เรียนรู้วิธีอยู่ร่วมกับโควิด 19

วันที่ 15 ก.ค. 2564 เวลา 16:28 น.
เรียนรู้วิธีอยู่ร่วมกับโควิด 19
โดย...ภุมรัตน์ ทักษาดิพงศ์

**************

เวลานี้ การติดตามข่าวการแพร่ระบาดรายวันของโควิด 19 ในไทย ดูจะเป็นหัวข้อความสนใจหลักของคนไทย ไปทางไหน เจอใคร ๆ ก็มักพูดกันถึงว่าวันนี้คนไทยอีกกี่คนที่ติดเชื้อโควิด 19 วันนี้ตายอีกกี่คน แต่ไม่ค่อยสนใจว่าคนป่วยที่ได้รับการรักษาหายแล้วทั้งหมดกี่คน วันนี้ รักษาหายไปอีกกี่คน อาจเป็นเรื่องปกติที่คนมักจะสนใจข่าวร้ายมากกว่าข่าวดี

เราจะได้ยินข่าวคลัสเตอร์ใหม่ ๆ เสมอ นอกเหนือจากคลัสเตอร์แคมป์แรงงานก่อสร้าง คลัสเตอร์ตลาดสด ที่มีคนไปรวมกันมากมายโดยเฉพาะตลาดสดที่คนจำเป็นต้องไปซื้ออาหารสดและแห้ง เพราะจะให้กินแต่อาหารร้านสะดวกซื้อเรื่อยไปก็เบื่อเหมือนกัน

สังเกตว่า คนไม่ค่อยมี่พูดในเชิงเห็นใจ สงสาร พวกหนุ่มสาวที่ขอบไปรวมกลุ่มดื่มกินกัน และติดโควิด 19 มีแต่สมน้ำหน้า ซึ่งก็มีเหตุผล หากดูกราฟแท่งของคนไทยที่ติดเชื้อโควิด 19 ปรากฏว่า คนอายุ 22-30 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่เพิ่งทำงาน กำลังห้าว ไม่กลัวอะไร คิดแต่ความสนุกสนาน หลังจากเลิกงานก็ต้องไปสังสรรค์กัน แท่งกร๊าฟขึ้นสูงมาก แสดงว่า ชีวิตของคนกลุ่มนี้บางพวกในช่วงก่อนและหลังการระบาดชองโควิด 19 ไม่ได้แตกต่างกันเลย หรือแตกต่างกันน้อยมาก

สำหรับคนวัยเกินนี้ตั้งแต่สามสิบกว่าขึ้นไป วัยกลางคน และวัยสูงอายุ สถิติการติดเชื้อน้อยมาก อาจเป็นเพราะคนกลุ่มนี้มีความรับผิดชอบแต่ครอบครัวและสังคมมากขึ้น ยิ่งแก่ยิ่งรู้จักป้องกันตนเอง หรือมีความรอบคอบมากขึ้น เพราะรู้ตัวดีว่าตนเองมีจุดอ่อนที่จะถูกโจมตีจากไวรัสตัวร้ายมากกว่าคนหนุ่มสาว จะเรียกคนแก่ว่าขี้กลัวก็ได้

เมื่อใดที่มีข่าวในหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับหนุ่มสาวไปเที่ยวดื่มกินในผับ หรือไปรวมกลุ่มกันแล้ว ติดโควิด มีแต่คนสมน้ำหน้า อย่างไรก็ดี เวลานี้พวกนี้ไปนั่งดื่มกินกันหลังเลิกงานน้อยลง อาจเป็นเพราะรัฐบาลสั่งปิดสถานบริการประเภทนี้ชั่วคราว หรือห้ามนั่งกินในร้าน

หรือคนกลุ่มนี้เริ่มกลัวตายขึ้นมา เพราะตนเองเพิ่งดูโลกได้เพียง 30 ปีบวกลบ ยังมีสิ่งที่เขายังไม่ได้พบเห็นอีกมากมาย โลกยังมีสิ่งที่สวยงามอีกมาก ที่สำคัญคือ เริ่มกลัวว่าจะเป็นตัวนำเชื้อไปติดพ่อแม่ญาติพี่น้องที่บ้าน

