เดิมพันของชาติครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก

วันที่ 22 ต.ค. 2563 เวลา 15:18 น.
เดิมพันของชาติครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก
โดย...ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์

"ประเทศมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร"

"รัฐบาลปล่อยไว้นานเกินไปหรือเปล่า"

"ถ้ารัฐบาลประยุทธ์ออก แล้วทุกอย่างจะจบจริงหรือ"

"ประเทศจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร"

นี่เป็นคำถามที่ได้ยินได้ฟังในช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมา เป็นคำถามที่ผู้ถามมีทั้งต้องการคำตอบ และถามขึ้นมาลอย ๆ ในเชิงปรารภ สองคำถามแรกและคำถามที่สี่ ผู้ถามคงต้องการฝากไปถึงรัฐบาลมากกว่าที่จะให้ผู้เขียนตอบเอง ส่วนคำถามที่สามต้องการถามพวกเรามากกว่า

สิ่งที่คนไทยต้องการคือความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองเพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังการแพร่ระบาดโควิด 19 แต่ปรากฏว่า บ้านเมืองกลับไม่สงบเรียบร้อยเท่าที่ควร มีการชุมนุมทางการเมืองที่ละเมิดกฎหมายบ่อยครั้งและถี่ขึ้น การบังคับใช้กฎหมายที่ล่าช้า จนทำให้คนไทยที่ปฏิบัติตามกฎหมายของบ้านเมืองเริ่มรู้สึกว่า คนที่เคารพกฎหมายกลายเป็นผู้เสียเปรียบในสังคม

คนไทยหวังว่า เมื่อมีรัฐบาลและฝ่ายค้านที่มาจากการเลือกตั้ง บ้านเมืองจะสงบเรียบร้อยเพื่อพัฒนาประเทศให้คนไทยกินดีอยู่ดี อยู่ ๆ ก็เจอไข้หวัดโควิดซึ่งเจอกันทั่วโลก เมื่อรัฐบาลสามารถคุมการแพร่ระบาดไข้หวัดโควิดได้ และหาทางป้องกันไม่ให้เกิดการระบาดรอบ 2 เพื่อมุ่งหน้าฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากไข้หวัดโควิด 19 ให้ค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้น แต่ก็เกิดความวุ่นวายทางการเมืองดังที่ทราบกันดีอยู่แล้ว

คำถามคือ ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลาออกจากนายกรัฐมนตรีตามคำเรียกร้อง กดดันจากพรรคฝ่ายค้าน ความวุ่นวายต่างๆ จะยุติลงหรือไม่ คำตอบคือ ไม่ ถามต่อไปว่าเพราะอะไร คำตอบคือ การเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ ลาออก เป็นเพียงข้อแรกในสามข้อของ “คณะราษฎร”ข้อที่สองคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งกำลังอยู่ในกระบวนการในรัฐสภา ส่วนข้อสุดท้ายซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุด คือ การปฏิรูปสถาบันกษัตริย์

เป็นที่รู้กันว่า "ปฏิรูป" เป็นเพียงคำที่นำมาอ้างเพื่อไม่ให้ผิดกฎหมายเท่านั้น โดยจะกระทำเป็นขั้นตอนตามสถานการณ์ อาทิ พระมหากษัตริย์ต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ตามที่แกนนำพูดว่า ต้องหาที่ยืนให้พระมหากษัตริย์ในรัฐธรรมนูญ หรือเป็นประมุขของประเทศเพียงในนามเท่านั้น (ทั้งที่ปัจจุบัน พระมหากษัตริย์มีที่ยืนในรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว แต่เขาต้องการให้ยืนในจุดที่เขากำหนดให้) อย่างไรก็ดี เป็นที่รู้กันทั่วไปว่า เป้าหมายสุดท้ายของกลุ่มผู้เรียกร้อง หากทำได้ก็คือ การยกเลิกสถาบันพระมหากษัตริย์

เรื่องนี้ไม่ใช่พูดเล่น ๆ เพราะแกนนำที่เคลื่อนไหวได้ประกาศเรื่องนี้มาโดยตลอด

แม้แต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยังได้เรียกร้องให้สามารถแก้ไข หมวด 1 มาตรา 1 ซึ่งเป็นหมวดที่ว่าด้วย “รูปแบบของรัฐ “ (ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรหนึ่งเดียว จะแบ่งแยกมิได้) และ มาตรา 2 ว่าด้วย “รูปแบบของการปกครอง” (ประเทศไทยมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข) และรวมทั้งแก้ไขมาตรา 6 หมวด 3 (องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใด ๆ มิได้) นัยหนึ่ง พระมหากษัตริย์ถูกฟ้องร้องได้

การด้อยค่าสถาบันกษัตริย์ถูกเผยแพร่อย่างกว้างขวางผ่านสื่อสังคมโดยคนกลุ่มเดียวกัน ส่วนคนที่ยกย่องเชิดชูสถาบัน แม้แต่ผู้ประกวดนางงามที่กล่าวยกย่องในหลวงรัชกาลที่ 9 และนักกีฬาที่ชูรูปในหลวงรัชกาลที่ 9 ก็ยังโดน "ทัวร์ลง" จนทำให้หลายคนขยาดไม่กล้าที่จะแสดงตัวว่าจงรักภักดีต่อสถาบันสูงสุด

