การอภิปรายไม่ไว้วางใจให้โอกาสกับรัฐบาล

วันที่ 04 ก.พ. 2564 เวลา 08:59 น.
การอภิปรายไม่ไว้วางใจให้โอกาสกับรัฐบาล
โดย...ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์

**********************

ปี 2564 เป็นอีกปีหนึ่งที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องทำงานหนักต่อเนื่อง เพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนจากไข้หวัดโควิด 19 และพัฒนาบ้านเมืองให้เป็นไปตามแผนชาติที่กำหนดไว้ เพื่อความมั่นคงและประโยชน์สุขของประชาชนทั้งประเทศ

อาจกล่าวได้ว่า นายกรัฐมนตรีคนนี้โชคไม่ดี เพราะอยู่ ๆ ก็เกิดการแพร่ระบาดของโควิด 19 ทำให้เศรษฐกิจที่ดีตลอดในปี 2562 เกิดทรุดตัวอย่างช่วยไม่ได้ เช่นเดียวกับทุกประเทศในโลกซึ่งได้รับผลกระทบจากโรคระบาดนี้ หนักมากบ้างน้อยมากแตกต่างกันไป แต่หนักเป็นส่วนใหญ่ แม้นายกรัฐมนตรีและทีมงานจะทำงานแบบหามรุ่งหามค่ำ แทบไม่มีเวลาพักผ่อน แต่สิ่งที่ทำได้ก็คือบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ชะลอเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบรุนแรงไม่ให้เลวร้ายไปกว่านี้

ยังไม่มีทีท่าว่าโควิด 19 จะหยุดแพร่ระบาด แม้มีข่าวดีว่า หลายประเทศได้เริ่มฉีดวัคซีนให้กับประชาชนของตนเองแล้ว และอีกหลายประเทศรวมทั้งไทยกำลังเร่งหาวัคซีนให้กับประชาชนของตน สำหรับเมืองไทยนั้น แม้แต่วัคซีนก็ยังถูกนักการเมืองบางพวกนำมาเล่นเป็นเกมการเมืองกันจนได้

ผู้นำรัฐบาลชุดนี้ไม่ใช่นักการเมืองอาชีพ ท่านจึงเชื่อทีมแพทย์เป็นสำคัญ เมื่อโรคระบาดเกิดขึ้น ก็ต้องให้ทีมแพทย์เป็นพระเอก ไม่ใช่นักการเมืองเป็นพระเอก จากการที่เชื่อมั่นและไว้ใจในคณะแพทย์ ทำให้การควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด 19 ในไทยเป็นไปด้วยดีมาตลอด แม้แต่องค์การอนามัยโลกและต่างชาติยังชื่นชม ถึงจะมีการระบาดครั้งที่สองเพราะแรงงานต่างด้าวและคนไทยบางพวก แต่ก็มีแนวโน้มที่จะควบคุมได้

เป็นเวลาที่คนไทยทั้งชาติ นักการเมืองทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านต้องร่วมมือกันเพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤติโควิด 19 นี้ไปให้ได้ก่อน เพื่อคนไทยทั้งประเทศ หลังจากสถานการณ์ดีชึ้นแล้วค่อยมาฟัดกันใหม่

อย่างไรก็ดี เป็นที่ทราบกันดีว่า ฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลได้พยายามทุกวิถีทางที่จะบ่อนเซาะเสถียรภาพรัฐบาลตลอดมา เมื่อรัฐบาลซวนเซกับโควิด 19 ฝ่ายตรงข้ามหาโอกาสซ้ำเติม เตะตัดขารัฐบาลไปเรื่อย ๆ ถ้ารัฐบาลทำดี พวกนี้แม้ไม่ด่าแต่ก็ไม่เชียร์ แต่เมื่อรัฐบาลเซ พวกนี้ก็ซ้ำทันที เมื่อรัฐบาลห้ามคนออกมาชุมนุม ล็อคกิจกรรมบางอย่างที่เป็นแหล่งแพร่เชื้อ ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลบางคนก็ออกมาบอกว่า ขัดกับสิทธิเสรีภาพ เลียนแบบคนอเมริกันที่ไม่ยอมล็อคตัวเองจนกลายเป็นประเทศที่ประชาชนติดเชื้อโควิดมากที่สุด ตายมากที่สุดในโลก