ในช่วงเวลาสองสามเดือนที่ผ่านมา มีการพูดและวิตกกันมากขึ้นถึงไวรัสตัวใหม่ แต่ก่อนเราเจอแต่สายพันธ์ “อัลฟ่า” ซึ่งมีต้นตอมาจากอังกฤษ วัคซีนที่จัดหามาก็เพื่อฆ่าไวรัสสายพันธ์นี้ แต่เวลานี้ เราเจอสายพันธ์ “เดลต้า” ซึ่งมีต้นตอมาจากอินเดีย ซึ่งรุนแรงกว่า รักษายากกว่า บางคนบอกว่า ร้ายไม่แพ้แขกปล่อยเงินกู้ เพราะสามารถแพร่กระจายได้เร็ว บางคนพูดว่า เพียงเดินผ่านกัน เชื้ออินเดียก็สามารถกระโดดเกาะติดเราได้อย่างรวดเร็วภายใน 10 วินาที อีกทั้งวัคซีนที่มีก็เอาเชื้อตัวนี้ไม่อยู่ ต้องเร่งพัฒนาวัคซีนตัวใหม่

ต้นเดือนมีนาคม 2464 ที่ผ่านมา อัตราการติดเชื้อในอินเดียลดลงมากจากผู้ติดเชื้อใหม่วันละ 97,000 รายในเดือนกันยายน 2563 เหลือเพียง 15,000 รายในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 ทำให้รัฐมนตรีอินเดียประกาศว่า อินเดียสามารถสร้าง “ภูมิคุ้มกันหมู่” ได้แล้ว และโควิด 19 คงไปไม่รอดหลังจากที่โลกคิดค้นวัคซีนตัวใหม่ แต่ที่ไหนได้ สี่เดือนต่อมาในเดือนกรกฎาคม 2564 ผู้ป่วยใหม่ในอินเดียเพิ่มเป็นวันละ 4 แสนราย ซึงถือว่าสูงที่สุดในโลก ซ้ำยัง “ส่งออก” วัคซีนเชื้ออินเดียไปประเทศอื่น รวมทั้งไทย

แม้แต่วัคซีนก็ยังถูกโยงเป็นปัญหาการเมืองจนได้ วัคซีนยี่ห้อแอสตร้าเซเนก้าเหมือนกัน แต่ถ้าแขกผลิต แขกฉีด มีข่าวว่า อังกฤษไม่ยอมรับให้เข้าประเทศ ต้องเป็นแอสตร้า เซเนก้า ของอังกฤษเท่านั้น ไม่ทราบว่าต่อไปคนฉีกแอสตร้า เซเนก้า ที่ไทยผลิต จะเดินทางเข้าองกฤษได้หรือไม่

กลับมาที่โควิด 19 สายพันธ์อินเดีย กล่าวกันว่า สายพันธ์นี้เข้ามาไทยครั้งแรกโดยติดมากับคนไทยชายแดนภาคใต้ที่ไปทำมาหากินในมาเลเซีย พอมาเลเซียล็อคดาวน์ คนเหล่านี้ก็เดินทางกลับไทยและบางคนนำเชื้อสายพันธ์อินเดียกลับมาแพร่ระบาดกับญาติพี่น้อง ชุมชนก่อนระบาดไปในจังหวัดชายแดนภาคใต้

นอกจากเจอเชื้อแขกอินเดีย มีข่าวว่าเชื้อไวรัสอเมริกาใต้เริ่มระบาดมาถึงเมืองไทยแล้ว กล่าวกันว่าเชื้อตัวนี้ร้ายกว่าเชื้อแขกอินเดียเสียอีก ไม่ทราบว่า อเมริกาใต้ซึ่งอยูห่างจากเมืองไทยตั้งไกลแต่เชื้อตัวนี้เข้ามาเมืองไทยได้อย่างไร พูดกันเล่นๆ ว่า เชื้ออเมริกาใต้คงอยากมาเที่ยวเมืองไทยเพราะได้ยินว่าเมืองไทยสวยมาก ใครก็อยากมาเที่ยว แต่คงไม่รู้ว่า เวลานี้เมืองไทยยังล็อคดาวน์ ยังไม่เปิดประเทศให้นักท่องเที่ยวเข้ามา ยกเว้นที่ “ภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์” แห่งเดียว ไม่รู้ว่าเชืออเมริกาใต้ตัวนี้แอบเข้ามาได้อย่างไร

