การจากไปของ "ทมยันตี"

วันที่ 16 ก.ย. 2564 เวลา 12:36 น.
การจากไปของ "ทมยันตี"
โดย...ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร *****************

สำหรับผม ข้อดีของการที่คนๆหนึ่งต้องจากไป คือ คนที่ยังอยู่ได้ "เรียนรู้อะไร" จากการจากไปของคนๆนั้น

"เรียนรู้อะไร" ที่ว่านี้ คือ หนึ่ง รู้เรื่องราวของคนที่จากไป สอง เรื่องราวนั้นช่วยให้เราได้รู้อะไรเกี่ยวกับตัวเรา

ผมเชื่อในคติอันหนึ่งที่ได้จากการอ่านงานเขียนของเพลโตชิ้นหนึ่งที่ว่า การแสวงหาความรู้ต่างๆไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร (ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ ไสยศาสตร์ วรรณกรรม ฯลฯ) ความรู้นั้นๆจะมีประโยชน์มากที่สุด หากนำมาเชื่อมโยงกับการทำความเข้าใจตัวเอง หรือรู้จักตัวเอง ไม่ว่าจะในฐานะและสถานะอะไร เช่น การเป็นคน การเป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นลูก เป็นพลเมือง ฯลฯ

การจากไปของ "ทมยันตี" ทำให้ผมได้รู้จัก "ทมยันตี" มากขึ้นกว่าที่เคยรู้ เพราะมีผู้คนแชร์เรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับ "ทมยันตี" ในโซเชียลมีเดีย

แล้วก่อนหน้านี้ ผมรู้อะไรเกี่ยวกับ "ทมยันตี" บ้าง?

ก่อนอื่นเลย คือ ความเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียงของเมืองไทย ต่อมา คือจุดยืนและบทบาททางการเมืองกับเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519

๑. ความเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียง

แม้ว่า ผมจะรู้ (ได้ยิน) ว่า "ทมยันตี" เป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียง แต่ในความทรงจำก่อนที่ท่านจะจากไป กลับมีผลงานวรรณกรรมของท่านอยู่เรื่องเดียวในความทรงจำของผม นั่นคือ "คู่กรรม" ที่เป็นทั้งละครโทรทัศน์และภาพยนตร์ และมีการนำมาถ่ายทำใหม่หลายครั้ง จนผมจำดาราคู่พระคู่นางไม่หวัดไม่ไหว จำพระเอกที่เล่นเป็นโกโบริได้แค่คนเดียว คือ นาท ภูวนัย ส่วนนางเอก ก็เหมือนกัน จำได้แค่คนเดียวเท่านั้น คือ ศันสนีย์ สมานวรวงศ์ และก็จำไม่ได้ด้วยว่า เธอเล่นคู่กับใคร?

ผมเคยอ่าน "คู่กรรม" ตอนเด็กๆ ตอนช่วงอายุเท่าไรจำไม่ได้ แต่หลังจาก "ทมยันตี" จากไป ทำให้ผมต้องมาทบทวนว่า ผมอ่าน "คู่กรรม" ครั้งแรกเมื่อไร? ผมจำปี พ.ศ. ไม่ได้ว่า ผมอ่าน "คู่กรรม" ครั้งแรกเมื่อไร แต่จำภาพที่ผมอ่านได้!

ผมนอนอ่านอยู่บนเตียงผ้าใบที่ตั้งอยู่ชั้นสามของบ้าน บ้านหลังนั้น (ห้องแถวสองคูหา ริมถนนบรรทัดทอง ใกล้ตลาดสะพานเหลือง ถัดไปประมาณห้าหกห้อง จะมีร้านขายก๋วยเตี๋ยวเป็ดพะโล้ เจ๊บ๋วย ตรงหัวมุม ปัจจุบันนี้ ก็ยังขายอยู่ และเจ๊ก็ยังคงรักษาการใช้ภาษาสื่อสารกับครอบครัวและคนงานของเจ๊ไว้ได้เหมือนเดิมไม่ต่างจากรักษาความอร่อยของเป็ดพะโล้ของเจ๊)ผมย้ายเข้ามาอยู่บ้านหลังนี้ตอนประถมปีที่ห้า และผมชอบใช้เวลาอ่านนวนิยายที่แม่ซื้อหามาเก็บไว้เป็นจำนวนมาก เพราะบ้านหลังนี้ทำให้เราสามารถมีตู้เก็บหนังสือ (บ้านเก่าเล็กมาก ไม่สามารถมีที่สำหรับอะไรที่เกินความจำเป็นในระดับปัจจัยสี่)

ผมร้างลาจากการนอนอ่านนวนิยายของแม่ในราวมัธยมศึกษาปีที่หนึ่ง เพราะมีงานอดิเรกอื่นเข้ามาแทนที่ ดังนั้น ผมน่าจะอ่าน "คู่กรรม" ครั้งแรกในราว พ.ศ. 2513 ซึ่งน่าจะเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่หนังสือได้ถูกนำมาทำเป็นละครโทรทัศน์ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2513 ส่วนครั้งล่าสุด คือ พ.ศ. 2556

นวนิยาย "คู่กรรม" ของ "ทมยันดี" ถูกนำมาทำเป็นละครหรือภาพยนตร์ตั้งแต่ พ.ศ. 2513 จนถึง พ.ศ. 2556 เป็นเวลาถึง 43 ปี นับเป็นนวนิยายที่ได้รับความนิยมต่อเนื่อง คู่ยุคคู่สมัยคู่บ้านคู่เมืองเลยก็ว่าได้ โดยได้รับการนำมาทำเป็นละครในปี พ.ศ. 2513, พ.ศ. 2515, พ.ศ. 2521, พ.ศ. 2533, พ.ศ. 2547 และ พ.ศ. 2556

และตอนที่ทางช่อง 7 สีมาทำเป็นละครปี พ.ศ. 2533 “คู่กรรม” ได้เป็นละครที่สร้างประวัติศาสตร์เรตติ้งสูงสุดอันดับ 1 ของเมืองไทยตลอดกาล ได้รับรางวัลทั้งเมขลาและโทรทัศน์ทองคำในปีเดียวกัน (https://th.wikipedia.org/wiki/คู่กรรม)

"คู่กรรม" ยังได้รับการนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ 4 ครั้ง ในปี พ.ศ. 2516, พ.ศ. 2531, พ.ศ. 2538 และ พ.ศ. 2556 ซึ่งทั้ง 2 ครั้ง (ปี 2531 และ 2538) ได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมรางวัลตุ๊กตาทองไปทั้งคู่ และเคยดัดแปลงเป็นละครเวที โดยค่ายดรีมบอกซ์ กลางปี พ.ศ. 2547 แสดงที่โรงละครกรุงเทพ และกลางปี พ.ศ. 2550 แสดงที่ โรงละครกรุงเทพเมโทรโพลิส (https://th.wikipedia.org/wiki/คู่กรรม)

คู่กรรม เขียนขึ้นในปี พ.ศ. 2508 ตีพิมพ์เป็นตอนในนิตยสารศรีสยาม (ในเครือนิตยสารขวัญเรือน) และรวมเล่มเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2512

ผมเดาว่า ตอนรวมเล่มในปี พ.ศ. 2512 ก่อนที่จะถูกนำมาเป็นละครโทรทัศน์ กิตติศัพท์ของ "คู่กรรม" น่าจะไม่ธรรมดา ไม่งั้น แม่ผมคงไม่ซื้อมาเก็บไว้ ทำให้ผมได้อ่านตอน พ.ศ. 2513

