ไทยนี้รักสงบ.....แต่ถึงม็อบไม่ขลาด: Ananke !

วันที่ 26 ต.ค. 2563 เวลา 11:19 น.
ไทยนี้รักสงบ.....แต่ถึงม็อบไม่ขลาด: Ananke !
โดย...ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร                                

*******************

สวัสดีครับมิตรสหายคนหนึ่งคนนั้น และทุกๆท่าน  หนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา จะว่ามีเหตุการณ์สำคัญน่าตื่นเต้น ก็มี จะว่าไม่มีก็ได้  เป็นยังไง ? มาลองฟังกันดูนะครับ

ที่ว่ามีเหตุการณ์สำคัญน่าตื่นเต้น ก็คือ เมื่อต้นสัปดาห์ที่แล้ว ทางฝั่งนายกรัฐมนตรีในฐานะประมุขของฝ่ายบริหารและประธานรัฐสภาในฐานะประมุขฝ่ายนิติบัญญัติต่างเห็นพ้องต้องกันที่จะให้มีการเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญเพื่ออภิปรายทั่วไปต่อการ “ชุมนุมประท้วงรัฐบาลอาจจะขยายวงกว้าง จนนำมาซึ่งความขัดแย้งในระดับชาติที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและเศรษฐกิจของประเทศ” และในวันอังคารที่ 20 ตุลาคมก็มีกำหนดการชัดเจนว่าจะมีการประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญในวันนี้และพรุ่งนี้ (จันทร์ที่ 26 และ 27 ตุลาคม)

การประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญครั้งนี้ถือว่าเป็นเหตุการณ์สำคัญ เพราะเป็นการใช้วิถีทางรัฐสภาในการแก้ไขวิกฤตชาติ ถ้าไม่ใช้ จะถือว่าแปลกประหลาด อย่างสมัยที่คุณทักษิณ ชินวัตรเจอม็อบพันธมิตรฯเข้าไป (ผมไปร่วมชุมนุมกับม็อบพันธมิตรฯด้วยหละ) ตอนแรกคุณทักษิณก็กะจะเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญเพื่ออภิปรายทั่วไปแบบนี้เลย แต่ไม่รู้แกคิดอะไรถึงข้ามสถาบันสภาผู้แทนราษฎรไป กลัดกระดุมผิดเม็ด ยุบสภาไปเสียเฉยๆ แทนที่จะยุบสภาแล้วให้เลือกตั้งเป็นทางออกได้ กลับกลายเป็นยิ่งเพิ่มวิกฤตเข้าไปอีก

การใช้ที่ประชุมสภาหรือรัฐสภาเป็นเวทีหารือเพื่อหาทางออกถือเป็นจารีตประเพณีการปกครองในระบอบรัฐสภา เขาไม่ได้เขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษรหรอกครับ เพราะอังกฤษเมืองต้นแบบระบอบรัฐสภา เขาไม่ได้มีรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษร จึงไม่ได้เขียนเอาไว้ แต่ก็เป็นที่รู้ๆกัน

แต่ประเทศที่ไปเลียนแบบเขา และใช้รัฐธรรมนูญแบบลายลักษณ์อักษร ไม่ได้เขียนไว้ชัดเจนทุกขั้นตอนเหมือนคู่มือเลี้ยงเด็กทารก  นายกฯที่ไม่รู้จักจารีตประเพณีการปกครองแบบรัฐสภาอย่างคุณทักษิณจึงกลายเป็นนายกฯที่ยุบสภาแบบกลัดกระดุมผิดเม็ดคนแรกของเมืองไทยไปซะ  เพราะที่ผ่านมา นายกฯคนก่อนๆ ไม่มีใครเขาไม่รู้จารีตนี้ ถึงไม่รู้ แต่ถ้าจิ้งจกทัก เขาก็เชื่อกัน แต่สำหรับคุณทักษิณ จิ้งจกระดับศาสตราจารย์ฉายาเนติกรอย่างอาจารย์บวรศักดิ์ส่งเสียงทักจิ๊กจั๊กว่า “ท่านนายกฯ ครับ มันไม่มีเหตุที่จะยุบสภา”

