยู่ภายใต้การกำกับของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
• ธุรกิจขุดเจาะปิโตรเลียม ยังคงอยู่ภายใต้กฎหมายและการกำกับของหน่วยงานด้านพลังงานอย่างเคร่งครัด
แหล่งข่าวจากวงการโทรคมนาคม เปิดเผยกับ โพสต์ทูเดย์ ว่า เมื่อมีกฎกระทรวงปลดล็อกขั้นตอนการลงทุนที่ซ้ำซ้อนออกมา จะทำให้ประเทศไทยมีโอกาสเป็นฮับด้านต่างๆ ทั้งด้านโทรคมนาคม การเงิน และ พลังงาน เหมือนสิงคโปร์ ฮ่องกง เพราะบริษัทต่างชาติจะเข้ามาเปิดสำนักงานใหญ่ในประเทศไทยง่ายขึ้น การแข่งขันจะเพิ่มขึ้น ลดการผูกขาด เช่น โทรคมนาคม เมื่อมีหลายเจ้า เกิดการแข่งขัน ราคาค่าบริการก็จะถูกลง เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างโอกาสในการจ้างงาน หรือ การอัปสกิล รีสกิล แรงงานไทยในการทำงานกับบริษัทต่างชาติใน 8 ธุรกิจ และ ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องที่จะต้องตามมาอีกด้วย
แต่ประเด็นที่ต้องตั้งคำถามคือ หน่วยงานที่กำกับต้องสร้างเงื่อนไขและมาตรฐานการพิจารณาการลงทุนที่เข้มงวดขึ้น เพื่อไม่ให้ประเทศไทยกลายเป็นฐานของแหล่งทุนเทา การฟอกเงิน รวมถึงการไหลของเงินทุนที่ไหลออกนอกประเทศจากการเป็นฮับด้านการเงินหรือไม่ เรื่องนี้ต้องรอคำตอบจากแต่ละหน่วยงาน !!!