ในช่วงเวลาที่บ้านเมืองเผชิญกับวิกฤติ ประชาชนจะได้รู้ว่า ใครที่จริงใจกับประชาชน นักการเมืองพรรคไหนที่เห็นแก่ประชาชนมากกว่ากัน

แม้ไม่ใช่เป็นพรรครัฐบาล แต่ฝ่ายค้านก็สามารถเสนอแนะสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้รัฐบาลนำไปปฏิบัติได้ เป็นที่น่าเสียดายที่มีบางส่วนที่แสดงท่าทีเมินเฉยหรือไม่ชอบใจกับข่าวดีที่องค์การอนามัยโลกและประเทศต่าง ๆ ชื่นชมการบริหารจัดการการแพร่ระบาดของโควิด 19 ได้ดีที่สุด เมื่อเกิดการระบาดครั้งที่สอง ไทยยังถูกจัดให้เป็นประเทศที่บริหารจัดการปัญหาได้ดีเป็นอันดับ 4 ของโลก

ในขณะที่บ้านเมืองกำลังเผชิญกับวิกฤติโรคร้าย ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลกลับพยายามจะก่อให้เกิดความวุ่นวายทางการเมือง แสวงประโยชน์จากเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิด 19 ที่ทำให้คนตกงาน คนจนเพิ่มขึ้น ปลุกเร้าให้คนไม่พอใจรัฐบาลมากขึ้น หวังว่าเมื่อคนไม่มีกินจะให้คนลุกฮือขึ้นมา ก่อให้เกิดความรุนแรงทางการเมือง ความไร้เสถียรภาพทางการเมือง

คนกลุ่มนี้หวังอย่างเดียวว่า เมื่อคนตกงาน คนไม่มีกิน เด็กเรียนจบและไม่มีงานทำ คนก็จะลุกขึ้นมาล้มล้างรัฐบาล

พวกนี้คงคิดว่า จะเป็นเหมือนสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ที่ในราชสำนักมีแต่ความฟุ้งเฟ้อ แต่คนฝรั่งเศสยากจน ไม่มีขนมปังกิน จึงลุกฮือขึ้นมาโค่นล้มพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 นั่นเป็นเรื่องที่เกิดในฝรั่งเศสเมื่อ ค.ศ.1789 แต่ปีนี้เป็น ค.ศ.2021 หรือห่างกัน 232 ปี พวกนี้ที่อ้างว่าเป็นคนรุ่นใหม่ แต่ยังปลดปล่อยตัวเองไม่ออกจากการปฏิวัติฝรั่งเศส ค.ศ.1789 และคณะราษฎร 2475

สร้าง “คณะราษฎร 2563” เลียนแบบคณะราษฎร 2475 และ “เยาวชนปลดแอก” ขึ้นมา ซึ่งไม่รู้จะไปปลดแอกอะไร มีแอกอะไรที่เทียมคอพวกตนอยู่อย่างนั้นหรือ

มีคำกล่าวว่า คนจะเก่งจริงหรือไม่ ให้ดูตอนที่เขาเผชิญกับปัญหา ดูซิว่าเขาจะแก้ปัญหาอย่างไร

การแพร่ระบาดโควิด 19 ในไทย เป็นสถานการณ์ที่สร้าง “วีรบุรุษ” เป็นโอกาสดีที่นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลชุดนี้จะแสดงความรู้ความสามารถในการแก้ปัญหาบ้านเมือง โดยประชาชนกินดีอยู่ดี เป็นเดิมพัน ด้านการแพทย์และอนามัย ต้องยกให้บรรดาคุณหมอและบุคลากรทางสาธารณะสุขเป็นพระเอก ทางด้านเศรษฐกิจ ต้องยกให้ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลเป็นพระเอก นายกรัฐมนตรีเป็นคนกำกับดูแลและตัดสินใจ

