เปรียบเทียบการปฏิรูปการเมืองการปกครองญี่ปุ่น-ไทย (ตอนที่สิบสี่): รุสโซแห่งตะวันออก:แกนนำพรรคเสรีนิยมญี่ปุ่น

วันที่ 07 มิ.ย. 2564 เวลา 12:10 น.
เปรียบเทียบการปฏิรูปการเมืองการปกครองญี่ปุ่น-ไทย (ตอนที่สิบสี่): รุสโซแห่งตะวันออก:แกนนำพรรคเสรีนิยมญี่ปุ่น
โดย...ไชยันต์ ไชยพร     

********************

ในช่วงที่พรรคเสรีนิยมของญี่ปุ่นก่อตั้งขึ้น (ก่อตั้ง พ.ศ. 2424) รัฐบาลในขณะนั้นคือรัฐบาลเมจิที่รื้อฟื้นพระราชอำนาจองค์พระจักรพรรดิกลับคืนมาจากพวกโชกุน รัฐบาลเมจิมีความระแวงสงสัยว่าพรรคเสรีนิยมต้องการจะเปลี่ยนญี่ปุ่นให้เป็นสาธารณรัฐ ยกเลิกสถาบันพระจักรพรรดิ แม้ว่าพรรคจะออกหน้าประกาศว่าจะยึดมั่นในเสรีประชาธิปไตยและระบอบการปกครองที่มีพระจักรพรรดิอยู่ใต้รัฐธรรมนูญก็ตาม

ผมเลยสงสัยว่า อะไรเป็นแรงจูงใจให้รัฐบาลเมจิระแวงเช่นนั้น ผมจึงได้เริ่มต้นทำการสำรวจภูมิหลังและความคิดทางการเมืองของแกนนำพรรค และทำไปได้แล้วหนึ่งคน นั่นคือ อิตางากิ ไทสุเกะ ผู้เป็นหัวหน้าพรรค และพบว่า เขาได้รับอิทธิพลความคิดทางการเมืองของนักคิดชาวอังกฤษที่ชื่อ จอห์น ล็อก (John Locke) ล็อกไม่ได้ปฏิเสธสถาบันกษัตริย์ แต่เขาจะยอมรับการปกครองที่มีกษัตริย์ได้ก็ต่อเมื่อที่มาและการใช้อำนาจเป็นไปตามทฤษฎีการเมืองของเขา นั่นคือ กษัตริย์ต้องมีอำนาจจำกัดและใช้อำนาจตามฉันทานุมัติที่ตกลงกันไว้กับประชาชน หากกษัตริย์ใช้อำนาจเกินขอบเขตและไม่รู้ที่มาที่ไปของการใช้อำนาจ ล็อกจะถือว่ากษัตริย์นั้นผิดสัญญาหรือกบฏต่อประชาชน ประชาชนไม่จำเป็นต้องเชื่อฟังอีกต่อไป และกษัตริย์พระองค์ก็หาใช่กษัตริย์อีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นทรราชไปแล้ว

เมื่อไทสุเกะรับอิทธิพลจากล็อก เขาก็น่าจะยังยอมรับสถาบันพระจักรพรรดิได้ตราบเท่าที่พระองค์ไม่ผิดสัญญาประชาคม ดังนั้น ถ้าจะบอกว่า เขามีความคิดล้มเจ้าล้มจักรพรรดิ ก็ไม่เชิง จะยอมรับเฉยๆก็ไม่ได้  แต่ต้องมีเงื่อนไข

คราวที่แล้วได้สำรวจแกนนำพรรคอีกคนหนึ่งไปคือ นากาเอะ โชมิน พบว่าเขาได้รับฉายาว่า “รุสโซแห่งแดนตะวันออก” เพราะเขาเป็นคนญี่ปุ่นคนแรกที่แปลหนังสือของ ฌอง ฌาค รุสโซ (Jean-Jacques Rousseau) นักคิดทางการเมืองชาวฝรั่งเศส และเป็นผู้มีอิทธิพลต่อการปฏิวัติฝรั่งเศส เมื่อพูดถึงการปฏิวัติฝรั่งเศส ก็ย่อมนึกถึงการตัดพระเศียรพระเจ้าหลุยส์ที่สิบหก และก็มักจะพลอยคิดไปด้วยว่า รุสโซไม่เอากษัตริย์ ความจริงไม่ใช่เช่นนั้น หากพิจารณาข้อเขียนอันโด่งดังของเขานั่นคือ “สัญญาประชาคม” (the Social Contract) ที่เป็นหนึ่งในหนังสือของรุสโซที่โชมินแปลตอนที่เรียนอยู่ที่ฝรั่งเศส จะพบว่า รุสโซยอมรับการปกครองที่มีกษัตริย์ แต่เช่นกันเหมือนล็อก คือ การปกครองโดยกษัตริย์จะเป็นที่ยอมรับได้ก็ต้องมีเงื่อนไข ซึ่งถ้ากล่าวอย่างหยาบๆ เงื่อนไขของรุสโซก็ไม่ต่างจากล็อก นั่นคือ ที่มาและการใช้อำนาจของกษัตริย์จะต้องมีเงื่อนไข แต่เงื่อนไขของรุสโซคือ  “เจตจำนงทั่วไปหรือเจตจำนงร่วม” (General Will) และที่มาของเจตจำนงร่วมนี้ก็คือ เจตจำนงของประชาชน  แต่รุสโซก็บอกไว้ให้งงด้วยว่า เสียงข้างมากของประชาชนไม่จำเป็นจะต้องเป็นเจตจำนงร่วม เพราะมันอาจจะเป็นเพียงผลร่วมจำนวนมากของความเห็นแก่ตัวก็ได้ !