แต่คุณทักษิณกลับตัดบทตอบกลับว่า “ผมรับผิดชอบเอง”……อ้าว ! มาแนวเดียวกับท่านจอมพลสฤษดิ์เลย เจ้าของวาทะอมตะ “ข้าพเจ้าขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว” และ “พบกันใหม่เมื่อชาติต้องการ”

แต่ปรากฏว่า คนที่รับผิดชอบการยุบสภากลับไม่ใช่คุณทักษิณ แต่เป็นอาจารย์บวรศักดิ์แทน เพราะแกเล่าว่า เมื่อมันเกิดเหตุยุบสภาขึ้นแล้ว พรรคฝ่ายค้านไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งสถานการณ์มันก็ยิ่งทรุดลงไปเรื่อยๆ แกในฐานะที่เป็นข้าราชการประจำ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ต้องรับผิดชอบหลายเรื่อง ที่ทำไปบางครั้งใจอาจจะไม่อยากทำ เพราะฉะนั้นแกก็รับผิดชอบที่ไม่สามารถทักให้คุณทักษิณเปลี่ยนใจไม่ยุบสภาโดยไปบวชถวายพระเจ้าอยู่หัว

นี่ถ้าสมัยนั้นมีม็อบราษฎร คงเอาแกมาล้อกันหัวเราะเอิ๊กอ๊ากแล้ว น่าเสียดายที่ม็อบพันธมิตรฯไม่รู้จักทำอะไรแบบเด็กๆ

ส่วนวาทะ “พบกันใหม่เมื่อชาติต้องการ” คุณทักษิณไม่พูด แต่แน่ใจว่า แกคิดอยู่เสมอ และที่ผ่านมา ก็มีหลายคนช่วยแกคิด โดยเฉพาะน้องสาว น้องเขยและข้าทาสบริวาร แต่ตอนนี้ อาจมีหลายคนคิดถึงแก ทั้งๆที่ผ่านมาก็ด่าแกมาตลอด

แต่ที่แน่ๆคือ ตอนนี้ฝั่งธนาธร ปิยบุตรที่เคยช่วยคิดหาทางกลับบ้านให้คุณทักษิณ ก็ไม่อยากจะคิด เพราะถ้าชาติต้องการ และคณทักษิณกลับมาจริงๆเงินที่ลง แรงที่เทไปจะเสียของเสียงั้น เอาเป็นว่า สำหรับการประชุมรัฐสภาจะได้ผลหรือไม่ ก็ต้องว่ากันไปตามครรลอง ของแบบนี้ไม่แน่ไม่นอนหรอกครับ

การประชุมได้ผลตามคาดหวัง ก็จะทำให้คนจำนวนหนึ่งผิดหวัง อ๊ะ…ไม่ใช่ม็อบผิดหวังนะครับ ม็อบไม่มีผิดหวังอะไรอยู่แล้ว เพราะไม่สน ไม่หวังอะไรกับสภาอยู่แล้ว เพราะประกาศสั่งให้ลุงตู่ลาออกลูกเดียว แต่คนที่ผิดหวังก็คือ คนที่อยากให้ลุงตู่ลาออกหน่ะสิครับ จะเป็นใครไปได้ ก็พรรคเพื่อไทยไง  อย่างคุณหมอชลน่านแกถึงกับบอกเลยว่า “เห็นญัตติแทบหมดหวัง” แปลว่ายังมีหวัง หวังอะไร ? คำตอบมาปรากฎในการให้สัมภาษณ์สื่อของคุณอรุณี โฆษกเพื่อไทยก็ยืนยันว่า ในการประชุมรัฐสภานี้จะ “ถกล็อกเป้าบิ๊กตู่” เพราะลุงตู่เป็นศูนย์รวมใจของปัญหาทั้งมวล พูดง่ายๆก็คือเพื่อไทยหวังที่จะจะใช้ที่ประชุมหาทาง---ถลกถกหนังลุงตู่ให้ลา---ออกให้ได้

เพราะอย่างที่กล่าวไปตอนที่แล้วว่า ถ้าลุงลาออก เพื่อไทยจ่อเป็นรัฐบาลแน่นอน  และก็ถือเป็นชัยชนะระดับเบาๆของม็อบและระดับหนักๆของเพื่อไทย เพียงแต่มันจะเป็นชัยชนะของใครมากกว่ากัน ??!!