พูดกันเล่น ๆ ไม่ให้เครียดเกินไปว่า เชื้อโควิด 19 เชื้อสายอังกฤษ อินเดีย อเมริกาใต้ ลักลอบเข้าเมืองเพราะไม่มีหนังสือเดินทาง ไม่มีวีซ่าเข้าเมืองจากสถานทูตไทย ไม่ได้เข้าไทยผ่านช่องทางปกติหรือช่องทางที่กำหนดให้ แต่แฝงเข้ามาในร่างกายของผู้เดินทางโดยเฉพาะพวกที่สายพันธ์อินเดียที่ลักลอบเข้าเมืองผ่านช่องทางธรรมชาติตามชายแดนทางใต้ติดกับมาเลเซีย

ไวรัสโควิด 19 เป็นเชื้อที่สามารถพัฒนาตัวเองได้ตลอดเวลา หรือที่เรียกว่าเชื้อกลายพันธ์เช่น เริ่มต้นเป็นเชื้อสายพันธ์อังกฤษ ต่อมาอาจพัฒนาเป็นสายพันธือื่นได้ เล่นเอาบรรดาคุณหมอของเราปวดหัวไปตามๆ กัน

ล่าสุด เพิ่งได้ยินว่า ไทยเจอ “ โควิดสายพันธ์ลูกผสม ” ที่ร้ายกว่าเก่า คือ สองสายพันธ์เช่น สายพันธ์อังกฤษและอินเดียอยู่ในร่างเดียว ผู้ป่วยคนเดียวเจอทั้งสายพันธ์อังกฤษและสายพันธ์อินเดีย ทำให้รักษาได้ยากขึ้น ต่อไปเชื้ออาจพัฒนาเป็นสายพันธ์ลูกผสมอินเดียกับอเมริกาใต้ หรืออเมริกาใต้กับอังกฤษ ฯลฯ หรือมีสายพันธ์ใหม่ๆแปลกปลอมเข้ามาก็ได้

แบบนี้หมอก็เหนื่อย ส่วนคนไข้คงไม่รอด หมอต้องหาวิธีการสู้กับเชื้อร้ายพวกนี้ต่อไป

คนไทยมีลักษณะพิเศษประการหนึ่งคือปรับตัวได้เร็ว เมื่อโควิดโจมตีแบบกองโจร หมอก็ต้องปรับวิธีรักษากันใหม่ โดยการ “ ฉีดวัคซีนไขว้ “ เช่น ฉีดวัคซีนเข็มแรกเป็นซิโนแวค จึงปรับใหม่ แทนที่เข็มสองจะเป็นซิโนแวคแบบเดิม ก็ฉีดแอสตร้าเซเนก้าเป็นเข็มสองแทน โดยอ้างทางวิชาการว่า จะรักษาเชื้อลูกผสมได้ดีกว่า

เล่นเอา “องค์การอนามัยโลก” โวยวาย โดยเกรงว่าอาจเกิดอันตรายเพราะยังไม่มีการทดลองและพิศูจน์ว่าวิธีการนี้จะได้ผลมากน้อยเพียงใด แต่องค์การอนามัยโลกมีข้อเสนอว่า เข็มแรกเป็นแอสตร้าเซเนก้าของอังกฤษ เข็มสองควรเป็นไฟเซอร์ของอเมริกัน ก็โอเค. แต่ไม่เอาวัคซีนจีน สรุปแล้วก็คือ ไม่เชื่อใจวัคซีนจีนนั่นเอง ทั้งที่คนจีนหลายร้อยล้านคนฉีดวัคซีนจีน ทุกอย่างก็เรียบร้อย

วัคซีนกลายเป็นเรื่องการเมืองของฝรั่งไปแล้ว แม้เป็นวัคซีนฝรั่ง แต่ถ้าไม่ผลิตในเมืองฝรั่งก็ไม่โอเค เพราะมีข่าวว่า อังกฤษไม่ยอมให้คนอินเดียที่ฉีดแอสตร้าซินิก้าที่ผลิตโดยอินเดียเข้าประเทศ โดยอ้างว่า ต้องแอสตร้าซินิก้าที่อังกฤษผลิตเท่านั้นจึงจะใช้ได้ ทำให้คนไทยสงสัยว่า หากคนไทยได้รับการฉีดวัคซีนแอสตร้าเซเนก้าที่ผลิตในไทย เดินทางเข้าอังกฤษ อังกฤษจะยอมรับหรือไม่ จะให้เข้าเมืองหรือไม่