ที่ว่าไม่ธรรมดา ก็เพราะว่า แม่ผมไม่ใช่คนมีการศึกษาสูง เรียนแค่ชั้นประถมสอง เป็นแม่บ้าน วันๆ ก็สาละวนอยู่กับการทำกับข้าว ดูแลลูก ช่วยพ่อ (พ่อเป็นหมอ เปิดคลินิกช่วงเช้ากับเย็น) ดังนั้น การที่ "คู่กรรม" โด่งดังจนขนาดแม่บ้านอย่างแม่ผมต้องหาซื้อมาอ่าน จึงไม่ธรรมดา (อย่างไรก็ตาม แม้ว่าแม่จะเรียนไม่สูงเลย แต่แม่ก็รักการอ่าน โดยเฉพาะนวนิยาย)

แม้ว่า "คู่กรรม" จะยิ่งใหญ่อมตะดังที่กล่าวไป แต่ผมกลับไม่เคยประทับใจกับ "คู่กรรม" เลย อาการไม่ประทับใจที่ว่านี้ ก็คือ จำข้อความอะไรในนวนิยายไม่ได้เลย ในขณะที่คนอื่นๆทั่วไป จำได้จำดี แถมยังนำมายขับขาน แล้วก็ซาบซึ้ง บ้างก็ถึงกับน้ำตารินน้ำตาร่วง

ส่วนนวนิยายที่ประทับใจผมมีอยู่ 2 เรื่องในหลายเรื่อง คือ "กายทิพย์" และ "ผู้ใหญ่ลีกับนางมา" ที่ยกมาแค่สองเรื่องนี้ มีเหตุผลอยู่! และเหตุผลของผมเชื่อมโยงกับอาการไม่ประทับใจ "คู่กรรม" ของ คม (อธิคม คุณาวุฒิ แห่ง WayMagazine ผู้ได้รับรางวัลบรรณาธิการดีเด่น คุณนิลวรรณ ปิ่นทอง ประจำปี 2562)

หลังการจากไปของ "ทมยันตี" คม ได้โพสต์ลง FB ว่า "ครั้งแรกที่ผมเห็นคนร้องไห้ตอนอ่านนิยาย คือช่วงเรียนชั้นประถม พี่สาวอ่านคู่กรรมแล้วร้องไห้เช็ดน้ำตาป้อยๆ เป็นวรรคเป็นเวร พอไถ่ถามด้วยความห่วงใยว่าเป็นอะไร ก็ถูกด่ากลับไม่ทันตั้งตัว แอบย่องเข้าไปอ่านตอนที่เขาวางหนังสือทิ้งไว้ อ่านได้สักเล่มกว่าๆ ก็ยังหาคำตอบไม่ได้ว่าควรร้องไห้ตอนไหน" ........เมื่อเวลาผ่านไป…" คู่กรรมตามมาหลอกหลอนอีกครั้งตอนเรียนม.ปลาย เพื่อนชายหญิงยกโขยงไปดูจินตหรากับวรุฒในโรงหนัง ผมก็ต้องโอนอ่อนปรับตัวกับสังคม อดทนดูด้วย ถ้าไม่มีฉากเลิฟซีนบดๆ แพนกล้องไปจบที่ปลายเท้าจินตหรา ผมคงด่าเพื่อนไปแล้วว่า เงินทองก็ไม่ค่อยมี แทนที่จะเอาไปสูบบุหรี่ตีสนุ๊ก มึงนึกยังไงชวนกูมาดูหนังเรื่องนี้"

ต่างจากคนทั่วไปจำนวนมาก คม ไม่ได้ซาบซึ้งอะไรไปกับ "คู่กรรม" เพราะ "ถ้าไม่มีฉากเลิฟซีนบดๆ แพนกล้องไปจบที่ปลายเท้าจินตหรา ผมคงด่าเพื่อนไปแล้ว"ในแง่นี้ ผมก็ไม่ต่างจาก คม แต่ผมไม่ได้แม้แต่จะพอจะรู้สึกไม่เสียดายเงินค่าตั๋วกับฉากเลิฟซีนในหนัง และแม้แต่ในนวนิยาย ผมก็จำอารมณ์ประทับใจกับฉากรักไม่ได้เลยด้วย คม ไปดูหนังคู่กรรม ตอน ม.ปลาย ซึ่งตอนนั้น น่าจะกำลังอยู่ในวัยหนุ่มสาวช่างฝัน น่าจะมีอารมณ์สุนทรีมีจินตนาการโรแมนติกอย่างคนวัยเดียวกัน แต่เขากลับไม่ค่อยจะได้อะไรจากหนังคู่กรรมเท่าไรนัก เป็นไปได้ว่า ตอนนั้น คม ยังไม่ได้เป็น "สัตว์ที่อยู่กันเป็นคู่" แบบนกเงือก และน่าจะกำลังดำเนินชีวิตแบบ "สัตว์ที่อยู่รวมกันเป็นฝูง" เหมือนพวก มด ปลวก หรือหมาป่า หรือไม่ก็เป็น "singular animal" เลยไม่มีเชื้อทุนทางอารมณ์ที่เหมาะสมมากพอที่จะสะเทือนหัวใจจนน้ำหูน้ำตาแตก

ตอน คม เข้าไปดูหนังคู่กรรมในโรง น่าจะอยู่ในอาการกระทิงเปลี่ยวที่รอหาเชื้ออารมณ์แนวแรงๆ มากกว่าแค่ดูปฏิกิริยาที่ปลายเท้าของจินตรา และผมว่า ผมก็น่าจะเป็นแนวเดียวกับเขา เพราะประทับใจกับ "กายทิพย์" และ "ผู้ใหญ่ลีกับนางมา" มากกว่า "คู่กรรม" เพราะนวนิยายทั้งสองเรื่องนี้มีในสิ่งที่ผม (และคิดว่า คม ด้วย) ต้องการ

"กายทิพย์" นี่ ผมอ่านซ้ำแล้วซ้ำอีก จนจำไม่ได้ว่ากี่รอบ แต่รู้ว่าเหนื่อย! พอเอาไปทำเป็นหนังแล้ว สู้ตัวหนังสือไม่ได้เลย "กายทิพย์" มีหลายตอนที่ผู้แต่งเขียนบรรยายไว้อย่างได้อารมณ์เลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นคำบรรยายเกี่ยวกับตัวคุณนายอรทัย (แม่ม่ายที่ยังสวยและหุ่นดี) และคุณอุ๊ (ลูกสาววัยกำดัดของคุณนายอรทัย)

และที่เด็ดสะระตี่คือ ตอนที่คุณนายอรทัยอาบน้ำ และอีตาช่างตัดผมมาแอบดูตรงรูฝาผนัง พอคุณนายรู้ตัวว่ามีคนแอบดู และรู้ด้วยว่าเป็นช่างตัดผม เพราะในบ้านหลังนั้น มีแค่เธอกับตาช่างตัดผมเท่านั้น เธอก็กลับทำท่ายวนยั่วเข้าไปอีกในขณะที่อาบน้ำ เช่น ยกขาขึ้นสูงวางขอบปูนบ้าง ลูบไล้ไปตามอวัยวะร่างกายบ้าง แล้วหลังจากอาบน้ำเสร็จ ก็คงรู้กันว่ามีอะไรเกิดขึ้นตามมา และต่อมา ก็คงเดากันได้ (แม้จะเดาพลอตได้ แต่ก็ตามอ่านอะไรแบบนี้อยู่เสมอ และแถมอ่านมันซ้ำๆซากๆ) ว่า ต่อมา ช่างตัดผมก็ได้กับยัยอุ๊ลูกสาว