พอราชกิจจานุเบกษาออกมาในวันอังคารที่ 21 ให้มีการประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ ส่งผลให้ม็อบราษฎรมีปฏิกิริยาโต้ตอบทันทีในวันรุ่งขึ้น  นั่นคือ เย็นวันพุธ นอกจากจะนัดชุมนุมที่โน่นที่นี่แล้ว และมีการปะทะกันที่รามแล้ว ยังบุกไปหน้าทำเนียบประกาศไม่รอผลประชุมรัฐสภา แต่ยื่นคำขาดว่า ลุงตู่จะต้องลาออกภายใน 3 วัน

วันต่อมา วันพฤหัสฯที่ 22 ตุลาฯ มีการออกประกาศยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งม็อบราษฎรก็น่าจะถือเป็นชัยชนะเล็กๆได้ ขณะเดียวกัน ภายในวันเดียวกันนั้น ก็เกิดปรากฏการณ์ที่ต้องขอยืมชื่อหนังสือประวัติศาสตร์เหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ของประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์โอปป้าแห่งรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์  นั่นคือ “และแล้วความเคลื่อนไหวก็ปรากฏ” เพราะวันนั้น ได้เกิดปรากฏการณ์พลังเสื้อเหลืองทั้งแผ่นดิน ที่ดูแล้วน่าจะเป็นการสั่งและการเกณฑ์มากกว่าจะปรากฏตามธรรมชาติที่เกิดขึ้นเอง  เป็นพวกที่ม็อบเรียกว่าพวกมินเนี่ยนที่ไม่เนียนซะเยอะ เข้าใจว่า เกณฑ์มาเพื่อแสดงพลังทัดทานการขู่ยื่นคำขาดของม็อบราษฎรที่ให้ลุงตู่ต้องออกภายในสามวัน

พวกมินเนี่ยน (ตัวจริงอาจไม่น่ารักแบบนี้ที่พวกม็อบหนูๆติดภาพจำจากการ์ตูน)

แต่จริงๆแล้ว  ม็อบที่กล้าวอ้างว่า ไม่มีแกนนำ เพราะทุกคนเป็นแกนนำ ก็ใช่ว่าจะเป็นปรากฏการณ์ตามธรรมชาติที่เกิดขึ้นเอง เพียงแต่ของใครจะทำได้เนียนกว่ากันเท่านั้น ไม่เชื่อลองตัดสัญญาณสื่อสารแบบที่รัฐบาลอังกฤษงัดมาใช้เพื่อยุติการจลาจลที่ถูกอ้างว่าเป็นการชุมนุมประท้วงแถวทอตแนม (Tottenham) ทางเหนือของกรุงลอนดอนเมื่อหลายปีก่อนดูก็ได้ หรือที่รัฐบาลจีนตัดสัญญาณที่มณฑลซินเจียงเพื่อยุติการจลาจลระหว่างพวกจีนฮั่นกับจีนอุยกู ถ้าไม่มีมือถือ แล้วยังออกมาม็อบกันได้ ก็ต้องยอมรับกัน

ต่อมาวันปิยมหาราช ในขณะที่นักเรียนนักศึกษาประชาชนส่วนหนึ่งพากันมาถวายบังคัมพระบรมรูปพระปิยมหาราช อีกส่วนหนึ่งก็ขยันทำกิจกรรมชุมนุมประท้วงที่โน่นนี่นั่นกันไปอย่างไม่มีวันหยุดนักขัตฤกษ์สมชื่อ ไทยนี้รักสงบ.....แต่ถึงม็อบไม่ขลาด จริงๆ แต่พอถึงตอนบ่าย ก็มีการปล่อยตัวไผ่ ดาวดิน แต่ปล่อยออกมาแล้ว บักไผ่ก็บ่ไปไสไปโลด ยังอาลัยอาวรณ์คุกที่เคยเนา กระโดดขึ้นเวทีปราศรัยหน้าเรือนจำมันเสียงั้น ประกาศให้ลุงตู่ต้องลาออกภายในหนึ่งวัน มิฉะนั้นจะยกระดับการชุมนุม ถือเป็นการสำทับการยื่นคำขาดของมิตรสหายก่อนหน้านั้นสองวัน  ดีที่บักไผ่นับวันไม่ผิด  เพราะตัวผมเองตกเลข ยังงงๆอยู่กับการยื่นคำขาดสามวันของม็อบราษฎรหน้าทำเนียบเมื่อวันคืนวันพุธ ว่าตกลงแล้ว เดดไลน์สามวันนี่มันตกวันไหนกันแน่ ?!