ไทยรับฟังข้อสังเกตขององค์การอนามัยโลก แต่อย่าเพิ่งไปเชื่อทั้งหมด อยู่ที่แพทย์ไทยตัดสินใจเองเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของคนไทยและประเทศไทย และแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน หากรอองค์การอนามัยโลก กว่าถั่วจะสุก งาก็ไหม้ คนไทยคงตายกันเป็นระนาว แพทย์ไทยจะตัดสินใจอย่างไร เราเอาด้วย

เมื่อเชื้อพัฒนาตัวเองแบบสงครามนอกแบบ หรือสงครามกองโจร เราก็ต้องใช้วิธีนอกแบบสู้กัน คล้ายกับสมัยที้เราสู้กับสงครามกองโจรคอมมิวนิสต์ ทหารไทยก็ต้องปรับยุทธศาสตร์ยุทธวิธีสู้

ฟังคุณหมอเล่าว่า ถึงแม้เชื้อไม่กลายพันธ์ แต่เมื่อเช็คภูมิคุ้มกันของคุณหมอ คุณพยาบาลที่ฉีดวัคซีนแบบเดียวกัน ปรากฏว่าภูมิคุ้มกันลดลง ซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิตของบุคคลากรทางการแพทย์และสาธารณะสุขที่อยู่แนวหน้า และต้องคลุกคลีกับคนไข้เกือบ 24 ชั่วโมง ดังนั้น หมอก็ต้องปรับวิธีการสู้กับโรคร้ายที่พัฒนาวิธีโจมตีตลอดเวลา

อาทิ การฉีดยาเข็มสองที่คนละยี่ห้อกับเข็มแรก เช่น เข็มแรกเป็นซิโนแวค เข็มสองก็เป็นแอสตร้าเซเนก้า เพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกัน และอาจต้องฉีดเข็มที่สามเพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันกับคุณหมอ คุณพยาบาล บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณะสุขทั้งหลายซึ่งเป็นด่านหน้าในการสู้กับโรคร้าย

บางคนหาว่าหมอ พยาบาลเห็นแก่ตัว ได้ฉีดวัคซีนมากกว่าคนอื่น แต่ผู้เขียนและพวกยกมือเชียร์เต็มที่เพราะเห็นเหตุผลและความจำเป็นดังที่กล่าวมาแล้ว ชีวิตของบุคคลากรทางการแพทย์และสาธารณะสุขหนึ่งคนมีความหมายต่อชีวิตของประชาชนอีกหลายคน คุณหมอ คุณพยาบาลที่มีชีวิตอยู่สามารถรักษาผู้ป่วยได้อีกหลายสิบหลายร้อยคน แต่จะคัดค้านหากนักการเมืองมาแย่งวัคซีนไปฉีดให้ประชาชนในจังหวัดตนเพื่อหาเสียง หรือให้เป็น “ภูเก็ต 2” ดึงนักท่องเที่ยวจากนอกประเทศเข้ามา และตนได้ประโยชน์จากธุรกิจที่รองรับไว้ทั้งหมด จนทำให้แผนการจัดสรรวัคซีนรวนเรไปหมด แบบนี้เราไม่เอาด้วย

อีกประเด็นหนึ่งที่อยากเขียนถึง คือ การขาดแคลนเตียงว่างรองรับผู้ป่วยรายใหม่ เพราะจำนวนผู้ป่วยใหม่มีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนทำให้เตียงในโรงพยาบาลหลักและโรงพยาบาลสนามมีไม่พอสำหรับผู้ป่วยใหม่ แม้มีการขยายเตียงเพิ่มเติมก็ยังไม่พอ

เป็นเรื่องเข้าใจได้เพราะมนุษย์คนแรกที่คนป่วย (ไม่ว่าจะป่วยด้วยโรคอะไร) นึกถึง คือ คุณหมอ เรียกว่าถ้าได้เจอคุณหมอ ก็มีกำลังใจขึ้น ยิ่งกรณีของไข้หวัดโควิด 19 คนทุกคนย่อมกลัวตายด้วยกันทั้งนั้น การได้อยู่ใกล้คุณหมอ หรือคุณพยาบาล คนไข้ย่อมมีกำลังใจ การได้นอนเตียงโรงพยาบาล หรือโรงพยาบาลสนามซึ่งใกล้กับคุณหมอและคุณพยาบาล คนไข้คิดว่าน่าจะมีโอกาสรอดมากกว่า