และผู้แต่งก็บรรยายให้อุ๊อวบอัดเต่งตึงกว่าอรทัยผู้เป็นมารดา และผู้แต่งก็สามารถบรรยายเรือนร่างของสองแม่ลูกโดยใช้ภาษาเปรียบเทียบและอุปมาได้อย่างให้อารมณ์อย่างยิ่ง ไม่ดิบเถื่อน ผมว่า ถ้า คม ไม่ชอบเลิฟซีนที่ปลายเท้าอังศุมาลินในคู่กรรม ก็ไม่ควรไปหาหรือคาดหวังอะไรแบบนั้นจากคู่กรรมของทมยันตี แต่ควรหันมาลองเสพย์ "กายทิพย์" ของ "เทพเทวี" ร่วมกับผมน่าจะดีกว่า ทุกวันนี้ ผมยังจำคำบรรยายฉากคุณนายอรทัยอาบน้ำได้เลย

ส่วน "ผู้ใหญ่ลีกับนางมา" ของ "กาญจนา นาคนันทน์" ก็ไม่มีอะไรแบบช่างตัดผมกับสองแม่ลูกหรอกครับ ใครๆที่เป็นแฟน "ผู้ใหญ่ลีกับนางมา" ไม่ว่าจะเป็นละครหรือตัวหนังสือ ย่อมรู้ดีว่าไม่มีอะไรในกอไผ่ แต่คำบรรยายตอนที่วันหนึ่ง นางมา (คุณมาลินี) ใส่เสื้อผ้ารัดรูป (กางเกงยืดที่รัดรูปขนาดหนัก) และต้องมาเจอกับผู้ใหญ่ลี (ลีนวัตร) "กาญจนา นาคนันทน์" บรรยายมาลินีในกางเกงรัดรูปไว้อย่างให้อารมณ์ยิ่ง (ต้องขอออกตัวว่า อาจจะเกิดอารมณ์แก่เฉพาะกับคนบางกลุ่ม ที่มีผมอยู่ในนั้นด้วย) และ คม ก็อาจจะไม่เข้าใจว่า คนแบบผมมันจะอ่อนไหวอะไรปานนั้น! เมื่อพูดถึงนวนิยายสองเรื่องที่ผมนำมาเปรียบเทียบกับ "คู่กรรม" ก็ควรจะให้เกียรติผู้แต่งด้วย

"เทพเทวี" หรือ ตรี อภิรุม เป็นนามปากกาของ เทพ ชุมสาย ณ อยุธยา (เกิด 5 มกราคม พ.ศ. 2473 ที่จังหวัดปราจีนบุรี) อายุมากกว่า ทมยันตี 6 ปี นวนิยายบางเรื่องของเทพ ชุมสาย ณ อยุธยา มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก ได้รับความนิยมในวงกว้างมาก เช่น แก้วขนเหล็ก, ทายาทอสูร, นาคี , กายทิพย์ ทั้งสี่เรื่องนี้ถูกนำมาทำเป็นละครและภาพยนตร์ทิ้งสิ้น โดยเฉพาะ "นาคี" นี่ดังระเบิดเถิดเทิงมาก แต่ “กายทิพย์" ของผมดูจะอ่อนที่สุด เทพ ชุมสาย ณ อยุธยาได้รับยกย่องเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปี พ.ศ. 2562

ส่วน "กาญจนา นาคนันทน์" เป็นนามปากกาของ นงไฉน ปริญญาธวัช (สกุลเดิม: นาคามดี; 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2464) แก่กว่าทมยันตีถึง 15 ปี ผลงานที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางมากที่สุด คือ "ผู้กองยอดรัก" ที่ถูกนำมาทำละครและภาพยนตร์ และก็ได้รับความนิยมมากที่สุดเรื่องหนึ่งเช่นกัน

ตัวผมไม่เคยอ่านนวนิยายเรื่องนี้ และไม่เคยดูภาพยนตร์หรือละครที่เขาเอามาทำซ้ำอยู่หลายครั้ง แต่เพิ่งมาได้ดูที่เขาทำปี พ.ศ.2562 ที่มี "ได๋" (ไดอาน่า จงจินตนาการ) เล่นเป็นผู้กองยอดรักของ "ไอ้พัน" (ตุ้ย เกียรติกมล ล่าทา นักร้องชนะเลิศอคาเดมีแฟนเทเชีย) และมี นีโน่ และ โอ วรุฒ เล่นเป็นพ่อๆ ของทั้งสอง..... ทำเอาผมหลงรักผู้กองได๋ตามไอ้พันไปเลยและนงไฉน ปริญญาธวัช ได้รับยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ประจำปี พ.ศ. 2555

นอกจาก "คู่กรรม" แล้ว ผมก็ไม่รู้จักผลงานอะไรอื่นของทมยันตีเลย เมื่อท่านจากไป ทำให้ผมมีโอกาสได้เข้าไปทำความรู้จักผลงานต่างๆ ซึ่งก็มีมากมายที่ผมเคยได้ยิน แต่ไม่ทราบว่าเป็นของทมยันตี เพราะใช้นามปากกาต่างๆกันไปตามแนวเรื่อง วิกิพีเดียยกตัวอย่างผลงานเด่นๆ นอกจากคู่กรรม อาทิ ทวิภพ, ค่าของคน, อุบัติเหตุ, ดาวเรือง, ล่า, เวียงกุมกาม, พิษสวาท, ดั่งดวงหฤทัย, คำมั่นสัญญา, พี่เลี้ยง, เลือดขัตติยา, ใบไม้ที่ปลิดปลิว, รอยมลทิน, โสมส่องแสง

อนิจจา ผมไม่เคยอ่านเลยสักเรื่องเดียว และก็เคยได้ยินชื่อแค่เรื่อง ทวิภพ, ล่า, เวียงกุมกาม, รอยมลทิน เท่านั้น

ขณะเดียวกัน ในขณะที่สืบค้นเกี่ยวกับผลงานของทมยันตี ผมถึงกับต้องอุทานออกมาในใจ เพราะเพิ่งทราบว่า ท่านเป็นผู้แต่งเรื่อง "พ่อปลาไหล" โดยใช้นามปากกาว่า "กนกเรขา" ที่ผมไม่เคยอ่าน แต่เคยไปดูที่โรงภาพยนตร์คาเธ่ย์ เยาวราช ในปี พ.ศ. 2515

"พ่อปลาไหล" เป็นหนังที่ตลก สนุกสนานขำกลิ้งกับความเจ้าชู้ของผู้ชาย----ได้แก่ สองพ่อลูก (หลวงณรงค์สงครามชัยและอุลิต) และพ่อตา (ขุนรอน)---กับยุทธการปราบจอมเจ้าชู้ของนางเอก (จันทนี) ที่ต้องรบรากับสามี พ่อสามีและแม้กระทั่งพ่อของตัวเธอเอง ดูแล้วเบาสมองมากๆ สมความตั้งใจของ "กนกเรขา" ที่เป็นนามปากกาที่คุณหญิงวิมล ศิริไพบูลย์ (ทมยันตี) ใช้สำหรับแต่งเรื่องเบาสมอง