การที่โชมินได้รับอิทธิพลรุสโซ ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับคนที่ไปเรียนทางด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ที่ฝรั่งเศส และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ไปเรียนปรัชญา ประวัติศาสตร์และวรรณคดีฝรั่งเศส  เพราะในทางปรัชญา รุสโซย่อมมีอิทธิพลอยู่แล้ว ยิ่งวรรณคดีฝรั่งเศส รุสโซยิ่งมีอิทธิพลเข้าไปใหญ่ เพราะการใช้ภาษาของเขานั้นสละสลวย แหลมคม งดงามยิ่ง  ที่ผมกล่าวเช่นนั้น ไม่ใช่ว่าตัวเองจะรู้เรื่องวรรณคดีฝรั่งเศส เพราะแม้แต่ภาษาฝรั่งเศสก็ยังไม่รู้เลย แต่ที่สามารถกล่าวเช่นนั้นได้ ก็เพราะขนาดมีคนแปลงานของรุสโซมาเป็นภาษาอังกฤษ ความสละสลวย แหลมคม งดงามก็ยังคงอยู่ในเห็นได้อย่างชัดเจน  ดังนั้น คนที่ไปเรียนฝรั่งเศสอย่างโชมิน จึงไม่แปลกที่จะประทับใจกับภาษาและความคิดของรุสโซ

แต่ที่แปลกคือ ไม่เข้าใจว่า กระทรวงยุติธรรมของญี่ปุ่นส่งเขาไปเรียนทางด้านปรัชญา ประวัติศาสตร์และวรรณคดีฝรั่งเศสทำไม ?

อย่างไรก็ตาม ในที่สุดแล้ว โชมินก็หนีไม่พ้นที่จะต้องไปเข้าโรงเรียนกฎหมายที่ฝรั่งเศส แต่เป็นโรงเรียนกฎหมายสำหรับนักเรียนต่างชาติที่ตั้งอยู่ในกรุงปารีส

หลังจากเรียนจบ เมื่อโชมินกลับมาญี่ปุ่น เขาเข้ารับราชการในสภาสูงในตำแหน่งเลขานุการระดับต้น แต่ไม่นาน เขาก็เริ่มรู้สึกรับไม่ได้กับการทุจริตคอร์รัปชั่นและการแตกแยกแบ่งฝักฝ่ายในรัฐบาล เขาจึงตัดสินใจลาออก และหันมาทุ่มเทให้กับงานด้านอักษรศาสตร์และการศึกษา แน่นอนว่า คนที่ไปเรียนทางปรัชญา วรรณคดีมา ย่อมติดใจในรสชาติของภาษาและหนังสือมากกว่าจะไปนั่งทำงานด้านเอกสารงกๆในสภา

ในปี พ.ศ.2417 (ปีเดียวกับที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯทรงตั้งสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดินและสภาที่ปรึกษาในพระองค์ตามแบบอังกฤษ)  โชมินได้ตั้งโรงเรียนสอนภาษาฝรั่งเศสของเขาเองขึ้น นับว่าเป็นปรากฎการณ์ที่น่าสนใจเมื่อเทียบกับของไทย  เพราะของไทยเรา ส่วนใหญ่จะตั้งโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษหรือภาษาจีน แต่ไม่ค่อยได้ยินว่ามีใครตั้งโรงเรียนสอนภาษาฝรั่งเศส แต่สอนแบบพิเศษส่วนตัวก็มีมานานอยู่เหมือนกัน  (ถ้าใครทราบว่า ที่ผ่านมา มีคนไทยคนไหนตั้งโรงเรียนสอนภาษาฝรั่งเศสของตัวเองขึ้น ช่วยส่งข่าวด้วย)

