เครื่องแต่งกายประจำชาติของสวีเดน

วันที่ 28 ก.ย. 2563 เวลา 14:56 น.
เครื่องแต่งกายประจำชาติของสวีเดน
โดย...ไชยันต์ ไชยพร                            

*******************

สวีเดนเริ่มมีเครื่องแต่งกายประจำชาติขึ้นครั้งแรกในรัชสมัยของพระเจ้ากุสตาฟที่สาม (๑๗๔๖-๑๗๙๒) ในการแก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจของชาติในปี ค.ศ.๑๗๗๕ พระองค์ได้ทรงออกนโยบายการค้าเสรีและยกเลิกภาษีส่งออก อีกทั้งมีการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวกับคนจน (the poor law) เพื่อทุเลาความเดือดร้อนทุกข์ยากของคนยากคนจน นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงมีพระราชดำริในการออกแบบเครื่องแต่งกายประจำชาติ และทำให้เครื่องแต่งกายดังกล่าวเป็นที่นิยมแพร่หลายทั่วไป ส่งผลให้ชนชั้นสูงนิยมแต่งชุดดังกล่าวกันโดยเริ่มตั้งแต่ ค.ศ.๑๗๗๘ จนสิ้นรัชสมัยของพระองค์ ในขณะที่ชุดแต่งกายประจำชาติของสตรียังเป็นที่นิยมใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะในงานพิธีสำคัญๆของประเทศ

จริงๆแล้ว พระเจ้ากุสตาฟที่สามทรงตั้งพระราชหฤทัยออกแบบเครื่องแต่งกายดังกล่าวสำหรับชนชั้นกลางและชนชั้นสูง ด้วยทรงมีพระราชประสงค์ที่จะลดทอนการสั่งซื้อเสื้อผ้าตามแฟชั่นเริ่ดหรูจากต่างประเทศ เพราะก่อนหน้าที่จะมีเครื่องแต่งกายประจำชาติ ชนชั้นสูงและชนชั้นกลางสวีเดนนิยมที่จะสั่งซื้อเสื้อผ้าจากต่างประเทศ ซึ่งพระองค์เห็นว่าเป็นการสิ้นเปลืองและเสียงบดุลทางการค้า จะส่งผลให้ประเทศยากจนตามมา แม้ว่าจะพระองค์จะทรงออกแบบเครื่องแต่งกายดังกล่าวนี้ขึ้นมา แต่ก็มิได้ทรงออกเป็นกฎหมายบังคับแต่อย่างใด เพียงแต่เป็นพระราชดำริเท่านั้นว่าให้เป็นเครื่องแต่งกายที่เป็นทางการของทั้งชนชั้นสูงและชนชั้นกลางของสวีเดน

พระเจ้ากุสตาฟที่สามทรงสร้างแรงจูงใจแก่ประชาชนสองชนชั้นดังกล่าว โดยการเน้นให้เห็นถึงความสำคัญของการทำให้ราษฎรสวีเดนหยุดเดินตามแฟชั่นราคาแพงจากต่างประเทศ การออกแบบเครื่องแต่งกายประจำชาติและพระราชดำริดังกล่าวนี้ของพระเจ้ากุสตาฟที่สามแห่งสวีเดนได้ส่งผลให้เกิดกระแสความสนใจจากประเทศต่างๆในยุโรป โดยเฉพาะในฝรั่งเศส ซึ่งมีความเห็นต่อเรื่องดังกล่าวนี้แตกต่างกันไป

หนึ่งในปราชญ์แห่งกระแสแสงสว่างทางปัญญาหรือ “enlightenment” ของฝรั่งเศสอย่างวอลแตร์ (Voltaire) ได้กล่าวถึงปรากฎการณ์นี้ว่า “ชาติต่างๆควรจะมีความเป็นตัวของตัวเอง และหากจะลอกเลียนแบบกัน ก็ควรที่จะลอกเลียนแต่ในสิ่งที่ดีๆเท่านั้น ไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปตามอารมณ์อำเภอใจ พระมหากษัตริย์แห่งสวีเดน—ผู้ซึ่งไม่เคยมองข้ามสิ่งเล็กน้อยที่สำคัญ---ทรงตระหนักถึงเรื่องนี้อย่างยิ่ง พระองค์ทรงกำลังจะมอบสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ประเทศชาติหนึ่งๆจะมีได้ นั่นคือ ขนบธรรมเนียมประเพณีแห่งบ้านเมือง  ข้าพเจ้าขอน้อมเกล้าฯกราบบังคมทูลพระองค์ว่า ข้าพเจ้าขอยกย่องให้เกียรติพระองค์ในฐานะผู้ทรงสร้างสรรค์สิ่งที่ดีมีประโยชน์ต่อมนุษยชาติ  (benefactor of humanity)  ทรงเป็นแบบอย่างสำหรับเหล่าพระมหากษัตริย์ทั้งหลาย  แม้ข้าพเจ้ากำลังจะจากโลกนี้ไป แต่ข้าพเจ้าจะนำเอาความรู้สึกดังกล่าวนี้ติดตัวข้าพเจ้าไปจนถึงหลุมฝังศพของข้าพเจ้า ซึ่งจะทำให้ข้าพเจ้าตายอย่างมีความสุข...”