ขณะเดียวกัน ก็ต้องยกย่องชื่นชมคุณเชิด ทรงศรี ผู้กำกับภาพยนตร์ด้วย ที่สามารถแปลงตัวอักษรของ "กนกเรขา" มาเป็นภาพยนตร์ได้อย่างดีเยี่ยม เพราะนวนิยายที่ดี แต่เมื่อมาทำเป็นละครหรือภาพยนตร์แล้วไม่ดี อาจจะมีสาเหตุมาจากผู้กำกับฯ ผู้เขียนบท ดารา และปัจจัยอีกมากมาย แต่ถ้าได้องค์ประกอบครบถ้วน นั่นคือ นวนิยายก็ดี ผู้กำกับฯ ก็ดี ผู้เขียนบทก็ดี ดาราก็ดี ผลลัพธ์ที่ออกมาก็จะสร้างความสุขให้กับทุกฝ่าย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนดู ปรากฏว่า "พ่อปลาไหล" เป็นภาพยนตร์ไทย 16 มม. ที่ทำรายได้สูงสุดในประเทศไทย (https://th.wikipedia.org/wiki/พ่อปลาไหล)

ผมจำไม่ได้จริงๆ ว่าไปดู "พ่อปลาไหล" กับใคร ตอนนั้น ผมอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เอง ปกติผมเป็นคนไม่ไปดูหนังคนเดียวพอๆ กับที่ไม่ดื่มคนเดียว แต่แน่ใจว่า ไม่ได้ไปดูกับแม่แน่ๆ ดังนั้น ผมต้องไปดูกับใครสักคน และก็แน่ใจมากๆด้วยว่า ไม่ได้ไปดูกับเพื่อนผู้ชาย

....ใครจำได้ว่า ไปดู "พ่อปลาไหล" กับผม ช่วยเมตตาแจ้งเบาะแสมาด้วยครับ จักเป็นพระคุณอย่างยิ่ง (กลัวจริงๆว่า คืนนี้ แม่จะมาปลุกจากที่นอนแล้วต่อว่าว่า "ชั้นตายไปแค่ 27 ปีเอง แกลืมแล้วเหรอว่าชั้นเป็นคนพาแกไปไปดู 'พ่อปลาไหล' อ่ะ???!!!)

นอกจาก "พ่อปลาไหล" แล้ว ผมยังพบว่า ทมยันตี ยังเขียนเรื่องสั้นชุดชื่อ "ชุมทางชีวิต" ที่ประกอบด้วยเรื่องต่าง ๆ ดังนี้คือ เรื่องของคุณแต๋ว, คนใช้, 12 ปี แห่งความหลังของศรีวิทย์, ชีวิตของดารณี, 36-22-36 ของยาหยี, คนที่มีค่าของปรางทอง, กามเทพของเจ้าหล่อน, ผมชื่อ "ตูบ", หัวใจของหนู และ วิชยา

เหมือนเดิม ผมไม่เคยอ่านเลยสักเรื่องครับ แต่เอะใจว่า "ชุมทางชีวิต" ของทมยันตีนี้คืออันเดียวกับ "ชุมทางชีวิต" ที่เป็นภาพยนตร์ชุด (ซีรียส์) ในระบบฟิลม์ 16 มม. ของรัชฟิลม์ที่ฉายทางโทรทัศน์ในช่วงปี พ.ศ. 2510-พ.ศ. 2522 หรือเปล่า? ถ้าใช่ ผมก็ต้องขอสารภาพเลยว่า ถ้า "ทมยันตี" ไม่จากไป ผมจะไม่มีวันรู้เลยว่า "ชุมทางชีวิต" ที่ผมชอบดูและติดตามมาตลอดในช่วงต้นๆเป็นผลงานเรื่องสั้นของท่าน ใครทราบคำตอบช่วยสงเคราะห์ผมด้วยนะครับ

คุณหญิงวิมล ไม่ได้มีนามปากการแค่ "ทมยันตี" และ "กนกเรขา" แต่ยังมี โรสลาเรน เป็นนามปากกาแรก ใช้เขียนเรื่องรักพาฝันหรือจินตนิยาย

ลักษณวดี ใช้สำหรับเขียนนวนิยายรัก ส่วนใหญ่เป็นเนื้อหาของเหล่าเจ้าหญิงเจ้าชาย

มายาวดี ใช้เขียนเรื่องเกี่ยวกับศาสตร์แห่งเทวะ หรือเรื่องเล่าจากตำนาน ความเชื่อต่างๆ

วิม-ลา เป็นนามปากกาล่าสุด ใช้เขียนเรื่องเกี่ยวกับศาสตร์แห่งเทวะ หรือเรื่องเล่าจากตำนาน ความเชื่อต่างๆ ลงในเพจเฟซบุ๊กชื่อ "ล้านนาเทวาลัย" โดยเริ่มเขียนเผยแพร่เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2562 ดังนั้น การอ่านนวนิยายของคุณหญิงวิมล ก็ควรจะมีความรู้พื้นฐานสักหน่อยว่า กำลังอ่านคุณหญิงวิมลที่เป็น "ทมยันตี" หรือ "โรสลาเรน" หรือ "กนกเรขา" ฯ มิฉะนั้นแล้ว จะกลายเป็นว่า ไปคาดหวังในสิ่งที่ไม่มีในงานของท่าน และถ้าไปตัดสินด้วยแล้ว ยิ่งผิดฝาผิดตัวกันใหญ่

เหมือนกับที่ R.G. Collingwood นักปรัชญาประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษผู้มีอิทธิพลสำคัญต่อการเกิดสำนักศึกษา "ประวัติความคิดทางการเมือง" แห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ เคยเขียนเตือนถึงความผิดพลาดอย่างมหันต์อันเกิดจากการที่ผู้อ่านตัดสินหรือตีความงานของผู้แต่งไปโดยไม่เข้าใจเจตนาของผู้แต่ง โดย Collingwood ได้ยกตัวอย่างอนุสาวรีย์รูปปั้นของเจ้าชายอัลเบิร์ต พระสวามีของสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย ที่นักวิจารณ์ศิลปะมักจะวิจารณ์ว่าเป็นผลงานศิลปะที่ดูน่าเกลียดและหดหู่ โดยหารู้ไม่ว่า เซอร์จอร์จ กิลเบิรต์ สก๊อต (Sir George Gilbert Scott) ศิลปินผู้ออกแบบและปั้นตั้งใจจะให้รูปปั้นเจ้าชายอัลเบิร์ตสะท้อนความรู้สึกเช่นนั้นแก่คนที่เห็น พูดง่ายๆตามสำนวนสมัยใหม่ก็คือ ความน่าเกลียดหดหู่นี้มี story!

