นักการเมืองยังจะพัฒนาได้อีกไหม(1)

วันที่ 20 ก.พ. 2564 เวลา 10:00 น.
นักการเมืองยังจะพัฒนาได้อีกไหม(1)
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

**************

คุณภาพนักการเมืองคือคุณภาพของสังคม

ผู้เขียนเคยคุยกับนักการเมืองรุ่นเก่าหลายท่าน ท่านหนึ่งคือคุณบุญเท่ง ทองสวัสดิ์ อดีต ส.ส.ลำปาง อดีตประธานรัฐสภา รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีหลายกระทรวง ซึ่งท่านได้ถึงแก่อสัญกรรมไปหลายปีแล้ว กระนั้นท่านก็ยังเป็นตำนานอยู่ในความทรงจำของคนที่สนใจการเมือง อย่างหนึ่งก็คือเป็น ส.ส.ที่อยู่ในตำแหน่งมาอย่างยาวนานหลายสมัย (แต่ปัจจุบันน่าจะถูกทำลายลงด้วยสถิติของคุณชวน หลีกภัย) เจ้าของฉายา “เท่งเที่ยงถึง” (ซึ่งท่านชี้แจงว่า ท่านไปสายประชุมสภาเพียงบางครั้ง ตอนนั้นเป็น พ.ศ. 2522ที่ท่านเป็นประธานรัฐสภาอยู่จนถึง พ.ศ. 2526และมีอายุเกือบจะ 70 ปีแล้ว เพราะเกิด พ.ศ. 2455 ด้วยความที่มีอายุมากและมีปัญหาเรื่องการนอนหลับ จึงทำให้ควบคุมเวลาตื่นลำบาก)

แต่ในทางส่วนตัวที่ผู้เขียนได้สัมผัสกับท่าน กลับรู้สึกว่าท่านเป็นคนที่ “สมาร์ท” มาก ๆ ซึ่งในความหมายของฝรั่งจะหมายถึงบุคคลที่ “ฉลาดและมีบุคลิกดี” เพราะอย่างหนึ่งที่ท่านทำอยู่เป็นประจำคือ ท่านจะแต่งตัวอย่างประณีตและพูดจาสุภาพอ่อนหวาน มีความนอบน้อมและมีจิตใจที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ อันแสดงถึงการที่ท่านให้เกียรติแก่ผู้อื่น และให้เกียรติแก่ตำแหน่งหน้าที่ของท่าน ซึ่งสังคมอารยะแบบชาวฝรั่งถือว่าบุคคลผู้นั้นเป็นสุภาพบุรุษและได้รับการศึกษามาเป็นอย่างดี

คุณบุญเท่งเป็น ส.ส.ต่างจังหวัด อย่างที่คนสมัยหนึ่งเรียกว่า “บ้านนอก” ตอนที่ผู้เขียนทำงานเป็นเลขานุการท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่บ้านสวนพลู ในช่วง พ.ศ. 2522-2528ได้พบกับท่านไม่บ่อยครั้งนัก ท่านบอกว่าไม่อยากไปรบกวน “ท่านอาจารย์หม่อม” และอีกอย่างหนึ่งก็ไม่ชอบ “ไปเดินชน” กับบรรดา ส.ส.หลาย ๆ คน ที่เดินเข้าออกบ้านสวนพลูอยู่ทุก ๆ วันเป็นจำนวนมาก เดี๋ยวจะมีการร่ำลือว่า “ไปขอ” อะไรจากเจ้าของบ้าน

ครั้งหนึ่งผู้เขียนได้ขอนัดสัมภาษณ์ท่านเกี่ยวกับการก่อตั้งพรรคกิจสังคม เพื่อนำมาเป็นการทำวิทยานิพนธ์ เมื่อ พ.ศ. 2527แม้จะเป็นที่รโหฐานเพราะเป็นที่พักส่วนตัว (ความจริงท่านมีบ้านพักอยู่แถวซอยอารีย์และถนนประดิพัทธ์ แต่ท่านมักจะไปพักอยู่ที่โรงแรมมิราม่า ย่านวังบูรพา ที่เพื่อนผู้มีอุปการคุณจัดไว้ให้ ท่านบอกว่าสะดวกกว่าที่บ้าน เพราะมีรูมเซอร์วิสตลอด 24 ชั่วโมง กลับมาดึกดื่นก็หาอะไรกินได้สะดวก ไม่เหมือนที่บ้านที่ต้องรบกวนแม่บ้านจึงไม่สะดวกเท่า) ท่านก็แต่งตัวอย่างสวยงามเรียบร้อย พอผู้เขียนได้ทักทายชื่นชมการแต่งกายของท่าน ท่านก็บอกว่า “แต่งอย่างนี้ทุกวัน” เพราะเวลาแต่งแล้วเกิดความรู้สึกว่า “ได้ทำงาน” ซึ่งเป็นกิจวัตรนิสัยที่ท่านทำมาตั้งแต่เป็น ส.ส.สมัยแรก ๆ เมื่อ พ.ศ. 2480 นั้นแล้ว

ท่านเล่าว่า ท่านชอบแต่งตัวตั้งแต่ที่ท่านได้มาเรียนปริญญาตรีที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่กำลังเห่อแฟชั่นใหม่ ๆ จากยุโรป ต่อมาเมื่อท่านเป็นผู้แทนราษฎร(ท่านเป็นผู้แทนราษฎรครั้งแรกใน พ.ศ. 2480 ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน จนการเลือกตั้งใน พ.ศ. 2489 จึงได้มาลงสมัครที่จังหวัดลำปาง

