
นายกฯ ถก 10 ยักษ์ใหญ่เอกชน รื้อกฎหมายเก่าดันไทยศูนย์กลางอาเซียน
นายกฯ ประธานถก 10 บิ๊กธุรกิจเปิดทำเนียบฯ ฟังความเห็น รื้อกฎหมายลดอุปสรรค ดันไทยขึ้นแท่นศูนย์กลางอาเซียน เน้นความมั่นคงพลังงาน-อาหาร-ขนส่ง
เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 เวลา 17.00 น. ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมหารือร่วมระหว่างรัฐบาลกับภาคเอกชน ในหัวข้อ "ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง" เพื่อหาแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ ก่อนร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำ ณ ตึกสันติไมตรี
การประชุมครั้งนี้มีผู้บริหารระดับสูงจากภาคธุรกิจ 10 กลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญเข้าร่วม อาทิ นายธนินทร์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นางสาวจรีพร จารุก่อนสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) นางสาวศุภลักษณ์ อัมพุช ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด นายปณต สิริวัฒนภักดี กรรมการ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) นายครรชิต ไชยสุโพธิ์ รองประธาน บริษัท เกรท วอลล์ มอเตอร์ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด และนายชนวัฒน์ จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน)
นอกจากนี้ ยังมีคณะรัฐมนตรีร่วมรับฟังและหารืออย่างใกล้ชิด อาทิ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายพิพัฒน์ รัชกิจจ์ประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รวมถึงนางสาวไตรสุลี ไตรศรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี และนางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เป้าหมายหลักคือการรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชน เพื่อนำไปส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงด้านภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม รัฐบาลพร้อมที่จะอำนวยความสะดวก รื้อฟื้นกฎหมายที่ล้าสมัย และลดขั้นตอนการอนุมัติที่ซ้ำซ้อนซึ่งเป็นต้นทุนแฝงของภาคธุรกิจ รวมถึงแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานและพัฒนาทักษะให้ตอบโจทย์อุตสาหกรรมสีเขียว โดยเน้นย้ำว่าความสำเร็จของภาคเอกชนคือความสำเร็จของประเทศไทย
สำหรับการเคลื่อนไหวในระดับภูมิภาค สัปดาห์ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีได้เข้าร่วมการประชุมอาเซียน ณ ประเทศฟิลิปปินส์ โดยประเทศไทยได้ผลักดันแนวคิดเรื่องเสถียรภาพทางพลังงาน หรือโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน ความร่วมมือด้านระบบขนส่ง และความมั่นคงทางอาหารในระยะยาว ซึ่งเป็น 3 ประเด็นหลักที่ทุกประเทศในกลุ่มอาเซียนให้ความสำคัญร่วมกัน รัฐบาลจึงเล็งเห็นว่าประเทศไทยมีศักยภาพและความพร้อมสูงในการขับเคลื่อนให้อาเซียนเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจระดับโลก โดยอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการแปรเปลี่ยนข้อเสนอแนะให้เป็นนโยบายที่ปฏิบัติได้จริง