จากที่กล่าวไป ผลงานของคุณหญิงวิมล ศิริไพบูลย์ ไม่ว่าจะเป็น "คู่กรรม" โดย "ทมยันตี" "พ่อปลาไหล" โดย "กนกเรขา" และ "ชุมทางชีวิต (ถ้าใช่ที่นำมาทำเป็นภาพยนตร์ชุด)" แสดงให้เห็นอัจฉริยภาพของการเป็นนักเขียนของคุณหญิงวิมล ศิริไพบูลย์ ที่สามารถจินตนาการเข้าถึงอารมณ์ ความรู้สึกและเหตุผลและปฏิกิริยาของมนุษย์ในบุคลิกภาพต่างๆหลากหลาย ภายใต้สถานการณ์และเงื่อนไขต่างๆ และสามารถถ่ายทอดร้อยเรียงออกมาเป็นตัวอักษรที่สามารถสื่อถึงตัวตนอันหลากหลายที่รวมอยู่ภายใต้ "ความเป็นมนุษย์"

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวโศกนาฏกรรมชีวิต (Tragedy) ของตัวละครอย่าง "อังศุมาลิน" หรือ "โกโบริ" ในคู่กรรม ต่างก็ถูกสร้างและถ่ายทอดผ่านตัวตน/ตัวละครที่ชื่อ “ทมยันตี” ที่ถูกสร้างและถ่ายทอดโดยคุณหญิงวิมล ศิริไพบูลย์

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องชีวิตที่น่าตลกขบขัน (Comedy) ของตัวละครชายเจ้าชู้อย่าง "อุลิต" "หลวงณรงค์สงครามชัย" "ขุนรอน" และผู้หญิง (จันทนี) ที่ต่างก็ถูกสร้างและถ่ายทอดผ่านตัวตน/ตัวละครที่ชื่อ "กนกเรขา" ที่ถูกสร้างและถ่ายทอดโดยคุณหญิงวิมล ศิริไพบูลย์คนเดียวกันกับที่สร้าง "ทมยันตี" ขี้นมา

ส่วนใหญ่ ตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน นักเขียนมักจะแบ่งออกเป็นนักเขียนแนวโศกนาฏกรรมหรือแนวตลกขบขัน แต่นักเขียนที่จะสามารถประสบความสำเร็จในการเขียนทั้งโศกนาฎกรรมและทั้งแนวตลกขบขันจะมีไม่มากนัก และนักเขียนแบบนี้เองที่น่าสนใจรู้จักตัวตนของเขา/เธออย่างยิ่ง

....น่าเสียดายที่กว่าผมจะตระหนักรู้ ก็สายไปเสียแล้ว.... ในความเห็นของผม ที่ไม่ได้รู้จักผลงานมากมายของคุณหญิงวิมล ผมเห็นว่า คุณหญิงวิมลประสบความสำเร็จในการเป็น "ทมยันตี" ผู้มีความอดทนอดกลั้นต่อโศกนาฎกรรมของชีวิตมนุษย์ทั้งจากตัวละครต่างๆที่ "ทมยันตี" สร้างขึ้นมาและแม้แต่จากชีวิตในช่วงต่างๆของตัวคุณหญิงวิมลเอง

และท่านก็ประสบความสำเร็จในการเป็น "กนกเรขา" ที่สามารถสร้างความขบขันจากท่วงทำนองของความต้องการขั้นพื้นฐานของชีวิตมนุษย์ ทั้งๆ ที่คนที่อยู่สถานการณ์นั้นอาจจะไม่ขำด้วยและผมเชื่อว่าความเป็น "กนกเรขา" ย่อมจะเป็นตัวช่วย "ทมยันตี" และคุณหญิงวิมลให้มองชีวิตที่ผ่านมาอย่างอารมณ์ความรู้สึกที่เหนือกว่าและสามารถหัวเราะกับตัวเองได้

"ดูหนังดูละคร แล้วย้อนดูตัว ขำอุราน่าหัว เต้นยั่วอย่างฝัน

ดอกเอ๋ยดอกเจ้า ดอกทานตะวัน

ละครคนละคนขัน ประชันกันสนุกเอย"

Rubaiyat of Omar Khayyam

(แปลเป็นภาษาไทย โดย กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์)

๒. จุดยืนและบทบาททางการเมืองกับเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519

เช่นกัน ไม่ต่างจากนวนิยายของคุณหญิงที่ผมอ่านอยู่แค่ "คู่กรรม" และก็จำอะไรไม่ได้และตัวผมก็ไม่เคยได้ยินได้ฟังคำพูดข้อเขียนเกี่ยวกับการเมืองของท่านโดยตรง แต่จะได้อ่านหรือได้ยินผ่านคนที่เขียนหรือพูดถึงจุดยืนทางการเมืองของท่าน และบทบาทของท่านที่มีอิทธิพลต่อเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519

และก็เช่นกัน การจากไปของท่าน ทำให้ผมได้มีโอกาสรู้จักท่านผ่าน "'คลิปเสียงทมยันตี วิทยุยานเกราะ ก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลา2519' by Enra Enratius Akathezia on SoundCloud? https://soundcloud.com/enra-enratius-akathezia/62519a)" ที่มีคนโพสต์และแชร์กันมากมายในโซเชียลมีเดีย คลิปเสียงดังกล่าวมีใจความสำคัญ "บางประการ. ที่ผมต้องการเลือกหยิบยกมากล่าวในที่นี้ คือ

หนึ่ง ท่านไม่เห็นด้วยกับการที่นิสิตนักศึกษาและประชาชนจำนวนหนึ่งออกมาประท้วงไม่ต้องการให้มีการตั้งฐานทัพของสหรัฐฯในประเทศไทย เพราะท่านเกรงจะไม่มีกองกำลังทหารที่เข้มแข็งคอยสนับสนุน (ท่านเปรียบกับพี่เลี้ยงนักมวย) กองทัพไทยในการต้านภัยคอมมิวนิสต์ที่กำลังมีอิทธิพลคืบคลานเข้ามาในไทย หลังจากสามารถยึดครองลาว กัมพูชาและเวียดนามได้ไปแล้วในปี พ.ศ. 2518 และท่านได้ท้าวความไปในประวัติศาสตร์สมัยรัชกาลที่ห้าว่า ประเทศไทยในขณะนั้นกำลังเผชิญภัยคุกคามจากลัทธิล่าอาณานิคมจากจักรวรรดินิยมอังกฤษและฝรั่งเศส และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยูหัวได้ดำเนินพระราชวิเทโศบายโดยดึงเอารัสเซียและเยอรมนีมาถ่วงดุลอำนาจกับอังกฤษและฝรั่งเศส อันเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ประเทศไทยไม่ตกเป็นเมืองขึ้นหรือต้องเสียดินแดนไปมากกว่าที่เสียไป

สอง ท่านยอมรับสิทธิเสรีภาพในการเดินขบวนตามระบอบรัฐธรรมนูญ แต่ไม่เห็นด้วยกับการประท้วงสหรัฐฯของนิสิตนักศึกษาที่นำธงชาติของสหรัฐฯมาปัสสาวะรดในวันที่ 4 กรกฎาคม อันเป็นวันชาติของสหรัฐฯโดยเปรียบเทียบกับกรณีที่มีฝรั่งขึ้นไปขี่คอพระพุทธรูป โดยมิได้ตั้งใจจะลบหลู่ แต่เพื่อเพียงถ่ายภาพ คนไทยก็ยังโกรธแค้นไม่พอใจและเรียกร้องให้นำตัวฝรั่งคนนั้นมาลงโทษ ซึ่งก็ถูกตัดสินลงโทษจำคุก เช่นเดียวกัน การปัสสาวะรดใส่ธงชาติในวันชาติของชาวอเมริกัน จึงไม่สิ่งที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง เช่นเดีวกันกับหากคนอเมริกันในสหรัฐฯดึงธงชาติไทยลงมาปัสสาวะรด คนไทยย่อมจะต้องไม่พอใจแช่นกัน

สาม มีการปาระเบิดระหว่างการชุมนุมเดินขบวนครั้งใหญ่ในวันที่ 20 มีนาคม 2519 มีคนบาดเจ็บล้มตาย แต่ก็ไม่สามารถจับมือระเบิดได้ คนที่ชุมนุมก็ยังจะเดินหน้าชุมนุมต่อไป