เพราะนี่ก็เลยสามวันมาแล้ว ก็ไม่เห็นจะมีบิ๊กเซอร์ไพรซ์อะไร  ซึ่งต้องขอเตือนด้วยความหวังดีว่า ถ้าลั่นคำขาดไปแล้วซ้ำๆซากๆ ขนาดออกจากคุกมายังประสานย้ำได้ขนาดนั้น  หากทำตามสัญญาไม่ได้อยู่บ่อยๆ  จากเด็กนักเรียนนักศึกษามหาลัยจะกลายเป็นเด็กเลี้ยงแกะ และจะเสียมวลชนด้วย เข้าข่ายไม่จริงใจ ไร้ยุทธศาสตร์

อย่ายื่นบ่อยเกินไป ! 

ที่สำคัญ กลายเป็นเด็กเลี้ยงแกะยังไม่พอ จะกลายเป็นผู้ใหญ่แบบพวกลุงๆด้วย ที่สัญญาหน้าไฟมาตั้งแต่วันแรม เก้าค่ำ เดือนหก ปีมะเมียโน่น ว่า ขอเวลา...จะคืนความสุขให้  นี่ก็ครึ่งรอบนักษัตรแล้ว  ยังไม่คืนความสุข แถมเอาความทุกข์ขนาดน้องๆเงื่อนไขรัฐประหารมากองให้อยู่ตรงหน้า  สำรวยลืมคำ ร้ายจริงๆ อะไรที่ผู้ใหญ่เขาทำแล้ว พวกหนูว่าไม่ดี ก็อย่าไปทำตามสิ  แต่ถ้าโตขึ้นสักหน่อยก็อาจจะฉุกคิดได้ว่า สิ่งที่ผู้ใหญ่เขาทำวันนี้ ตะก่อนตอนเด็กเขาก็ไม่คิดจะทำ เหมือนที่หนูคิดตอนนี้เป๊ะเลย

ของแบบนี้ วิคตอร์ อูโก้  เรียกว่า “Ananke” คำกรีกโบราณแปลว่า โชคชะตา ความจำเป็น หลีกเลี่ยงไม่ได้  คำนี้เป็นคำสำคัญเลยทีเดียวใน “คนค่อมแห่งนอเทอดราม” (the hunchback of notre dame)  นวนิยายที่โด่งดังอีกเรื่องหนึ่งของวิคตอร์ อูโก้  คนแต่งคนเดียวกันกับ “เหยื่ออธรรม” (Les Misérables) ที่เวลามาทำเป็นละครเพลง มีเพลง “Do You Hear the People Sing ?” ที่อาจารย์ป๊อก ปิยบุตรเขาชื่นชอบมาก  จนพวกหนูๆก็เลยชอบไปกับเขาด้วย

คนค่อมแห่งนอเทอดราม

วิคตอร์ อูโก้   

 เหยื่ออธรรม

                          

แต่ เอ ! ไม่รู้ว่าพวกหนูรู้ไหมว่า เรื่องเหยื่ออธรรมนี้ วิคตอร์ อูโก้เขาแต่งขึ้นมาไม่ได้จะเชียร์การปฏิวัติฝรั่งเศสนะ แต่ต้องการสะท้อนให้เห็นถึงโศกนาฏกรรมอันไม่มีดีจากการปฏิวัติฝรั่งเศสที่เกิดกับชีวิตผู้คน

