นักการเมืองยังจะพัฒนาได้อีกไหม (จบ)
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล
**********************
คำพูดที่ว่าถ้าจะพัฒนาต้องเริ่มจากการพัฒนาที่ประชาชน น่าจะเป็นคำพูดที่ผิด
ผู้เขียนได้ยกตัวอย่าง “นักการเมืองรุ่นใหญ่” มา 3 ท่าน คือ นายบุญเท่ง ทองสวัสดิ์ “สิงห์ลำปาง” นายทองหยด จิตตะวีระ “เสือสุพรรณ” และท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช “มังกรเจ้าพระยา” ให้เห็นบทบาทของนักการเมืองในยุคแรก ๆ ที่สืบเนื่องมาถึงยุคปฏิรูปการเมือง นั่นก็คือพัฒนาการของนักการเมืองไทยตั้งแต่หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 มาจนถึงสมัยของการเมืองภาคประชาชนใน พ.ศ.2540 เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นว่า นักการเมืองไทยในปัจจุบันยังไม่ได้พัฒนาอะไรมากนัก ทั้งนี้เกิดขึ้นจากการกระทำตัวของนักการเมืองทั้งหลายเหล่านั้นเอง ที่ไม่คิดจะพัฒนาหรือทำตัวให้เป็นตัวอย่างที่ดีแก่ประชาชน
กรณีของนายบุญเท่ง ทองสวัสดิ์ เป็นตัวอย่างของ “ความรักในศักดิ์ศรี” นายบุญเท่งเป็นคนแต่งตัวดี มีกริยามารยาทสุภาพนุ่มนวล พูดจาอ่อนหวาน ด้วยนายบุญเท่งตั้งใจที่จะตัวให้ “เป็นหน้าเป็นตา” แก่ประชาชนชาวลำปางผู้ที่เลือกนายบุญเท่งเข้ามาเป็นผู้แทนราษฎร รวมถึงเพื่อที่จะให้เพื่อนผู้แทนราษฎรด้วยกัน “เคารพนับถือ” ไม่ดูถูกผู้แทนราษฎร “บ้านนอก” ที่มาจากต่างจังหวัด ที่สำคัญก็คือเพื่อแสดงถึง “ความศิวิไลซ์” อันหมายถึงผู้ที่ได้รับการศึกษาอบรมมาเป็นอย่างดี มีความเจริญและสง่างาม ซึ่งล้วนแต่เป็นสิ่งที่นายบุญเท่งคิดว่า นี่คือคุณลักษณะที่ดีของความเป็นผู้แทนราษฎร
กรณีของนายทองหยด จิตตะวีระ เป็นตัวอย่างของ “ความรักในประชาชน” ที่นายทองหยดคิดว่าการเป็นผู้แทนราษฎรคือการทำเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนเป็นหลัก
ในขณะเดียวกันก็รู้จักประมาณตน ไม่เหิมเกริมคิดจะครอบครองสิ่งต่าง ๆ มาเพื่อประดับบารมีของตน รู้ว่ายังทำงานให้ประชาชนได้อยู่ไหม และถ้ามีคนที่ดีกว่าก็พร้อมที่จะยอมรับความพ่ายแพ้ และเปิดทางให้คนที่ทำหน้าที่ได้ดีกว่าเข้ามาทำหน้าที่แทน อย่างในกรณีที่นายทองหยดพูดถึงการเข้ามาของ “ตระกูลศิลปอาชา” ที่ได้เข้ามายึดครองตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่า พวกเขา(ตระกูลศิลปอาชา)เป็นที่รักของชาวสุพรรณ ก็สมควรที่จะให้ดูแลจังหวัดสุพรรณบุรีต่อไป แล้วนายทองหยดก็ถอยตัวเองออกไปจากการแข่งขันในครั้งต่อ ๆ มา โดยไม่ได้ยึดติดกับสิ่งใด
กรณีของท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นตัวอย่างของ “ความรักในการต่อสู้” ด้วยท่านมีความมุ่งมั่นที่จะ “ยกระดับ” การทำงานของรัฐสภา และมุ่งหวังที่จะให้รัฐสภาเป็นที่พึ่งที่พิงแก่ประชาชนได้อย่างแท้จริง เพราะว่าในเมื่อประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาสู้ระบอบรัฐสภาแล้ว หน้าที่สำคัญของสภาผู้แทนราษฎรก็คือ การสร้างสภาบันรัฐสภาให้เข้มแข็ง ให้เป็นแกนหลักทางการเมืองการปกครองสืบแทนสถาบันกษัตริย์และข้าราชการในอดีต
ดังจะเห็นได้จากบทบาทการต่อสู้ของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ ที่ต่อสู้กับคณะราษฎรในยุคแรก เพราะคณะราษฎรไม่ยอมปล่อยอำนาจ ทั้งยังสร้างระบอบ “พรรคพวก” ขึ้นมาครอบงำทั้งในรัฐสภาและรัฐบาล รวมถึงการครอบงำระบบราชการอย่างเบ็ดเสร็จนั้นด้วย