สี่ ในการเดินขบวน มีการร้องเพลง "สู้ไม่ถอย" ที่ท่านพบว่า เป็นเพลงผู้ก่อการร้ายเพื่อเอาไว้ปลุกใจทหารป่าจับอาวุธขึ้นต่อสู้กับทหารของประเทศ การร้องเพลง "สู้ไม่ถอย" ในการเดินขบวนใจกลางกรุงเทพฯนั้นถือเป็นการ "ตบหน้าคนไทยทั้งกรุงเทพฯ" เพราะคนที่เดินขบวนและร้องเพลงนั้นไม่ใช่คนไทยส่วนใหญ่ของประเทศ และคิดว่าคนไทยทั้งประเทศไม่ได้เห็นด้วยกับการเผยแพร่อุดมการณ์ดังกล่าว

ห้า ท่านกล่าวว่า มีการจัดนิทรรศการประวัติศาสตร์ที่บิดเบือนประวัติศาสตร์ โดยเอาพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมาตั้ง และมีข้อความใต้พระบรมฉายาลักษณ์ว่า "อาชญากรหมายเลขหนึ่ง" และกล่าวหาว่า "ท่านทำให้เสียดินแดน"

หก ท่านกล่าวว่า ถ้าฝ่ายตรงข้ามปกครองประเทศไทยได้ ฝ่ายตรงข้ามได้บอกไว้แล้วว่า จะเปลี่ยนชื่อแม่น้ำเจ้าพระยา เพราะคำว่า "เจ้าพระยา" เป็นชื่อ "ศักดินา" และจะเปลี่ยนชื่อแม่น้ำเจ้าพระยาเป็น "แม่น้ำประชาชน"

ผมขอยกมาเพียงหกประเด็นก่อนครับ และมีความคำถามที่อยากจะถาม "ทมยันตี" ดังต่อไปนี้

1. ในปี พ.ศ. 2519 ท่านไม่เห็นด้วยกับการที่นิสิตนักศึกษาขับไล่ฐานทัพของสหรัฐฯ ปัจจุบัน ท่านเห็นอย่างไรกับการที่สหรัฐฯและประเทศในยุโรปบางประเทศสนับสนุนการประท้วงของเยาวชนในฮ่องกง และถ้าเป็นจริงตามที่มีข้อมูลเผยแพร่ในขณะนี้ว่า สหรัฐฯและประเทศในยุโรปบางประเทศสนับสนุนการชุมนุมประท้วงของนิสิตนักศึกษาเยาวชนเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ และในการชุมนุมมีการเผาพระบรมฉายาลักษณ์ การจำลองกิโยตินตัดพระบรมฉายาลักษณ์ และมีการใช้ถ้อยคำหยาบคายสาปแช่งพระมหากษัตริย์รัชกาลที่เก้าและรัชกาลที่สิบ และพระบรมวงศานุวงศ์?

2. ท่านเห็นอย่างไรกับข้อกล่าวหาและข่าวลือที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ปัจจุบัน?

3. ท่านไม่เห็นด้วยกับการปัสสาวะรดธงชาติสหรัฐฯในวันชาติอเมริกา ในปี พ.ศ. 2519 ท่านเห็นอย่างไรต่อ การที่ผู้ชุมนุมร้องเพลงชาติฝรั่งเศส? และเห็นอย่างไรกับการยืนตรงในช่วงที่มีการเปิดเพลงชาติไทย ในปัจจุบัน?

4. ในปี พ.ศ. 2519 ท่านกล่าวว่า มีการปาระเบิดระหว่างการชุมนุมเดินขบวนครั้งใหญ่ในวันที่ 20 มีนาคม 2519 มีคนบาดเจ็บล้มตาย แต่ก็ไม่สามารถจับมือระเบิดได้ คนที่ชุมนุมก็ยังจะเดินหน้าชุมนุมต่อไป ท่านเห็นอย่างไรกับการปาระเบิดและใช้อาวุธระหว่างการชุมนุมที่ผ่านมาตั้งแต่ พ.ศ. 2549-2557 มีผู้คนบาดเจ็บล้มตาย

แต่ก็ไม่สามารถจับมือระเบิดหรือผู้ใช้อาวุธได้ คนที่ชุมนุมก็ยังจะเดินหน้าชุมนุมต่อไป?

5. ท่านเห็นอย่างไรต่อการชุมนุมตั้งแต่ พ.ศ. 2563-ขณะนี้ ที่ยังไม่เกิดกรณีมือมืดหรือมือที่สามขว้างระเบิดหรือใช้อาวุธทำร้ายผู้ชุมนุมจนมีผู้เสียชีวิต จะมีแต่การบาดเจ็บจากการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจคุมฝูงชนกับผู้ชุมนุม?

6. ในปี พ.ศ. 2519 ท่านกล่าวว่าเพลง “สู้ไม่ถอย” เป็นเพลงปลุกใจของพวกทหารป่าหรือผู้ก่อการร้าย ท่านคิดอย่างไรที่ในปี พ.ศ. 2556-2557 เพลง “สู้ไม่ถอย” ได้กลายเป็นเพลงปลุกใจของฝ่ายอนุรักษ์นิยม (กปปส.) ?

7.ท่านกล่าวว่า ในปี พ.ศ. 2519 มีการจัดนิทรรศการประวัติศาสตร์ที่บิดเบือนประวัติศาสตร์ โดยเอาพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมาตั้ง และมีข้อความใต้พระบรมฉายาลักษณ์ว่า "อาชญากรหมายเลขหนึ่ง" และกล่าวหาว่า "ท่านทำให้เสียดินแดน"

ถ้าคำกล่าวของท่านเป็นความจริง! ท่านเห็นอย่างไรกับการที่มีนักวิชาการที่เคยเป็นนักศึกษาที่เคลื่อนไหวในปี พ.ศ. 2519 แต่ไม่นานมานี้ เขากลับกล่าวในสิ่งที่ดูเหมือนจะตรงกันข้ามกับนิทรรศการที่จัดขึ้นเมื่อ 45 ปีที่แล้วว่า

"วาทกรรมและประวัติศาสตร์การ 'เสียดินแดน' เป็นประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยมตัวพ่อ คือ ทั้งทรงพลัง เป็นฐานอย่างหนึ่งที่มีส่วนก่อรูปก่อร่างความคิดชาตินิยมของไทยตั้งแต่เริ่ม และยังคงเป็นฐานรากค้ำจุนชาตินิยมของไทยมาจนทุกวันนี้ แถมยังเป็นฐานภูมิปัญญาไทยอย่างหนึ่งที่ให้กำเนิดอุดมการณ์ ความเชื่อ วาทกรรมชาตินิยมอีกมากมาย

ไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีเอกสาร power point ชุดหนึ่งแพร่หลายอย่างกว้างขวาง เสนอว่า 'ไทยเสียดินแดน' มาทั้งหมด 14 ครั้ง นี่เป็นตัวอย่างผลผลิตของประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยมตัวพ่อที่สามารถผลิต โฆษณาชวนเชื่อเหลวไหลได้อย่างไม่มีขีดจำกัด อ้างไปได้เรื่อยว่าปีนัง ทวาย มะริด ตะนาวศรี ฯลฯ เป็นของไทยแต่เสียไปตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 แม้แต่นักชาตินิยมรุ่นหลวงวิจิตรวาทการยังไม่เคยเพ้อเจ้อไปไกลขนาดนั้น คือในระยะแรกที่วาทกรรมการ 'เสีย ดินแดน' เริ่มปรากฏตัวนั้น อย่างมากก็เสนอว่าเสีย 3-5 ครั้งและทั้งหมดเกี่ยวข้องกับการแย่งชิงกับฝรั่งเศสในสมัยรัชกาลที่ 5 แต่ยิ่งนานวัน จำนวนครั้งและดินแดนที่อ้างว่าเสียไปกลับมากขึ้นทุกที เพราะตัวเลขเหล่านี้ไม่มีหลักฐานหลักเกณฑ์ใดๆทั้งสิ้น เป็นเพียงการมอมเมาให้ไพร่ราษฎรหลงผิดงมงายกับประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยม เอาความแค้นของเจ้ากรุงเทพฯและความคลั่งชาติมาเป็นความคิดของตน ยอมไปตายแทนเพื่อผลประโยชน์ของชนชั้นปกครองไทย

คนที่ยังหลงงมงายกับประวัติศาสตร์การ 'เสียดินแดน' ก็เท่ากับยังหลงเชื่อประวัติศาสตร์แบบที่เจ้ากรุงเทพฯและพวกอำมาตย์ชาตินิยม ต้องการ มีแต่คนที่รับใช้เจ้าจนตัวตายรับใช้เจ้านายห้วปักหัวปำเท่านั้นแหละที่เที่ยวป่าวร้องอยู่ในกรุงเทพฯ ให้ไพร่ราบทหารเกณฑ์ไปตายแทน

ชาตินิยมที่กำลังบ้าคลั่งอยู่ในขณะนี้ก็เป็นผลผลิตของประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยมเรื่อง 'เสีย ดินแดน' ปัญหาเขตแดนระหว่างประเทศเป็นมรดกตกทอดจากยุคอาณานิคมอย่างไม่ต้องสงสัย แถมยังมีอีกหลายแห่งรอบชายแดนประเทศไทย ไม่ใช่แค่ชายแดนกัมพูชา ที่ไม่มีทางแก้ตกง่ายๆ หรืออาจคาราคาซังแก้ไม่มีทางหมดสิ้นก็เป็นได้ เพราะรากเหง้าของปัญหามาจากระบบความสัมพันธ์ของรัฐแบบสมัยก่อนไม่ถือดินแดน ที่ชัดเจนตายตัว กับความสัมพันธ์แบบรัฐชาติสมัยใหม่ที่ถืออธิปไตยเหนือดินแดนที่ชัดเจนตายตัว เป็นเรื่องใหญ่ เข้ากันไม่ได้การวางตัวเป็นเจ้าพ่อใหญ่อย่างที่ทำ มาค่อนศตวรรษและกำลังทำอยู่ในขณะนี้ อย่างเก่งก็ชนะได้ชั่วคราว แล้วก็ต้องรบอีกครั้งแล้วครั้งเล่าโดยไม่ได้ช่วยให้ปัญหาคลี่คลายลงเลยสัก นิด และหากจะใช้วิธีนี้คงต้องรบกับเพื่อนบ้านทุกด้ายตลอดแนวชายแดน เพราะมีปัญหาทั้งนั้น

การป่าวร้องว่าเขตแดนเป็นมรดกตกทอดจากยุคอาณานิคม เราจึงต้องไม่ยอมรับแผนที่ฝรั่ง ศาลฝรั่ง เขตแดนแบบฝรั่ง และจึงชอบธรรมที่จะไปเอาดินแดนคืนมา นี่เป็นเหตุผลแบบราชาชาตินิยมวิปลาศแบบสุดๆ คือ ถือว่าไทยยังเป็นเจ้าพ่อที่อ้างความเป็นใหญ่และเป็นเจ้าของดินแดนที่ไม่เคย เป็นของตน นี่ก็เป็นผลผลิตของประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยมตัวพ่อ

คนที่กล่าวหาว่าคนอื่น 'โง่' 3-4 ชั้นหลงตามฝรั่งในเรื่องเส้นเขตแดนจนเสียดินแดนให้เขมร คือพวกเกลียดตัวกินไข่ เพราะ ชาติ ชาตินิยม อธิปไตยเหนือดินแดนแบบที่พวกเขาโฆษณาชวนเชื่ออยู่ ล้วนเป็นของที่ไทยรับเอามาจากฝรั่งทั้งนั้น ในเมื่อเราหลีกไม่พ้นที่จะต้องอยู่กับมาตรฐานความสัมพันธ์กันแบบรัฐชาติสมัย ใหม่ที่เริ่มมาจากฝรั่ง เราก็ควรรู้เท่าทัน รู้จักปรับตัว ไม่งมงายไปกับชาตินิยมหรือประวัิติศาสตร์อันตรายอย่างการ 'เสียดินแดน' คนพวกนี้เที่ยวกล่าวหาคนอื่นว่าหลงฝรั่ง แต่กลับเสพติดงมงายกับสิ่งอันตรายที่ฝรั่งยุคอาณานิคมและยุคฟาสซิสต์ทิ้งไว้ ให้สังคมไทย หยุดหลอกลวงประชาราษฎรไปตายแทนลัทธิราชาชาตินิยมเสียที หาทางออกที่มีอารยธรรมกว่าสงครามไม่ดีกว่าหรือ หรือว่าราชาชาตินิยมหมดท่าแล้ว จึงต้องใช้วิถีทางอนารยะบ้าคลั่งอย่างที่พยายามทำกันอยู่" (จาก ธงชัย วินิจจะกูล: "เสียดินแดน" เป็นประวัติศาสตร์หลอกไพร่ไปตายแทน Submitted on Tue, 2011-02-08 08:14 https://prachatai.com/journal/2011/02/33012จากบทความเดิมชื่อ: "เสียดินแดน" เป็นประวัติศาสตร์หลอกไพร่ไปตายแทน [เพราะ "ไทย" ไม่เคยเสียดินแดน])

8. ท่านกล่าวว่า ถ้าฝ่ายตรงข้ามปกครองประเทศไทยได้ ฝ่ายตรงข้ามได้บอกไว้แล้วว่า จะเปลี่ยนชื่อแม่น้ำเจ้าพระยา เพราะคำว่า "เจ้าพระยา" เป็นชื่อ "ศักดินา" และจะเปลี่ยนชื่อแม่น้ำเจ้าพระยาเป็น "แม่น้ำประชาชน"

ท่านคิดอย่างไรกับการที่ในปัจจุบัน มีคนไทยบางคนพยายามเปลี่ยนชื่อถนน "ราชประสงค์" เป็น "ราษฎร์ประสงค์" และ "ทวงคืนชื่อถนนวิภาวดีรังสิต ไม่ใช่ถนนของเจ้า แต่เป็นถนนของประชาชน" (01 สิงหาคม พ.ศ. 2564 เวลา 16:27 น https://www.thaipost.net/main/detail/111855)

เช่นกันครับ กว่าผมจะรู้ว่าควรจะตั้งคำถามเจ็ดข้อที่ว่าไปกับ "ทมยันตี" ก็สายไปเสียแล้ว ดังนั้น ผมเปิดให้ท่านผู้อ่านลองตอบแทนท่าน และตัวผมเองก็จะขอตอบในโอกาสต่อไป

ส่วนข้อ 9.ไม่ได้ถามใคร แต่จะตอบกรณีที่ฝ่ายตรงข้ามเข้าใจว่าชื่อแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นชื่อศักดินานั้น เพราะผมไปค้นที่มาของชื่อแม่น้ำเจ้าพระยา ได้ความดังนี้ครับ จาก สุจิตต์ วงษ์เทศ : "เจ้าพระยา" ในชื่อแม่น้ำเจ้าพระยา ได้จากเทวรูปขอม