ไม่ว่าใครจะขึ้นเป็นรัฐบาล ก็ต้องใช้วิธีคิดและวิธีทำเดียวกัน ในเมื่อเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดับทุกตัว ยกเว้นเครื่องเดียวคือ “การใช้จ่ายของภาครัฐ” ซึ่งทำให้ “การบริโภคของประชาชน” มีเงินหมุนเวียนไปด้วยดี การอัดฉีดเงินตรงไปยังประชาชนทุกภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง จึงเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงประเด็นที่สุด โดยให้คนนำไปใช้ซื้อของกินของใช้จากผู้ค้ารายย่อย เป็นการช่วยกันต่อๆ ไป และทำให้เงินหมุนเวียนไปอีกหลายรอบ

แม้ต้องกู้เงินอีก 1 ล้านล้านบาทมาใช้เพื่อบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจอันเกิดจากการแพร่ระบาดของไข้หวัดโควิด 19 ไปทั่วโลก แต่มีเหตุผลและความจำเป็นที่รับได้ ประเทศอื่นทั่วโลกก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน เศรษฐกิจตกต่ำ ไม่มีเงินซื้อสินค้าจากประเทศไทยยกเว้นของกินของใช้ ประชาชนเดินทางมาเที่ยวไทยไม่ได้ ถึงอยากจะมาไทยแต่ไทยก็ยังไม่ต้องรับขณะนี้ เพราะกลัวนำเชื้อโควิด 19 มาแพร่ระบาดรอบสอง

มีเสียงวิจารณ์การกู้เงินและการใช้เงินกู้ครั้งนี้น้อยมาก และเสียงไม่ดัง เพราะมีเหตุผลและความจำเป็นในการกู้เงิน ซึ่งยังไม่เกินเพดานที่กำหนด ที่สำคัญคือ เงินกู้ถูกนำไปให้กับประชาชนภาคส่วนต่าง ๆ ที่เดือดร้อนโดยตรง มีกลุ่มประชาชนที่เดือดร้อนได้รับเงินโดยไม่ตกหล่น แม้จะขลุกขลักไปบ้างเพราะยังไม่เคยชิน ไม่ใช่กู้มาแล้วโกงกินกัน

โควิด 19 ทำให้ชาวบ้านทั่วไปเริ่มรู้จักกับการโอนเงินจ่ายเงินผ่านระบบอีเล็คโทรนิค เป็นการบังคับทางอ้อมให้คนทั่วไปรู้จักใช้ประโยชน์จากเงินอีเล็คโทรนิคมากขึ้น เป็นการโอนตรง จ่ายตรง ไม่ผ่านคนกลาง ส่วนคนไทยอื่น ๆ ก็รู้จักและใช้ประโยชน์จากแอพ “ไทยชนะ” มากขึ้นในการดูแลสุขภาพของตนเอง

รัฐบาลก็ได้ประโยชน์จากข้อมูลที่นำมาประมวลเพื่อใช้ในการทำธุรกรรมทางการเงินให้กับคนไทยทั่วประเทศ ซึ่งเป็นเป้าหมายที่รัฐบาลอยากได้มานาน และทำได้เร็วขึ้นจากสถานการณ์โควิด 19 ครั้งนี้

เงินกู้ที่รัฐบาลช่วยเหลือประชาชน เคยถูกเปรียบคล้ายกับการส่งไอติมแท่งให้กับประชาชน กว่าจะถึงประชาชน ไอติมก็ถูก (นักการเมือง) ดูดจนแทบจะเหลือแต่ไม้ไอติม คนจึงไม่ค่อยศรัทธากับเงินช่วยประชาชนประเภทนี้ แต่คราวนี้ คนที่เคยมีอคติกับเงินช่วยเหลือประเภทนี้ยอมรับว่า นี่เป็นครั้งแรกที่เงินถึงมือประชาชนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยจริง ๆ