…….by the way สุขสันต์วันเกิดย้อนหลังด้วยนะครับ  อาจารย์ป็อก (ปิยบุตร) ทราบว่า อาจารย์เกิดวันที่ 23 ตุลา ปีนี้สิริอายุรวมเท่าไรแล้วครับ ? ของผมเลย 61 แล้ว   อาจารย์คงใฝ่ฝันในการปฏิวัติ แต่ผมนั้นขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ  จะไปกันได้หรือเปล่าก็ไม่รู้  เอาเป็นว่า ถ้าปฏิวัติสำเร็จสมที่อาจารย์ใฝ่ฝันก็อย่าไล่ผมออกไปอยู่ประเทศอื่นอย่างที่พวกโน้นเขาไล่อาจารย์กับธนาธรเลยนะครับ เพราะ หนึ่ง ผมไม่เคยไล่อาจารย์และธนาธร และได้กล่าวในที่สาธารณะไม่เห็นด้วยกับการเที่ยวไล่คนไทยออกจากประเทศไทย  สอง ถึงแม้ว่าฝ่ายตรงข้ามของอาจารย์เขาชนะ ผมก็ไม่ได้จะเป็นใหญ่เป็นโตที่จะไปไล่อาจารย์และธนาธร หรือจะไปห้ามเขาไล่ก็ไม่มีปัญญาด้วย

ไปนานๆ  ก็อาจชินได้นะ  !

งานนี้ถ้าอาจารย์ป๊อกเอาแต่พูด แต่ไม่คิดประนีประนอมจริงๆ ก็ลองไปฟังเพลง The Winner Takes it All ของ ABBA กลุ่มนักร้องชาวสวีเดน ที่ประเทศเขาติดอันดับสุดยอดทั้งในด้านการเมืองและคุณภาพชีวิต ทั้งๆที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข อาจารย์ปิยบุตรก็อย่ามัวแต่ฟังเพลงปฏิวัติฝรั่งเศสอยู่อย่างเดียวนะครับ  มันจะส่ออาการคนแก่ ย้ำคิดย้ำทำ ไม่เชื่อดูพี่จรัญ ดิษฐาฯสิครับ

ต่อมาในค่ำวันศุกร์ที่ 23 ตุลาฯ มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นนั่นคือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมพสกนิกรที่มาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จฯ ภายหลังเสร็จสิ้นพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทาน เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระดำเนินเยี่ยมพสกนิกรที่มารอเฝ้าฯรับเสด็จอีกครั้ง ก่อนประทับรถยนต์พระที่นั่งกลับพระที่นั่งอัมพรสถาน ในหลวง ร. 10 และพระราชินี ยังตรัสทักทายประชาชนเสื้อเหลืองในหลายช่วง และได้ทรงมีพระปฏิสันถารกับประชาชนที่เป็นบุคคลที่ชูพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ไว้เหนือหัวที่หน้าเซนทรัลปิ่นเกล้าเพียงคนเดียว ทั้งๆที่มีการชุมนุมอยู่ตรงหน้า  โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตรัสว่า “กล้ามาก เก่งมาก ขอบใจ” พร้อมกับจับบ่าและตบบ่าประชาชนคนดังกล่าว

ส่งผลสะเทือนทั้งแผ่นดินก็ว่าได้  เริ่มจากประชาชนฝ่ายหนึ่งปลื้มปิติมีกำลังใจกันอย่างชนิดที่คนใต้เขาเรียกว่า “ได้แรงอก” แต่ในประชาชนกลุ่มเดียวกันนี้เองก็กังวลว่าจะถูกหยิบยกกล่าวอ้างพาดพิง หากต่อมาเกิดเหตุปะทะนองเลือดเหมือนสมัยเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519