วันที่ 16 มิถุนายน 2559 - 20:28 น. https://www.matichon.co.th/columnists/news_176994

เจ้าพระยา ในชื่อแม่น้ำเจ้าพระยา หมายถึงเทวรูป 2 องค์ ฝีมือช่างแบบขอม (เขมร) เมืองละโว้ (ลพบุรี) เจ้า คือ เทวรูปแบบขอม, พระยา คือ พญาแสนตาและพญาบาทสังฆกร พบที่คลองสำโรง (จ. สมุทรปราการ) ระหว่าง พ.ศ. 2034-2072 ต่อมา พระยาละแวกยกทัพตีอยุธยา หลังเสียกรุงครั้งแรก (พ.ศ. 2112) แล้วเชิญเทวรูป 2 องค์ ไปกัมพูชา ไม่รู้เอง แต่ผมรู้จากอาจารย์ 2 ท่าน คือ อ. รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล (ม. รามคำแหง) กับ อ. ประภัสสร์ ชูวิเชียร (ม. ศิลปากร)

เทวรูป 2 องค์ คนแต่ก่อนเรียกอย่างยกย่องด้วยคำเขมรศักดิ์สิทธิ์ว่า "กัมรเตง" แล้วเพี้ยนเป็น "พระประแดง"

เมืองพระประแดงแรกสุด (เป็นที่รู้กันมานานว่า) อยู่คลองเตย (กรุงเทพฯ) เคยย้ายไปอยู่ที่เมืองปากน้ำ (สมุทรปราการ) จึงเรียกปากน้ำว่าบางเจ้าพระยา ตั้งแต่ยุคสมเด็จ พระนารายณ์ฯแล้วเรียกปากแม่น้ำตรงนั้นว่า ปากแม่น้ำบางเจ้าพระยา นานเข้าจนทุกวันนี้ก็กร่อนเหลือว่า แม่น้ำเจ้าพระยา มีคำอธิบายโดยตรงของ อ. ประภัสสร์ ชูวิเชียร จะคัดมา ดังนี้

"บางเจ้าพระยา ชื่อเก่าก่อนแม่น้ำเจ้าพระยา" โดย ประภัสสร์ ชูวิเชียร

ชื่อของแม่น้ำเจ้าพระยา กล่าวกันว่ามาจากที่แม่น้ำนี้ไหลอกปากอ่าวตรงที่มีหมู่บ้านชื่อบางเจ้าพระยา ในสมัยโบราณ แต่เหตุใดจึงมีชื่อดังนั้น

เมื่อสมัยอยุธยา รัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 พ.ศ. 2041 พงศาวดารกล่าวว่าขณะที่ขุดลอกคลองสำโรงและคลองทับนางตรงใกล้ปากน้ำที่ตื้นเขินอยู่นั้น ได้ขุดพบเทวรูปสององค์ ชื่อพระยาแสนตา กับบาทสังขกร แล้วได้เคลื่อนย้ายไปประดิษฐานในเมืองใกล้ปากน้ำ ชุมชนนั้นจึงได้ชื่อว่า พระประแดง กลายมาจากคำว่า กมรเตง ที่แปลว่า เจ้า ใช้สำหรับเรียกเทวรูปของเขมรแต่โบราณ แม้พระยาละแวกขนกลับไปกัมพูชาในรัชกาลสมเด็จพระมหาธรรมราชาก็ยังมีความทรงจำกับชื่อที่ติดค้างอยู่กับพื้นที่ว่ามีความศักดิ์สิทธิ์อยู่ แม้จะผ่านลงมาจนถึงสมัยกรุงเทพฯ แล้วก็ตาม

ต่อมาแผ่นดินงอกทำให้ปากน้ำเคลื่อนออกไป จึงต้องลงไปสร้างชุมชนใหม่ให้ใกล้ปากน้ำยิ่งขึ้น มีหลักฐานว่าชื่อบางเจ้าพระยาอยู่ในเอกสารไทยและต่างชาติสมัยอยุธยาตอนปลาย ราว พ.ศ. 2200 ลงมา แต่เรียกกันในเอกสารทางการว่าเมืองสมุทรปราการ

เมื่อลองแปลความหมายของ พระประแดง ซึ่งมาจากคำว่า กมรเตง ในภาษาเขมรออกเป็นภาษาไทย ก็ได้คำว่า "เจ้า" ซึ่งหมายถึงผู้เป็นใหญ่ มาประกอบกับชื่อของหนึ่งในสองเทวรูปคือ พระยาแสนตา ก็จะได้คำว่า เจ้าพระยา โดยไม่ยาก

จึงเชื่อว่าคนชั้นหลังซึ่งได้ย้ายชุมชนที่ควบคุมปากน้ำ จากตำแหน่งที่เมืองพระประแดงเดิม (อยู่ตรงคลองเตย ตามข้อสันนิษฐานของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพและสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์) ลงมาอยู่ที่ปากน้ำใหม่ได้ติดเอาความทรงจำชื่อเมืองเก่าคือพระประแดงลงมาด้วย แต่ได้แปลความหมายของชื่อเมืองตามสัญลักษณ์สำคัญกลับออกมาเป็นภาษาปากคนไทย คือ บางเจ้าพระยา

ดังนั้นตามข้อสันนิษฐานนี้ ชื่อ(บาง)เจ้าพระยา จึงอาจมีที่มาจากชื่อเมืองปากน้ำรุ่นเก่าคือเมืองพระประแดง จากนั้นเมื่อชุมชนปากน้ำย้ายลงมาก็ยังเรียกชื่อตามเดิมเป็นบางเจ้าพระยาและคำว่าบางเจ้าพระยาหายไปเพราะถูกตั้งขึ้นเป็นเมืองสมุทรปราการในสมัยรัชกาลที่ 2 กลายมาเรียกปากน้ำเจ้าพระยา ก่อนใช้เป็นชื่อแม่น้ำทั้งสายอย่างน้อยตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 เป็นต้นมา(ท้องถิ่นมีชุมชน ในสยามรัฐรายวัน ฉบับวันพุธที่ 25 พฤษภาคม 2559)

ตกลง "ชื่อเจ้าพระยา" ไม่มีอะไรเกี่ยวกับ "ศักดินา"

ถ้า "ทมยันตี" ไม่จากไป ผมว่า ผมเองก็คงจะยังไม่รู้เรื่องอะไรที่เขียนไปข้างต้นนี้

การจากไปของ "ทมยันตี" ทำให้ได้ความรู้อยู่สองอย่าง อย่างแรกคือ บางอย่าง คนปัจจุบันเข้าใจอะไรได้ดีกว่าที่คนในอดีตเข้าใจ และอย่างที่สอง คือ บางอย่าง คนในอดีตเข้าใจอะไรได้ดีกว่าคนในปัจจุบัน ส่วนเรื่องบทบาทต่อเหตุการณ์วันที่ 6 ตุลา 2519 และหลังจากนั้น ผมกับลูกศิษย์จะขอรับไปศึกษาค้นคว้าต่อไป และอาจจะลงเอยเป็นประวัติศาสตร์ หกตุลา version ล่าสุด เหมือน "คู่กรรม" เอามาทำละครหรือภาพยนตร์ใหม่ทีไร ก็เป็น version ที่ต่างจากเดิม