การจาบจ้วง ดูถูกดูหมิ่น การด้อยค่าสถาบันกษัตริย์มีเพิ่มขึ้นจากการปลุกระดมของกลุ่มการเมืองกลุ่มหนึ่ง เหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจของประชาชนที่รักชาติรักสถาบันกษัตริย์ มากที่สุด คือ การที่ม็อบคุกคามเสรีภาพของพระราชินีที่ข้างทำเนียบรัฐบาลเมื่อบ่ายวันที่ 14 ตุลาคม 2563 ทั้งด้วยคำพูดและการกระทำ ทั้งการชูสามนิ้ว ชูนิ้วกลาง ใช้รองเท้าขว้าง และเขย่ารถพระที่นั่ง ซึ่งเรื่องแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่งมีภาพนิ่งและวิดิโอเป็นหลักฐานชัดเจน

ก่อนหน้านั้น ในการชุมนุมของม็อบที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เมื่อ 10 สิงหาคม 2563 มีการประกาศข้อเรียกร้อง 10 ข้อ ซึ่งมุ่งกระทำต่อสถาบันกษัตริย์โดยตรง ในขณะที่ในคณะกรรมาธิการงบประมาณของสภาผู้แทนราษฎร กรรมการบางคนตรวจสอบและเสนอเลิกบางหน่วยงานและตัดงบประมาณของสถาบัน

ล่าสุด นักการเมืองคนหนึ่งเสนอให้ตั้ง “คณะกรรมาธิการวิสามัญปฏิรูปสถาบันกษัตริย์” เพื่อ “เปิดพื้นที่ปลอดภัย” ให้กับพวกเขาที่จะพูดได้เต็มที่โดยไม่ผิดกฎหมาย ในขณะที่นอกสภาก็มีการคำประกาศ "ศักดินาจงพินาศ" เป็นการทำงานประสานกันระหว่างนอกสภากับในสภา และเปิดหน้าชนกันตรง ๆ

คนไทยทั่วไปตระหนักหรือไม่ว่า สถาบันกษัตริย์กำลังถูกคุกคาม

“เดิมพันของชาติ” ครั้งนี้ใหญ่หลวงยิ่งนัก หนักกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา อย่าทำเป็นเล่นไป

"เดิมพัน"เป็นเรื่องของการได้เสีย หรือแพ้ชนะ “เดิมพันของชาติ” เป็นเรื่องการได้เสียของชาติ หรือการแพ้ชนะของชาติ ถึงเวลาที่ประชาชนจะต้องเลือกแล้วว่าจะเอาอย่างไหน คนมีเดิมพัน ชาติก็มีเดิมพันเช่นกัน

ไม่ใช่เรื่องการกดดันให้ พล.อ.ประยุทธ์ ลาออกจากนายกรัฐมนตรี หรือ แก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วจะจบ สองเรื่องเป็นเพียงเรื่อง "ยุทธวีธี" แต่ยุทธศาสตร์คือ ล้มสถาบันกษัตริย์ คนไทยต้องตระหนักในเรื่องนี้ให้ดี ๆ

ความเคลื่อนไหวของฝ่ายต่อต้านทั้งหมดมุ่งไปสู่เป้าหมายสูงสุดอันนี้ แต่ก่อนจะถึงตอนนั้น ก็ค่อย ๆ ทำเป็นขั้นตอน เช่น อยู่ในฐานะที่จะ "ต่อรอง" กับกษัตริย์ได้โดยเฉพาะหากได้เป็นนายกรัฐมนตรี ลิดรอนอำนาจและพระราชทรัพย์ไปทีละน้อย

ไม่ใช่ต้องการให้พระองค์ใดขึ้นมาแทน

เรื่องนี้ไม่ใช่พูดเล่น แต่เป็นเรื่องจริงหลังจากติดตามพฤติกรรมและคำพูด ข้อเขียนของแกนนำเหล่านี้ซึ่งแสดงออกอย่างไม่ปิดบังต่อสาธารณะชน หน่วยงานด้านความมั่นคงได้ติดตามเรื่องนี้มาเป็นเวลานับสิบปี ตั้งแต่แกนนำยังไม่ได้เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป ยังไม่ได้เข้าสู่วงการเมือง แต่เขาได้แสดงความคิด อุดมการณ์ทางการเมือง ผ่านคำพูดและข้อเขียนมานานแล้ว จนสรุปได้ว่า คนพวกนี้มีแนวคิดล้มล้างสถาบันกษัตริย์และเปลี่ยนแปลงการปกครอง

ย้ำว่า คนไทยทุกคน โดยเฉพาะรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐต้องตระหนักว่า "เดิมพันของชาติ" ครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เกี่ยวพันกันอย่างแยกไม่ออก หากเสาใดเสาหนึ่งคลอนแคลนหรือล้มไป อีกสองเสาก็จะถูกดึงให้ล้มไปด้วย