ส่วนประชาชนฝ่ายม็อบ ตอนแรกที่เห็นข่าว ถึงกับอึ้งและเงียบไปพักหนึ่ง ดูจะวิตกกังวลว่าพวกตนกำลังจะเจอกับอะไรที่น่าสะพรึง  ถึงขนาด คุณประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร สส. บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกลออกมาให้สัมภาษณ์ในวันเสาร์ที่ 24 ตุลาฯ ว่า จากเหตุการณ์เมื่อคืนวันที่  23 ตุลาฯ ตนเห็นว่า กำลังจะย้อนร้อยเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519  (ที่จริงก็มีสิทธิ์เกิดอีกนะครับ เพราะฝ่ายหนึ่งก็หยาบช้ายั่วยุเสียเหลือเกิน ส่วนอีกฝ่าย เมื่อถึงจุดหนึ่ง ทนไม่ได้เถียงไม่ทัน ก็จะแปรสภาพเป็นอย่างที่ภาษาฝรั่งเขาเรียกว่าพวก fundamentalist ที่ยอมรับว่าต้องใช้ความรุนแรงเมื่อจำเป็นต้องใช้เพื่อปกป้องความเชื่อที่เป็นอัตลักษณ์ของพวกตน มักเห็นได้ในหมู่พวกศาสนาหัวรุนแรง)

แต่ฝ่ายม็อบหงอยหงอกไปได้อึดใจเดียวเท่านั้น ฝ่ายเสธ.ของพวกม็อบก็ไอเดียบรรเจิดคิดมุขมาแก้ลำทอนความตระหนกเครียด โดยเอาพระราชดำรัส “กล้ามาก เก่งมาก ขอบใจ” มาล้อด้อยค่าเล่นเสียเฉยๆ แถมอาจารย์ปวิน เกียวโตยังทำคลิปมาล้ออย่างไม่เหลือดีอีกด้วย  ทำให้ขวัญกำลังใจที่หอเหี่ยวของบรรดาม็อบไม่มีหัวไม่มีแกนนำ (ไม่มีหัวก็จริง แต่ยังมีเงาหัวอยู่นะ ก็แกนนำเบื้องหลังที่คอยนัดชุมนุมที่โน่นนี่นั่นไงหละ)  กลับฟื้นคืนสติฮึกเหิมขึ้นมาได้ แต่ก็ไม่ทั้งหมด ที่ยังสติแตกอยู่ก็มี

จนประมาณตอนกลางวันของวันอาทิตย์ จิตอาสาพระราชทานได้ออกมาโพสต์อธิบายความ “เก่งมาก กล้ามาก ขอบใจ”  ว่า "กล้ามาก" หมายถึง ยังยืนหยัดในศรัทธาของตนเอง ถึงแม้จะมีผู้เห็นต่างอยู่รายรอบตัว "เก่งมาก" คือ ควบคุมสติสัมปชัญญะ และจิตใจของตนเองได้ดีในสถานการณ์แบบนั้น "ขอบใจ" ที่ยังเชื่อมั่นในสถาบัน และไม่ก่อความรุนแรง เพิ่มความขัดแย้งให้มากกว่าที่เป็นอยู่ ในหมู่คนไทยด้วยกัน 

เมื่อได้เห็นดังนี้ การชุมนุมที่ราชประสงค์บ่ายแก่ๆวันอาทิตย์  เสธ. ม็อบก็ให้เด็กที่มาชุมนุมพร้อมใจกันตะโกน “กล้ามาก เก่งมาก ขอบใจ” เป็นของเล่นซ้ำๆอย่างเมามันส์กันไป

ทั้งๆที่จิตอาสาพระราชทานออกมาบอกว่าแล้วว่า คำว่า ขอบใจ หมายถึง ขอบใจที่ยังเชื่อมั่นในสถาบัน และไม่ก่อความรุนแรง เพิ่มความขัดแย้งให้มากกว่าที่เป็นอยู่ ในหมู่คนไทยด้วยกัน นั่นคือ ไม่สนับสนุนให้คนไทยทำร้ายคนไทยด้วยกันเอง และเป็นการเตือนโดยตรงต่อพวกเสื้อเหลืองหรือพวกสุดโต่งที่อาจจะตีความพระราชดำรัสผิดเพี้ยนไป

เมื่อถูกเอามาล้อเล่น แน่นอนว่า ฝ่ายปลื้มปิติก็ยิ่งโมโหโกรธาทำท่าจะกลายพันธุ์เป็น fundamentalist ไปในเร็ววัน แถมวันนี้เย็น พวกม็อบยังนัดชุมนุมใหญ่กันที่ต่างๆ และมีนัดจะเดินขบวนกันจากสามย่านไปสถานทูตเยอรมนีด้วย