จนถึงครั้งสุดท้ายใน พ.ศ. 2538 รวม16 สมัย) ก็พอดีกับที่ท่านผู้นำในยุคนั้น คือ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ก็มีนโยบาย “มาลานำไทย” เกี่ยวกับวัฒนธรรมในการแต่งกายที่จะให้คนไทยเป็น “ฝรั่ง” เช่น ให้คนไทยสวมหมวก ใส่รองเท้า และจูบภรรยาก่อนออกจากบ้าน ท่านเองก็อยากจะ “สนองนโยบาย” ของรัฐบาล และทำตัวให้เป็นพลเมืองที่ดี จึงได้นำวัฒนธรรมดังกล่าวไปเผยแพร่ในต่างจังหวัดที่ท่านเป็นผู้แทนฯนั้นด้วย อย่างน้อยชาวบ้านที่เป็นคนที่เลือกท่านเข้าไปทำงานในสภาก็จะได้รู้สึกภาคภูมิใจ พร้อมกับเกิดความรู้สึกว่ามีความเท่าเทียมกับคนกรุงเทพฯ อย่างน้อยผู้แทนฯของเขาก็มีสง่าราศี ไม่ทำอะไรเชย ๆ แม้กระทั่งการแต่งตัวก็ไม่ได้แต่งตัว “เชย ๆ” อย่างที่คนกรุงเทพฯ(ในสมัยนั้น)ชอบว่าคนบ้านนอก

คุณบุญเท่งเล่าว่า ความเป็น ส.ส.บ้านนอกนี้เป็นที่ดูหมิ่นดูแคลนในสายตาของ ส.ส.เมืองกรุงมาก เรื่องเล่าอันเป็นขี้ปากของพวก ส.ส.และเผยแพร่ไปในหมู่สื่อสารมวลชนหลาย ๆ เรื่อง ก็เกิดจากการกระทำของ ส.ส.บ้านนอกบางคน แต่ก็เหมารวมทำให้เสียภาพพจน์ ส.ส.ต่างจังหวัดทั้งหมด เช่น เรื่องที่เล่ากันว่า ส.ส.ภาคอีสานไปดูงานที่ประเทศอังกฤษแล้วอยากอาบน้ำ บังเอิญโรงแรมที่ไปพักเป็นแบบที่ต้องใช้ห้องน้ำรวม ก็มีคนเห็น ส.ส.ท่านนั้นนุ่งผ่าข้าวม้าผืนเดียว มีผ้าขนหนูของโรงแรมพาดไหล่ ในมือถือขันสังกะสี(ที่ท่าน ส.ส.คงเอามาจากบ้าน)พร้อมแปรงสีฟันและยาสีฟัน เดินลงมาจากบันไดกลางโถงโรงแรม พร้อมกับพูดว่า “ห้องน้ำอยู่ไส” ทำเอาฝรั่งแตกตื่นไปทั้งล็อบบี้

หรือเล่าว่า ส.ส.คนเดิมนั่นแหละอยากจะจีบแหม่ม ก็ถามเจ้าหน้าที่สถานทูตที่มาคอยอำนวยความสะดวกว่า ที่ไหนมีบ้าง เจ้าหน้าที่ก็แนะนำให้ไปพูดคุยหาเอาเองที่สวนธารณะ ส.ส.ท่านนั้นก็ไปนั่งอยู่ที่ม้านั่งใกล้ ๆ ประตูทางเข้าออก Hyde Park (เป็นสวนสาธารณะที่มีชื่อเสียงมากกลางกรุงลอนดอน เป็นที่ที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งจะต้องมาตั้งลังสบู่แล้วขึ้นปราศรัย เพราะจะมีผู้คนเดิผ่านไปมามาก การปราศรัยแบบนี้จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ไฮปาร์ค” ซึ่งของไทยมักจะใช้ที่ท้องสนามหลวง) พอเห็นแหม่มสาว ๆ เดินผ่านมา ก็พูดขึ้นว่า “วิว ยู โก พาราไดซ์ วิท มี หือ” ปรากฏว่าแหม่มวิ่งหนีกระเจิง เพราะคงกลัวคำว่า พาราไดซ์ ที่หมายถึงไปสวรรค์ ที่คนตายแล้วเท่านั้นจึงจะไปได้ หรือตกใจคำว่า หือ ที่ไม่รู้ว่าแปลว่าอะไรก็เป็นได้

ที่ยกเรื่องของคุณบุญเท่ง ทองสวัสดิ์ มาเป็น “เรื่องเรียกน้ำย่อย” ก็เพื่อจะเอาไว้อธิบายต่อไปว่า นักการเมืองสมัยก่อนเขาแคร์สังคมค่อนข้างมาก แม้จะเป็นสังคมเล็ก ๆ แบบสังคมในชนบท ต่างกับนักการเมืองสมัยนี้ที่ไม่ค่อยแคร์ใคร เพียงขอให้ได้ออกสื่อและเอาดังเข้าว่า กล้าซะจนกระทั่งดูหมิ่นพระศาสนา เอารูปนายทหารแก่ๆ มาแขวนคอ แล้วบอกว่าเป็นสิ่งที่เคารพบูชาแทนพระพุทธรูปหรือพระอริยะสงฆ์ อันแสดงว่าสังคมนี้อะไร ๆ ก็แย่ลง ด้วยการกระทำแย่ ๆ ของนักการเมืองนี้เอง

สัปดาห์หน้ายังมีเรื่องแย่ ๆ ของนักการเมืองมาเล่าสู่กันฟังอีกสักเล็กน้อยครับ

*******************************