จากโครงการต่าง ๆ ที่รัฐบาลช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะโครงการ “คนละครึ่ง” ซึ่งดังมาก รวมทุกโครงการแล้ว ประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปที่ได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลภายใต้โครงการเหล่านี้ จำนวนพอๆกับผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง

ลองนึกดูก็แล้วกันว่า หากไม่มีอุบัติเหตุ ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป พรรครัฐบาลน่าจะได้คะแนนเสียงมาก ซึ่งก็แบ่งกันไปในพรรครัฐบาล คือ พรรคพลังประชารัฐ พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย เป็นสำคัญ

จึงไม่ต้องแปลกใจที่ทำไมพรรคฝ่ายค้านถึงร้อนรุ่มกลุ้มอกกลุ้มใจ ร้องไม่ออก ได้แต่กรอกตาไปมา จะไปว่ารัฐบาลใช้เงินกู้หาเสียงก็ไม่เต็มปาก เนื่องจากเงินกู้ใช้ไปเพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด 19 ซึ่งเป็นปัญหาที่สัมผัสได้จริง ๆ ทุกประเทศทั่วโลกก็ได้รับผลกระทบ จากโควิด 19 ก็ช่วยเหลือประชาชนทำนองนี้ ถ้าพรรคฝ่ายค้านเป็นรัฐบาลก็ต้องใช้มาตรการเดียวกัน ส่วนจะคิดกินนอกกินในจากโครงการหรือไม่อย่างไรนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ที่สำคัญคือ จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีข่าวว่า คนในพรรครัฐบาลไปหักหัวคิวหรือทุจริตจากโครงการช่วยเหลือประชาชน เพราะเงินถูกส่งถึงมือประชาชนทางอีเล็คโทรนิค ไม่มีใครไปหักหัวคิวจากเครื่องได้

แต่ยังอุตส่าห์มีการโกงเกิดขึ้นจนได้ในโครงการเที่ยวคนละครึ่ง ที่ผู้ประกอบการโรงแรมและที่พักส่วนหนึ่งแอบงุบงิบหากินกับผู้มาพักทุจริตและแบ่งเงินช่วยเหลือกัน เวลานี้ตำรวจกำลังตามจับเจ้าของสถานที่พักเหล่านี้ นอกจากนั้น มีผู้ขายบางรายขึ้นราคาสินค้าเพื่อให้ได้ส่วนแบ่งมากขึ้น

เป็นที่เข้าใจได้ว่า การเป็นฝ่ายค้านต้องหาเรื่องค้านรัฐบาลจนได้ เมื่อใดก็ตามที่กฎหมายเปิดให้ พรรคฝ่ายค้านจะขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจตามสิทธิ อย่างไรก็ดี บางพรรคอาจไม่กล้าพูดมากเพราะยังมีโซ่คล้องคอจากค่าเสียหายกว่าแสนล้านบาทที่พรรคตัวเองเคยทำไว้และแก้ตัวไม่ได้

การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจโดยฝ่ายค้าน นับว่าเป็นโอกาสที่รัฐบาลจะชี้แจงผลงานของตนในการบรรเทาความเดือดร้อนจากโควิด 19 และผลงานด้านอื่น ๆ ฝ่ายค้านพยายามหาประเด็นต่างๆ มาโจมตีรัฐบาล ส่วนรัฐบาลก็ได้โอกาสชี้แจงผลงานให้ประชาชนทราบ แล้วแต่ประชาชนเชื่อฝ่ายไหนมากกว่า

นี่เป็นโอกาสสำคัญสำหรับประชาชนชาวไทยซึ่งเป็น“องค์อธิปัตย์” จะพิจารณาว่าฝ่ายไหนสมควรเป็นตัวแทนของประชาชนในการบริหารประเทศเพื่อประโยชน์ของชาติและของประชาชน

ส่วนนักการเมืองที่คอยแช่งชักหักกระดูกรัฐบาล และอยากจะเห็นประชาชนตกงาน ไม่มีกินจากโควิด 19 และลุกฮือขึ้นมาล้มรัฐบาล ก็จงหวังต่อไป