ต่อมาภายหลังการสวรรคตของรัชกาลที่ 8 และการรัฐประหารใน พ.ศ. 2490 คณะราษฎรก็สิ้นอำนาจไป โดยคณะทหารที่นำโดยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ขึ้นมามีอำนาจแทนที่ กระนั้นคณะทหารก็ยังปกครองในลักษณะเดิม คือมุ่งหวังครอบงำระบอบรัฐสภา และยึดครองอำนาจไว้ในกองทัพ ที่เรียกว่า “สืบทอดอำนาจ” จนกระทั่งมาถูกโค่นล้มไปในเหตุการณ์วันที่ 14 ตุลาคม 2516 แต่แล้วทหารก็คืนสู่อำนาจอย่างรวดเร็วด้วยการทำรัฐประหารในวันที่ 6 ตุลาคม 2519
แม้ว่าต่อมาในยุคของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ทหารดูทีท่าว่าจะประนีประนอมกับนักการเมืองมากขึ้น แต่ธาตุแท้ก็ยังมุ่งที่จะยึดครองอำนาจไว้กับทหารอยู่ตลอดเวลา ดังจะเห็นได้จากการทำรัฐประหารใน พ.ศ. 2534 ซึ่งตลอดเวลาในช่วงดังกล่าว ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ต้องต่อสู้กับทหารอย่างหนัก แม้บางครั้งจะดูเหมือนว่าจะยินยอมให้กับทหาร แต่นั่นก็เป็นยุทธศาสตร์ในเป้าหมายที่มีความสำคัญเหนือกว่าการปกป้องระบอบรัฐสภา นั่นก็คือการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ถือว่าเป็นแกนหลักสำคัญของประเทศไทย
จากการสัมภาษณ์ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ในตอนที่ผู้เขียนจัดทำโครงการประวัติศาสตร์จากคำบอกเล่าของท่านใน พ.ศ. 2536 นั้น นอกเหนือจากที่ท่านได้เล่าถึงพัฒนาการของระบอบรัฐสภาไทยไว้ส่วนหนึ่งแล้ว ท่านยังได้พูดถึงความคาดหวังของท่านที่มีต่ออนาคตของการเมืองไทยไว้บางส่วนด้วย
โดยท่านบอกว่าปัญหาใหญ่ของนักการเมืองหรือผู้แทนราษฎรไทยก็คือ “ความไม่รู้บทบาทหน้าที่ของตัวเอง” โดยลืมว่าตัวเองเป็น “ผู้แทนราษฎร” ไม่ใช่ “ผู้แทนผู้มีอำนาจ” ดังจะเห็นได้จากผู้แทนราษฎรของไทยตั้งแต่ยุคแรกที่ยอมก้มหัวให้กับคณะราษฎร
พอคณะราษฎรสิ้นอำนาจไป ผู้แทนราษฎรก็มาก้มหัวให้ทหาร (และถ้าจะใช้แนวคิดนี้วิจารณ์ผู้แทนราษฎรไทยสืบต่อมา ก็อาจจะบอกได้ว่า ภายหลังอสัญกรรมของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ใน พ.ศ. 2538 เมื่อมีการปฏิรูปการเมืองใน พ.ศ. 2540 แล้ว ผู้แทนราษฎรไทยก็ยังก้มหัวให้กับ “คนบ้าอำนาจ” ที่ใช้อำนาจและเงินฟาดหัวนักการเมืองเหล่านั้น รวมถึงที่ยังก้มหัวให้กับทหารเช่นดังเคยอยู่ในทุกวันนี้) นั่นก็คือผู้แทนราษฎรของไทยได้กลายเป็นเครื่องรองรับอำนาจให้กับคนอื่นที่ไม่ใช่ประชาชนที่เลือกเขาเข้ามา ซ้ำร้ายยังร่วมมือกับผู้มีอำนาจเหล่านั้นแสวงหาผลประโยชน์เข้าตนเองและพวกพ้อง หาได้ทำเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนแต่อย่างใดไม่
ตามแนวคิดของของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ นักการเมืองไทยคืออุปสรรคของการพัฒนาการเมืองไทย ทั้งยังทำให้เป็นที่อับอายไปถึงประชาชน เพราะได้ทำลายศักดิ์ศรีของความเป็นตัวแทนของผู้เลือกตั้งอย่างยับเยิน ซึ่งถ้าผู้แทนราษฎรที่รักศักดิ์ศรีหรือ “หน้าตา” ของประชาชน อย่างนายบุญเท่ง ทองสวัสดิ์ ยังมีชีวิตอยู่ก็คงจะออกมาต่อสู้ในเรื่องนี้ เช่นเดียวกันกับที่นายทองหยด จิตตะวีระ ที่ถ้าหากท่านยังมีชีวิตอยู่ถึงวันนี้ ท่านก็คงจะทุกข์ระทมอย่างหนัก ที่นักการเมืองแก่งแย่งชิงดีกัน เพียงเพื่อจะได้ตำแหน่งและผลประโยชน์ต่าง ๆ ทางการเมือง หาได้ทำเพื่อประชาชนแต่อย่างใดไม่
ที่ร้ายนักก็คือ นักการเมืองไทยไม่ได้คิดต่อสู้ที่จะให้สถาบันรัฐสภามีความเข้มแข็ง ทั้งยังยอมก้มหัวให้กับ “คนมีปืน” เพียงเพื่อจะร่วมกันปู้ยี่ปู้ยำประเทศนี้ต่อไป
*******************************