คนไข้ที่ได้รับการดูแลรักษาจนหายป่วยกลับบ้านได้ นั่นหมายถึงว่า เตียงจะว่างและสามารถรับผู้ป่วยคนใหม่ได้ ( ถ้าผู้ป่วยตาย เตียงก็ว่างเหมือนกัน ) ดังนั้น สถิติของผู้ป่วย ( ไม่ว่าจะอยู่ที่บ้านหรืออยู่ที่โรงพยาบาล ) หากได้รับการรักษาจนหาย จึงเป็นตัวเลขที่น่าสนใจมากกว่ามาดูว่าคนตายแต่ละวันเป็นจำนวนเท่าใด

แค้ก็ต้องเข้าใจด้วยว่า คุณหมอ คุณพยาบาล ทุกคนเหนื่อยกันเต็มที่แล้ว ทำงานมาตลอดหลายเดือนจนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน แม้กำลังใจยังเข็มแข็ง พร้อมสู้ แต่ร่างกายก็ล้าเต็มที อะไรที่เราพอช่วยกันลดภาระคุณหมอ คุณพยาบาล ได้ ก็ควรทำ

อย่างน้อยคนไทยอย่าพูดอะไรด้วยอารมณ์ที่ทำร้ายหรือกระทบจิตใจของคุณหมอและคุณพยาบาล หรือใช้วิธีการด่าหมอเพื่อให้กระทบรัฐบาล ตรงกันข้าม เราต้องช่วยให้กำลังใจท่านเหล่านี้ อะไรที่เราพอจะช่วยตัวเองได้ก็ต้องทำก่อน เพื่อลดภาระของคุณหมอ คุณพยาบาล และอย่ารอแต่วัคซีนหรือยาฝรั่งอย่างเดียว ในเคสนี้ สมุนไพรไทยถูกพูดถึงมากขึ้น

จริงอยู่ เราอยากได้ยาและวัคซีนของฝรั่งซึงใช้เทคโนโลยีในการวิจัยและผลิต ช่วยไม่ให้คนไข้เจ็บป่วยรุนแรงหรือต้องนอนโรงพยาบาล หากนอนก็ไม่ถึงกับตาย ถ้าตายก็หมายถึงเกินเยียวยาแล้ว เราลองหันมาสำรวจของดีทีคนไทยมีอยู่ ที่สามารถนำมาใช้เสริมยาฝรั่งในการป้องกันและรักษาได้

สรรพคุณของสมุนไพรไทยหลายชนิดมีตั้งแต่เสริมภูมิต้านทาน หรือเป็นเกราะสู้กับโควิด 19 และรักษาโรคในระยะแรกได้ ป้องกันไม่ให้อาการรุนแรงถึงกับเชื้อเข้าปอด ทั้งนี้ สมุนไพรไทยได้รับการพิศูจน์โดยแพทย์สมัยใหม่ของไทยเรียบร้อยแล้ว ( ซึ่งถือว่าเป็นกรณีพิเศษหรือมีน้อยครั้งมากที่แพทย์สมัยใหม่ยอมรับสมุนไพรไทย หากใครเริ่มรู้ตัวหรือสงสัยว่าจะติดโควิด 19 ถ้าหาหมอได้ก็รีบไปหาหมอ ถ้าหาเตียงได้ ไม่ว่าจะเป็นที่โรงพยาบาลหลัก โรงพยาบาลสนาม ก็รีบไปเลย (สำหรับโรงพยาบาลเอกชนคงไม่มีปัญหาหากเงินถึง) แต่ถ้ายังไม่ได้เตียงก็ไม่ต้องโวยวาย ขอให้กักตัวอยู่ที่บ้าน ใช้สมุนไพรไทย เช่น ฟ้าทะลายโจร ซึ่งแพทย์แผนปัจจุบันยอมรับชัดเจนว่าสามารถรักษาโควิด 19 ในระยะเริ่มแรกได้เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อลงปอด

มีการเผยแพร่ผ่านสื่อออนไลน์ ทั้งในรูปของอินโฟกราฟฟิคซึ่งเข้าใจง่าย และคำอธิบาย โดยแพทย์แผนปัจจุบัน ถึงสรรพคุณของสมุนไพรไทยบางชนิด ให้เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันและการรักษาทางเลือกในระยะเริ่มแรก ( แต่ก็ต้องหาทางไปพบแพทย์แผนปัจจุบันให้ได้ )