ดูๆไปแล้ว ที่ผ่านมาสัปดาห์ก่อน สรุปได้ว่า คำขาดก็เป็นเพียงคำขู่ และเสื้อเหลืองก็พยายามรวมตัวโชว์พลังให้กลัว ส่วนม็อบก็ตั้งหน้ายั่วให้โกรธ ถ้าโชว์ๆยั่วๆกันไปอยู่อย่างนี้ ไม่มีการใช้กำลังความรุนแรง ก็ว่ากันไป เหมือนม็อบที่ฝรั่งเศสประท้วงกันมาเกือบสองปีแล้ว ประธานาธิบดีเขาก็ไม่ลาออก  และถ้าประท้วงรุนแรงก็วิ่งไล่จับกันไปอยู่อย่างนี้  ยังไม่ตายก็อยู่กันไป ก็เท่านั้น

เหตุการณ์ต่างๆที่ผ่านมาในรอบสัปดาห์จะว่าสำคัญก็สำคัญ เหมือนคนนั่งดูน้ำขึ้นเพื่อจะรอดูน้ำลง เหมือนไก่ที่ตื่นเต้นขันทุกเช้ารับอรุณรุ่งอย่างใจจดใจจ่อ  แต่ถ้ามองยาวๆกว่านั่งเครียดตามข่าวรายวัน เหตุการณ์เหล่านี้ก็ดูจะยังไม่มีอะไรสลักสำคัญนัก  เพราะสิ่งที่ผมเห็นว่าเป็นเหตุการณ์สำคัญที่น่าจับตารอคอยมากกว่าคือ ถ้าลุงตู่ลาออก พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล มีพระปรมาภิไธยแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ แล้วม็อบจะว่ายังไง ?  จะยอมรับพระปรมาภิไธยหรือเปล่า ? หรือ

ผิดสัญญาหน้าไฟไง !

ถ้าลุงตู่ไม่ยอมลาออก เพราะเวลาใครถามว่าจะลาออกไหม แกก็ย้อนถามกลับว่า “ผมทำผิดอะไร ?” (ผิดอะไรหน่ะหรือ ? อ้าว สัญญาอะไรไว้กับหนู จำไม่ได้แล้วหรือค่ะ ลุงขา  ผิดสัญญาว่าจะให้ความสุขหนูไง ! ว่างๆเปิดเพลงสัญญาหน้าไฟฟังบ้างนะค่ะ หนูจะทวงสัญญาแล้วนะ)และแกอาจจะประกาศเคอร์ฟิวถ้าจำเป็น  แล้วม็อบจะขู่ยื่นคำขาดอีกยังไง และจะยกระดับยังไงไม่ให้กลายเป็นผู้ร้ายอย่างสมบูรณ์แบบ ก่อการจลาจลที่มีการใช้กำลังความรุนแรง เผาบ้านเผาเมืองเผาโรงเรียนอย่างที่เกิดขึ้นที่ฝรั่งเศส    และแล้ว อาจจะโดยไม่รู้ตัว ทั้งสองฝ่ายก็ต้องมาตกอยู่ในสภาวะที่เรียกว่า  “Ananke” ที่คำกรีกโบราณแปลว่า โชคชะตา ความจำเป็นที่หลีกเลี่ยงและเลือกไม่ได้

....สุดท้าย  ขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า หากทั้งสองไม่คิด “เลือก” ที่จะพบกันครึ่งทาง หรือรู้จัก ฟังเพลง “ได้อย่างเสียอย่าง” ของพี่ป้อม อัสนี    ทั้งสองฝ่ายก็ควรจะไปหาเพลง The Winner Takes it All มานั่งฟังแล้วคิดให้ดีๆก่อนจะตัดสินใจทำอะไรลงไป

และเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ชัยชนะจากสถานการณ์ที่เลือกไม่ได้นี้ จะเกิดอะไรขึ้น ? โปรดติดตามตอนต่อไป