เครื่องแต่งกายประจำชาติที่ออกแบบโดยพระเจ้ากุสตาฟที่สามนี้มีรูปแบบและทรงเหมือนกันหมด นั่นคือ จะมีสีดำตัดกับสีแดง และมีสีฟ้าตัดกับสีขาวสำหรับงานพิธีที่เป็นทางการ นอกจากนั้น ก็จะมีสีที่ต่างกันสำหรับข้าราชสำนักในแต่ละกองงานต่างๆ  ส่วนคนทั่วไปสามารถเลือกสีได้ตามใจชอบ หรือจะผสมกันอย่างไรก็ได้ แต่ต้องมีสองสีหลักตามที่ออกแบบไว้

พูดถึงเครื่องแต่งกายประจำชาติสวีเดนที่ถือกำเนิดขึ้นในสมัยพระเจ้ากุสตาฟที่สาม ก็อดนึกถึงเครื่องแต่งกายประจำชาติของไทยขึ้นมาไม่ได้  แม้ว่า จะไม่ได้มีการกำหนดขึ้นชัดเจนว่าอะไรคือเครื่องแต่งกายประจำชาติของไทยเรา แต่ผู้คนจำนวนมาก็อดนึกถึง “เสื้อราชปะแตน” ไม่ได้  โดยเสื้อราชปะแตนนี้ถือกำเนิดขึ้น “เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ.๒๔๑๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสอินเดีย ผู้ตามเสด็จแต่งเครื่องแบบเสื้อฝรั่ง เวลาปกติก็เปิดอกผูกเน็คไท แต่นุ่งโจงกระเบนไม่นุ่งกางเกงแบบฝรั่ง ที่เมืองกัลกัตตา มีช่างฝีมือดี โปรดให้ตัดเสื้อใส่เล่นแบบปิดตั้งแต่คอมีดุมกลัดตลอด เพื่อไม่ต้องผูกเน็คไท เมื่อเสร็จแล้วก็พอพระราชหฤทัย เจ้าพระยาภาสกรวงศ์ ขณะนั้นเป็นจมื่นศรีสรรักษ์ ราชเลขานุการ ก็ทูลถวายชื่อ โดยเอาคำมคธว่า ‘ราช’ ผสมกับคำอังกฤษ ‘Pattern’ หมายความว่าแบบหลวง”http://www.lib.ru.ac.th/miscell/rajapattern.html)

นอกจากชุดราชปะแตนแล้ว และก็นึกถึง “ชุดพระราชทาน” ด้วย ซึ่งชุดพระราชทานมีประวัติความเป็นมาดังนี้คือ “สตรีไทยมี ชุดไทยพระราชนิยม กันมาตั้งแต่ต้นสมัย และนิยมสวมใส่ในพิธีการต่างๆกัน จนเป็นที่รู้จักกันทั่วไป นิยมใช้กันในโอกาสต่างๆ ตามความเหมาะสมกับโอกาสสถานที่ ส่วนชุดของผู้ชายนั้น ก็ยังคงแต่งชุดสากล อย่างฝรั่ง เรื่อยมา จนกระทั่งปัจจุบัน สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินตามพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเยี่ยมประชาชนตามชนบท ทรงเห็นฝีมือการทอผ้าของชาวพื้นเมือง ตามหมู่บ้านที่ได้นำขึ้นถวาย แต่ละแห่งนั้น งดงามมาก จึงได้ทรงคิดที่จะสนับสนุนงานฝีมือเหล่านี้ไว้ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น พระองค์ถึงกับพระราชทานทุนทรัพย์ส่วนพระองค์ จัดหาวัสดุให้แก่ชาวบ้านเหล่านั้น และได้ผลิตออกจำหน่ายจนเป็นที่รู้จักกันในหมู่ข้าราชบริพารในระยะเวลา ๒-๓ ปีต่อมาก็ได้นำสินค้าเหล่านั้น ออกสู่สายตาประชาชน โดยการจัดงานแสดงสินค้าพื้นเมืองขึ้นที่สวนอัมพรเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. ๒๕๒๐ และทรง ให้ชื่อว่า ‘ การแสดงศิลปาชีพ’ ทำให้สินค้าพื้นเมือง ของแต่ละภาคเป็นที่รู้จักกันมากขึ้น แต่ก็มักจะนิยมให้กันเฉพาะในสังคมชั้นสูง เช่น บรรดาเจ้านายในราชสำนัก ข้าราชบริพาร ข้าราชการชั้นผู้นำเท่านั้น ส่วนประชาชนทั่วไปยังไม่นิยมกันเท่าที่ควร สินค้าที่ผลิตออกมาจึงจำหน่ายได้น้อยไม่เพียงพอกับทุนทรัพย์ที่ลงไป

สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถทรงคิดหาทางให้ช่างผู้ชำนาญของกรมศิลปากรออกแบบเครื่องแต่งกายชาวไทยขึ้น โดยนำแบบตามประวัติศาสตร์มาประยุกต์ให้ทันสมัย เหมาะกับสภาพอากาศ สิ่งแวดล้อม ความสะดวก สบายตามเทศะ โอกาสและสภานที่ แบบที่ออกมานี้จึงมีลักษณะคล้ายเสื้อราชปะแตนในรัชกาลที่ ๖ ผิดกันตรงที่ การใช้วัสดุ และส่วนปลีกย่อย คือ แทนที่จะใช้ผ้าเนื้อหนา สีขาว แบบฝรั่ง ก็หันมาให้ผ้าทอพื้นเมืองแทน จึงมีสีสัน งดงาม คอเสื้อตั้ง แขนสั้นหรือยาว มีกระเป๋าล่าง ๒ ใบเจาะ หรือ กุ๊น ปากกระเป๋า ตามแบบเสื้อชาย กระดุม ๕ เม็ด อาจจะใช้ผ้าตกแต่งให้ดูเด่นขึ้นก็ได้ สวมแล้วเคียนเอวด้วยผ้าคะม้า ใช้ในงานลำลองก็คงเป็นฝ้ายและแขนสั้น ส่วนโอกาสพิเศษใช้แขนยาว วัสดุที่ใช้ก็คงจะต้องเป็นผ้าไหม ที่ทำให้ดูว่ามิใช่ลำลองหรือปกติ สำหรับกางเกง ก็ยังคงสวมแบบสากลกันต่อไป เสื้อดังกล่าวนี้เป็นที่นิยมใช้กันในสังคมบ้าง แต่ยังไม่แพร่หลายมากนัก ก็นับว่าเป็นการชี้ชวนให้ชายไทยหันมานิยมผ้าที่ผลิตในประเทศมากกว่าเดิมนั่นเอง นับว่านอกจากจะทำให้เศรษกิจในประเทศดีแล้ว ยังทำให้ชายไทยได้มมีประวัติการแต่งกายที่เป็นเอกลักษณ์ของตน ไม่ซ้ำแบบ ใคร ในปลายปีพ.ศ. ๒๕๒๒ นี้เอง ชุดที่กำเนิดขึ้นนี้ ชาวไทยจึง เรียกกันติดปากว่า ชุดพระราชทาน” (http://www.thaitopwedding.com/Misc/Man-Thai-dress.html)

เมื่อเปรียบเทียบกับจุดมุ่งหมายของการออกแบบเครื่องแต่งกายประจำชาติของไทยเรากับของสวีเดน แม้ว่ามีระยะห่างกันถึงเกือบสองร้อยปี  นั่นคือ สวีเดนเริ่มเมื่อปี ค.ศ. ๑๗๘๕ ส่วนของไทยเราเริ่มกันจริงจังเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๐ (ค.ศ. ๑๙๗๗)-----ถ้าไม่นับราชปะแตนที่เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ห้า---- จะเห็นได้ว่ามีจุดมุ่งหมายเดียวกัน นั่นคือ มุ่งให้เกิดความประหยัดในการแต่งกาย และแถมยังมีเอกลักษณ์ของความเป็นชาติของตนด้วย

แต่สำหรับตัวผู้เขียนมีชุดราชปะแตนครั้งแรกตอนรับพระราชทานปริญญาบัตร หลังจากนั้นเมื่อไปเรียนต่อเมืองนอก ด้วยความเสียดายที่ใส่เพียงครั้งเดียว จึงนำชุดราชปะแตนรับปริญญานั้นไปด้วย และใส่ต่างเสื้อนอก (สูท) เดินไปไหนมาไหนในลอนดอน มีคนหันมามองตามกันมาก และหากผู้เขียนไม่คิดเข้าข้างตัวเองหรือหลอกตัวเองจนเกินไป  ผู้เขียนรู้สึกว่า ชาวอังกฤษไม่ได้มองด้วยสายตาในแง่ลบหรือขบขัน ! ถ้าจะว่าเหมือนชุดของจีนก็ไม่ใช่ จะเหมือนของแขกก็ไม่เชิง เพราะราชปะแตนที่ผู้เขียนใส่นั้นสีขาว...แม้ว่าฝรั่งจะนิยมใส่สูทและพอใจที่คนชาติอื่นใส่สูทตามเขา แต่เขาก็ชื่นชมนิยมแฟชั่นที่แปลกตาและเป็นตัวของตัวเองไม่เหมือนใครของแต่ละชาติด้วยเช่นกัน เพราะมันคือ เสรีภาพและความเป็นอิสระของแต่ละชาติ.......แต่ผู้เขียนไม่เคยมี “ชุดพระราชทาน” ไม่เคยใส่ และไม่คิดจะใส่ด้วย ??!! ไว้จะเขียนต่อถึงเรื่องนี้ต่อไปคราวหน้า

บทความแนะนำ