คนไทยในต่างประเทศต่างพึ่งพาฟ้าทะลายโจรตั้งแต่ก่อนโควิด 19 ระบาด เพราะกินแก้เจ็บคอ ฯลฯ ได้ดี กระทรวงต่างประเทศไทยยืนยันว่าได้รับรายงานจากสถานทูตไทยในประเทศต่าง ๆ ว่า คนไทยในประเทศนั้นๆยืนยันว่า ฟ้าทะลายโจรรักษาโควิด 19 ในระยะเริ่มต้นได้ดี หากมีน้ำขิงร้อน ๆ ก็ดื่มเข้าไป กระชายขาวได้รับการพิศูจน์ว่า กินไว้ก่อนเป็นการสร้างภูมิคุ้มกัน บ้างก็ว่าสามารถรักษาโควิด 19 ได้

แพทย์แผนปัจจุบันได้ยอมรับแล้วว่า ยาไทยดังกล่าวป้องกัน บรรเทา และรักษาโรคดังกล่าวได้ดี ทั้งที่แพทย์แผนปัจจุบันไม่ค่อยยอมรับยาไทย แต่คราวนี้แพทย์แผนปัจจุบันยืนยันว่าหลังจากการทดลองในห้องทดลองแล้ว ยาไทยบางตัวสามารถรักษาโควิด 19 ได้ดี

ครูอาจารย์ด้านแพทย์แผนไทยออกมาประกาศยืนยันผ่านสื่อโซเชียลถึงประสิทธิภาพของฟ้าทะลายโจร กระชายขาว ขิง ฯลฯ ว่ารักษาโรคร้ายนี้ได้ อย่างไรก็ดี ให้ถือว่าสมุนไพรไทยเป็นการเสริมยาฝรั่ง ถ้าหายาฝรั่งไม่ได้ก็ใช้ยาไทยเหล่านี้ไปก่อนได้ แต่การใช้ก็ต้องฟังคำแนะนำจากแพทย์ เพราะเคยมีคนใช้กระชายขาวบำรุงร่างกายแล้วได้ผลดี จึงดื่มน้ำกระขายแทนน้ำ เพียงวันสองวันต้องส่งโรงพยาบาล เพราะเลือดหนืดและกระทบต่อตับ

ในสื่อโซเชียล มีการทำอินโฟกราฟฟิคเผยแพร่ยาไทยเหล่านี้แบบเข้าใจง่าย ถึงประสิทธิภาพของยาไทยแต่ละชนิด วิธีการใช้ ฯลฯ

มีข่าวว่า กรมราชทัณท์สั่งให้เรือนจำทั่วประเทศนโยบายปลูกฟ้าทะลายโจร ซึ่งนำมาใช้ในการช่วยนักโทษที่อยู่กันอย่างแออัดบรรเทาอาการไข้หวัดโควิด 19 ในระยะเริ่มต้น ไม่ให้มันพัฒนาจนเป็นอันตรายต่อชิวิต ในการนี้ รัฐบาลควรส่งเสริมให้ประชาชนแต่ละครัวเรือนปลูกฟ้าทะลายโจร กระชาย ขิง ข่า ฯลฯ นอกจากใช้ในการปรุงอาหารแล้ว ยังใช้เสริมภูมิต้านทาน รักษาโควิด 19 ได้ด้วย เสริมกับยาฉีดยี่ห้อต่าง ๆ

เวลานี้ ราคาฟ้าทะลายโจร ขิง ข่า กระชาย ฯ ทั้งของสดและที่แปรรูปเป็นยาแล้ว ราคาพุ่งพรวดตามหลักซัพพลายดีมานด์ ใครปลูกพืชพวกนี้จะรวยกันก็หนนี้ละ

นอกจากนั้น มีข่าวว่าไทยสามารถผลิตยา “ ฟาวิพิราเวียร์ “ ได้เองแล้วซึ่งจะทำให้ราคาถูกลง ยาตัวนี้ใช้รักษาโรคโควิด 19 ซึ่งรัฐควรผลิตให้มากและแจกจ่ายให้คนที่ติดเชื้อ และประชาชนสามารถหาซื้อได้ในราคาถูก

