อนาคตลำบาก

  • วันที่ 14 ก.ย. 2553 เวลา 08:24 น.

ศักยภาพการแข่งขันของประเทศ กำลังจะมีปัญหาอย่างรุนแรง โดยคงไม่ใช่เกิดจากค่าเงินบาทแข็งเกินไปเหมือนที่กำลังโต้แย้งกันอยู่

ค่าเงินอ่อนหรือแข็ง เป็นปัจจัยระยะสั้น ถ้าเงินแข็งเกินไปการส่งออกจะมีปัญหา เมื่อส่งออกไม่ได้เศรษฐกิจจะหดตัว สุดท้ายค่าเงินต้องอ่อนไปโดยปริยาย

มือที่มองไม่เห็น จะเป็นผู้จัดสรรทรัพยากรต่างๆ เสมอ

แต่ทว่า ศักยภาพการแข่งขันของประเทศซึ่งมือที่มองไม่เห็น จัดสรรไม่ได้นั่นคือคน

ข่าวที่น่าตกใจก็คือ คิวเอส หน่วยงานจัดอันดับมหาวิทยาลัยจากประเทศอังกฤษ เปิดเผยผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลก 200 แห่ง ปรากฏว่า ของเมืองไทยติดแห่งเดียว คือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

และที่น่าตกใจ คือ จุฬาฯ ร่วงลงจากอันดับที่ 138 ในปีที่แล้ว มาอยู่ที่ 180 ในปีนี้

ในบรรดามหาวิทยาลัยทั่วโลก 10 อันดับแรก ยังคงเป็นมหาวิทยาลัยของสหรัฐและอังกฤษ โดยมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดจากสหรัฐ ซึ่งครองแชมป์อันดับ 1 มาตลอดนับตั้งแต่การจัดอันดับเมื่อปี 2547 ถูกมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ของอังกฤษ แซงเป็นที่ 1 เบียดมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดตกไปอยู่อันดับ 2

นอกจากนั้น มหาวิทยาลัยในสหรัฐยังคงเป็นสถาบันการศึกษาที่ติดอันดับมากที่สุด 53 แห่ง ส่วนสหราชอาณาจักร ติดอันดับ 30 มหาวิทยาลัย

แต่แนวโน้มที่เกิดขึ้นก็คือ มหาวิทยาลัยของเอเชียติดอันดับมากขึ้นเรื่อยๆ และเขี่ยมหาวิทยาลัยจากชาติตะวันตกออกไป

มหาวิทยาลัยในเอเชียที่ได้อันดับสูงสุด คือ มหาวิทยาลัยฮ่องกง อันดับที่ 23 และมีอีก 4 แห่งที่ติดในโผ มหาวิทยาลัยจากจีนติดอันดับ 6 แห่ง ญี่ปุ่น 10 แห่ง เกาหลีใต้ 5 แห่ง และสิงคโปร์ 2 แห่ง คือ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ อันดับที่ 31 และมหาวิทยาลัยนันยางเทคโนโลยี อันดับที่ 74

เกณฑ์การตัดสินของคิวเอสจะเป็นการสำรวจเกี่ยวกับ ชื่อเสียงในแวดวงวิชาการ 40% คณะผู้บริหาร 10% สัดส่วนของนักศึกษาต่อผู้สอน 20% จำนวนเจ้าหน้าที่ 5% นักศึกษาต่างชาติ 5% และการอ้างอิงถึงผลงานศึกษาวิจัยของคณาจารย์มหาวิทยาลัย 20%

คำถามก็คือ ในเมื่อมหาวิทยาลัยคือแหล่งผลิตอนาคตของประเทศ หากมหาวิทยาลัยของไทยยังคงหล่นอันดับ และไม่ติดอยู่ในบรรดามหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก เราจะผลิตคนระดับใดไปแข่งขัน

สงสัยจะต้องงมอยู่กับเสื้อแดง เสื้อเหลือง แผนปรองดองแห่งชาติตลอดชั่วอายุขัยกระมัง

 

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