ต่อมาในปี ค.ศ.2424 (เป็นปีที่ พรรคเสรีนิยมญี่ปุ่น ก่อตั้งขึ้น) เขาได้มีส่วนในการตั้งหนังสือพิมพ์รายวันชื่อ “บูรพาเสรี” (Oriental Free Press/ โตโย จิยุ ชิมบุน) และโชมินได้เริ่มเผยแพร่แนวคิดประชาธิปไตยตะวันตกผ่าน “บูรพาเสรี”  แต่หนังสือพิมพ์นี้ออกได้ไม่นาน ก็ถูกรัฐบาลสั่งปิดด้วยข้อหาทำการเผยแพร่แนวคิดสาธารณรัฐนิยมและหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ปีต่อมา มีการตั้งหนังสือพิมพ์ขึ้นมาใหม่ที่มีเนื้อหาเบาลง และใช้ชื่อว่า “ข่าวเสรี” (Free Press/จิยุ ชิมบุน) โชมินได้เป็นบรรณาธิการใหญ่

หนังสือพิมพ์ “ข่าวเสรี” เดินหน้าโจมตีการแบ่งฝักฝ่ายและการคอร์รัปชั่นในรัฐบาล และปลุกกระแสให้มีการแก้ไขสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรมที่ญี่ปุ่นทำกับต่างประเทศและเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งสภาแห่งชาติโดยเร็ว  ต่อมาในปี พ.ศ. 2430 จากการที่เขาตีพิมพ์บทความวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลโดยกล่าวหาว่าเป็นรัฐบาลคณาธิปไตย เขาถูกฟ้องภายใต้กฎหมายรักษาความสงบและถูกตัดสินลงโทษให้ออกไปจากกรุงโตเกียว โดยเขาไปอยู่ที่เมืองโอซากา และก็ไปออกหนังสือพิมพ์อีกที่นั่นภายใต้ชื่อ “หนังสือพิมพ์รุ่งอรุณ” (Newspaper of the Dawn/ชิโนโนเมะ ชิมบุน)

แต่หลังจากที่รัฐบาลได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับแรกในปี พ.ศ. 2432  โชมินได้รับการอภัยโทษ และย้ายกลับมาอยู่ที่โตเกียว และเมื่อมีการเลือกตั้งในญี่ปุ่นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2433 เขาได้ลงสมัครรับเลือกตั้งและชนะในเขตเลือกตั้งที่สี่ของเมืองโอซากา ได้เข้าไปเป็น ส.ส.ในสภาล่าง และได้เข้าร่วมกับพรรคเสรีนิยมของ อิตางากิ ไทสุเกะ และตั้งหนังสือพิมพ์ขึ้นมาอีกเพื่อเป็นกระบอกเสียงให้แก่พรรค โดยใช้ชื่อว่า “หนังสือพิมพ์รัฐธรรมนูญเสรี” (ริกเกน จิยุโท ชิมบุน)

จะด้วยความอ่อนไหวเกินไปกับการมีฝักฝ่ายหรือมันมีการแบ่งฝักฝ่ายอย่างหนักมือจริงๆก็ไม่ทราบได้  โชมินเกิดไม่พอใจกับพรรคเสรีนิยมของ อิตางากิ ไทสุเกะ เพราะเขารู้สึกว่า พรรคถูกครอบงำโดยกลุ่มก๊วนนักการเมืองที่เป็นคนบ้านเดียวกัน นั่นคือ นักการเมืองที่มาจากแคว้นโทซะ !

ฟังๆดูแล้ว ประสบการณ์ของโชมินในพรรคเสรีนิยมน่าจะทำให้ท่านผู้อ่านนึกถึงพรรคการเมืองบางพรรคของบ้านเราที่ถูกครอบงำโดยกลุ่มก๊วนคนบ้านเดียวกัน !! จำได้ว่า สมัยผมวัยรุ่นอยู่มัธยมต้น พรรคนี้ยังไม่มีภาพลักษณ์ของการเป็นพรรคคนบ้านเดียวกัน แต่เมื่อเวลาผ่านไป มันกลายเป็นอย่างนั้นได้ยังไงก็ไม่ทราบ เพราะแม้แต่ตอนผมอยู่มหาวิทยาลัย มันก็ยังไม่ได้เป็นแบบนั้น แต่พอผมหายหัวไปจากเมืองไทยเกือบสิบปี กลับมาพรรคนี้ก็กลายสภาพเป็นพรรค “บ้านเรา” ไปแล้ว