เวลานี้มีอุปกรณ์ตรวจเชื้อที่ประชาชนสามารถซื้อเพื่อนำมาตรวจหาเชื้อได้ด้วยตัวเองและรู้ผลเร็ว ซึ่งเป็นการแบ่งเบาภาระของบุคคลากรด้านสาธารณะสุข (ในอังกฤษ เขาแจกให้นักเรียนมัธยมเพื่อตรวจเช็คตัวเองที่บ้าน ก่อนจะไปโรงเรียนก็เช็คตัวเองก่อน ซึ่งทำได้ง่าย ไม่ยุ่งยากแต่อย่างใด เป็นการสอนให้เด็กรู้จักรับผิดชอบตัวเองด้วย )

เมื่อเรายังเอาชนะ “ โควิด 19 ” ไม่ได้ เราก็ต้องอยู่กับมันและรู้ทันมัน ควบคุมมันไม่ให้เป็นอันตรายต่อเรา ประชาชนควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ พยาบาล ใส่หน้ากาก เป็นพื้นฐาน มีอุปกรณ์ตรวจโควิดซึ่งราคาไม่แพงนักซึ่งเป็นการแบ่งเบาภาระของบุคคลากรทางการแพทย์ พร้อมกับมีเครื่องป้องกันไม่ให้มันทำอันตรายกับเราได้ พร้อมกับเครื่องมือ อุปกรณ์ป้องกันไม่ให้มันทำอันตรายเราได้ รัฐผลิตยาฟาวิพิราเวียร์แจกจ่ายหรือขายให้ประชาชนในราคาถูก ประชาชนใช้สมุนไพรไทยในการเสริมภูมิคุ้มกัน และในการรักษาโรคในระยะเริ่มต้น

จะฉีดยาฝรั่งก็ฉีดกันไป จะกินยาฝรั่งก็กินกันไป แต่สมุนไพรไทยราคาถูกกว่า ได้ผลไม่น้อยกว่ายาฝรั่งในการเสริมภูมิคุ้มกันและรักษาในระยะเริ่มแรก อย่าปล่อยให้ช้าจนกระทั่งเชื้อเข้าปอด ถึงเวลานั้น อาจเป็นการสายเกินไป

หากได้วัคซีนมาเพิ่ม ผู้เขียนสนับสนุนให้ฉีดแก่คุณหมอ พยาบาล บุคลากรด้านสาธารณะสุขก่อน เราต้องหาเครื่องป้องกันให้ “นักรบแนวหน้า “ ก่อน เพื่อสามารถยืนหยัดสู้กับสัตรูและปกป้องประชาชน เวลานี้ บุคลากรทางแพทย์ติดเชื้อแล้วกว่า 700 คน

ในขณะที่การแพทย์และสาธารณะสุข ช่วยคนไม่ได้ทุกคน เรายังไม่มีวัคซีนที่จะฉีดให้กับทุกคน แต่รัฐบาลได้จัดซื้อจัดหาแล้ว คงใช้เวลาสักระยะหนึ่งกว่าจะมาถึง ในช่วงที่รอ เราลองมาใช้สมุนไพรไทยที่พิศูจน์โดยแพทย์แผนโบราณและแพทย์แผนปัจจุบันว่าสามารถเพิ่มภูมิคุ้มกันและลดความเสี่ยงต่อชีวิตกับผู้ป่วยได้ถ้ารู้จักใช้

สิ่งเหล่านี้ทำได้จริง และต้องลงมือทำตั้งแต่บัดนี้

ถ้าเราร่วมมือกัน อีกไม่นานเราก็จะผ่านวิกฤตินี้ไปได้พร้อมกับเพื่อนร่วมโลกของเรา ข้อสำคัญคือ “อย่าประมาท” และ “อย่าหูเบา” จนตกเป็นเหยื่อการโฆษณาชวนเชื่อของคนประเภทมือไม่พาย แต่เอาเท้าราน้ำ รัฐจัดหาวัคซีนแบบนี้ให้ก็ไม่เอา จะเอาแบบโน้น ได้แบบโน้นก็จะเอาแบบนั้น มีการปล่อยข่าวเท็จต่าง ๆ นานา โดยไม่คำนึงว่าบ้านเมืองกำลังอยู่ในภาวะวิกฤติ คิดอย่างเดียวว่าทำอย่างไรจะล้มลุงตู่ให้ได้

เรื่องโควิดนี้ยาว เอาไว้คุยกันต่อในสัปดาห์หน้า ( จบ )