ที่ผ่านมา ราษฎรผู้จงรักภักดีอยู่ในสภาพที่อึดอัดใจอย่างยิ่ง ที่เห็นคนกลุ่มหนึ่งดูหมิ่น จาบจ้วง คุกคามต่อสถาบันกษัตริย์อย่างเปิดเผย ราษฎรผู้จงรักภักดีเริ่มรู้สึกวา ตนเอง “ไม่มีที่ยืนในสังคม” หรือยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยว แม้อยากจะใส่เสื้อสีเหลืองก็กลัว เมื่อแสดงออกก็ถูกรุมถล่ม ถูกบุลลี่ หรือถูกทัวร์ลง

ราษฎรผู้จงรักภักดีจำนวนไม่น้อยมีความรู้สึกว่า หวังพึ่งรัฐบาลในเรื่องนี้ไม่ได้เลย เพราะดูเหมือนกว่า รัฐบาลกลัวไปหมด นายกรัฐมนตรีถูกมองว่า มัวแต่ปกป้องตัวเอง โหนสถาบัน ท่องแต่คำว่า “อยู่อย่างจงรัก ตายอย่างภักดี “ คำถามที่ตามมา คือ แล้วงัย?

ขณะที่ “สมาคมครูและผู้ปกครอง” ควรมีบทบาทที่ไม่ยอมให้ “นักเรียนเลว” บางกลุ่ม มาทำลายความเป็นระเบียบวินัยและคุณค่าของโรงเรียน

อย่างไรก็ดี หลังจากที่รอมานาน เราเริ่มเห็นการ “ขยับตัว” ของฝ่ายรัฐ ซึ่งเป็นสิ่งที่ราษฎรผู้จงรักภักดีกำลังรออยู่ เมื่อราษฎรทั่วประเทศได้มีโอกาสแสดงออกในความจงรักภักดีและต่อต้านกลุ่มคนที่ดูถูก ดูหมิ่น จาบจ้วง สถาบันพระมหากษัตริย์ เมื่อราษฎรทั่วประเทศได้มีโอกาสแสดงออกในความจงรักภักดีและพร้อมจะปกป้องสถาบันกษัตริย์ อย่างที่เขาต้องการ

ทุกอย่างต้องมี "คนนำ" แม้แต่กลุ่มล้มเจ้าก็เป็นผู้นำมวลชนเด็กและเยาวชนในการต่อต้านสถาบันกษัตริย์ ที่บอกว่าเป็นม็อบไร้แกนนำ พวกเขาทำกันเองนั้น ไม่จริงหรอก เด็กและเยาวชนที่มาชุมนุมซึ่งดูเหมือนเป็นอิสระ แต่แท้จริงแล้ว มี “ศูนย์กลาง” ที่วางแผน สั่งการ ควบคุม บริหารจัดการให้ดูเหมือนว่ามีการคัดค้านสถาบันสูงสุด รัฐบาล อย่างกว้างขวางทั่วประเทศ ส่งข่าวไปทั่วโลกให้เห็นว่า สถานการณ์ในไทยเข้าขั้นวิกฤติ

หากรัฐบาลจะทำบ้างก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร เพราะราษฎรผู้จงรักภักดีรออยู่แล้ว เมื่อมีสัญญานเปิดที่ยืนและผ่อนคลายความอึดอัดใจของราษฎรผู้จงรักภักดี หรือเปิดทางออกให้ไอน้ำพุ่งออกมาเสียบ้าง ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร

เป็นเรื่องที่สู้กันทางสงครามข่าวสาร สงครามจิตวิทยา สงครามการเมือง

เป็นการปลุกขวัญกำลังใจของราษฎรผู้จงรักภักดีที่อยากแสดงออกถึงจุดยืนแห่งความจงรักภักดีของตน

สุดท้าย ต้องทำให้ผู้บริหารประเทศ และคนไทยทุกคนตระหนักว่า “เดิมพันของชาติ” คราวนี้ใหญ่หลวงนัก หากรัฐบาลและราษฎรไทยทุกคนตระหนักถึงภัยคุกคามที่แท้จริงของชาติ บ้านเมืองก็จะอยู่รอดปลอดภัย เพื่อรักษาบ้านนี้เมืองนี้ให้กับไทยในรุ่นต่อๆไป ส่วนคนที่คิดไม่ดี คิดคดทรยศกับชาติบ้านเมืองต้องถูกกำจัดออกไปใหพ้นจากแผ่นดินนี้

นักศึกษา วปอ.และสถาบันระดับสูงของชาติทั้งพลเรือนและทหาร มักได้ยินคำว่า “ผลประโยชน์ของชาติ” “ นโยบายของชาติ “ และ ยุทธศาสตร์ชาติ “ บ้าง “ รัฐบาลแห่งชาติ “ และ ฯลฯ แต่วันนี้ ได้ทราบอีกคำเพิ่มเติมคือ “ เดิมพันของชาติ “ เพราะฉะนั้น เวลาจะพิจารณาความมั่นคงหรือความอยู่รอดปลอดภัยของชาติ อย่าลืมพิจารณา "เดิมพันของชาติ" ด้วย

*************