แล้วที่แปลกอีกก็คือ พรรคเสรีนิยมญี่ปุ่น นอกจากจะเป็นพรรค “บ้านเรา” แล้ว ยังค้านรัฐบาลอย่างตะพึดตะพือ จนทำให้โชมินเบื่อหน่าย เพราะเขาไม่เห็นด้วยกับการค้านตะพึดตะพือ เพราะเขามีฐานคิดทางการเมืองแบบไม่ชอบแบ่งฝักฝ่าย ซึ่งการเมืองแบบฝักฝ่ายนี้ ทางรัฐศาสตร์เขามีศัพท์เฉพาะว่า “partisan politics”  นั่นคือ การเมืองแบบขั้วแบ่งข้าง ไม่ฟังเสียงกันถ้าไม่ใช่พวก ต่อให้มีความคิดข้อเสนอนโยบายดีแค่ไหน กูก็ไม่ฟัง จะค้านลูกเดียว ข้อดีของการเมืองแบบนี้คือ รักกั๊นรักกันดีเหลือเกิน แต่ข้อเสียก็คือ การเมืองไม่ต้องไปไหนไกล

ส่วนการเมืองแบบตรงข้ามคือ “non-partisan politics” หรือการเมืองแบบไม่ฝักฝ่ายเลือกข้าง ข้อดีก็คือ มีเหตุมีผล ลงคะแนนให้ฝ่ายตรงข้ามก็ได้ หากมีนโยบายดี  การเมืองเดินหน้าฉลุย แต่ข้อเสียคือ งูเห่า กล้วย ฯลฯ

นากาเอะ โชมิน

กุหลาบ สายประดิษฐ์

อย่างที่สันนิษฐานว่า โชมินน่าจะเป็นคนอ่อนไหว ยิ่งไปเรียนด้านปรัชญา ประวัติศาสตร์และวรรณคดีที่ฝรั่งเศสด้วย แถมกลับมาทำหนังสือพิมพ์อีก คนแบบนี้น่าจะมีอารมณ์อ่อนไหวสุนทรีและค่อนข้างอุดมคติอย่างที่เห็นได้จากการทำหนังสือพิมพ์ของเขา  เขาน่าจะคล้ายๆคุณกุหลาย สายประดิษฐ์ที่เป็นทั้งนักหนังสือพิมพ์ นักเขียนและวิพากษ์วิจารณ์การเมือง  คุณกุหลาบกับโชมินยังมีความเหมือนกันอีกอย่างหนึ่งคือ ทั้งสองชอบแปลงานทางด้านความคิดทางการเมือง  ในขณะที่โชมินแปลงานของรุสโซ คุณกุหลาบแปลงานของฟริดริช เองเกลส์  สหายคู่คิดของคาร์ล มาร์กซ งานของเองเกลส์ที่คุณกุหลาบแปลคือ the Origin of Family, Private Property and the State โดยชื่อภาษาไทยคือ “กำเนิดครอบครัวของมนุษยชาติ ระเบียบสังคมของมนุษย์”          

    สัญญาประชาคมของรุสโซฉบับภาษาญี่ปุ่น 

นักเขียน นักหนังสือพิมพ์ ความอ่อนไหว พ่ายแพ้ต่อความจริงทางการเมืองที่แสนอัปลักษณ์น่าขยะแขยง โชมินอำลาจากวงการการเมือง  และคงเดาได้นะครับว่า  สุขภาพเขาไม่ดี โชมินเป็นนักดื่ม ติดเหล้า  เขาทิ้งโตเกียวไปอยู่ที่ฮอกไกโด และก็อีกแหละ เขาตั้งหนังสือพิมพ์ขึ้นมาอีก แต่เมื่อมีการเลือกตั้งทั่วไปอีกครั้งในปี พ.ศ. 2435  เขาก็ลงเลือกตั้งอีก  น่าจะเป็นอย่างที่มีคนพูดกันว่า การเมืองเป็นเของเสพย์ติด ใครได้ลิ้มลองแล้ว เลิกยาก  แต่เขาจะได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส. อีกหรือเปล่า ? คงต้องติดตามตอนต่อไป

แต่ก่อนจาก ขอแถมนิดหนึ่งว่า ในขณะที่คุณกุหลาบ สายประดิษฐ์เขียนนวนิยายที่โด่งดัง เช่น “ข้างหลังภาพ” ที่เป็นนิยายรัก และ “แลไปข้างหน้า” ที่เป็นนิยายการเมือง   โชมินก็เขียนนิยายการเมืองด้วย และไม่รู้ว่ามันสะท้อนชีวิตเขาด้วยหรือเปล่า ?  นิยายที่ว่านี้มีชื่อว่า  “สามขี้เมาคุยกันเรื่องระบอบการเมือง” (A Discourse by Three Drunkards on Government) อ่านแล้วจะเมาแค่ไหนไม่ทราบ แต่ที่แน่ๆคือ นิยายเรื่องนี้ของโชมินได้รับการคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในวรรณกรรมยิ่งใหญ่ของโลกโดยองค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO)

                                                                                                                                                                                .