เหลียวหลังแลหน้าไวรัสโคโรนาหวู่ฮั่น (17)

วันที่ 10 มิ.ย. 2563 เวลา 14:00 น.
เหลียวหลังแลหน้าไวรัสโคโรนาหวู่ฮั่น (17)
โดย...น.พ.วิชัย โชควิวัฒน

****************************

สหรัฐเคยทำหน้าที่ “ผู้นำโลก” ในการต่อสู้เอาชนะโรคระบาดร้ายแรงมาแล้วหลายครั้ง

โรคร้ายโรคหนึ่งซึ่งเคยสร้างความตื่นตระหนกให้แก่ชาวโลกมาเมื่อกว่าสามทศวรรษมาแล้ว คือโรคเอดส์ พบการแพร่ระบาดครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2524 ที่กรุงนิวยอร์คและฝั่งตะวันตกของสหรัฐ

โรคเอดส์แสดงอาการให้วงการแพทย์รับรู้ครั้งแรกด้วยอาการทางปอด คล้ายกรณีโรคโควิด-19 ซึ่งปรากฏอาการด้วยอาการปอดบวมในผู้ป่วย “รายแรก” ที่หวู่ฮั่น รายงานผู้ป่วยที่มีอาการ “แปลกประหลาด” ในโรคเอดส์ คือ รายงานผู้ป่วยด้วยโรคปอดบวมจากการติดเชื้อนิวโมซิสติส คารินิไอ (Pneumocystis carinii Pneumonia) ชื่อย่อว่า พีซีพี (PCP) เป็นโรค “ประหลาด” เพราะเชื้อโรคนี้ซึ่งเป็นเชื้อราชนิดหนึ่ง ปกติจะไม่ทำอันตรายกับคนทั่วไป เพราะจะถูกกำจัดโดยง่ายด้วยระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย

การที่เชื้อโรคนี้จะ “โจมตี” มนุษย์ได้ มนุษย์คนนั้นจะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอมาก จึงเป็น “โรคพบยาก” ในประชากรทั่วไป แต่เหตุการณ์ที่กรุงนิวยอร์คเป็นเรื่องน่าสนใจเพราะพบผู้ป่วยโรคนี้ถึง 4 รายในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน เชื้อก่อโรคนี้ เดิมเข้าใจว่าเป็นเชื้อ Pneumocystis carinii ปัจจุบันพบ ว่าคือเชื้อ Pneumocystis jiroveccii ชื่อโรคนี้จึงเปลี่ยนเป็น Pneumcystis jiroveccii peumomia หรือ Pneumocystis pneumonia ชื่อย่อ PCP เหมือนเดิม

รายงานผู้ป่วย 4 รายนี้ ส่งไปลงตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ชั้นนำของสหรัฐ คือ นิวอิงแลนด์เจอร์นัลออฟเมดิซิน (New England Journal of Medicine) ซึ่งเป็นวารสารวิชาการของแพทยสมาคมแห่ง มลรัฐแมสซาซูเสตส์ มลรัฐนี้เป็น “อาณานิคม” แห่งแรกๆ ที่ชาวยุโรปโดยเฉพาะชาวอังกฤษอพยพข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกไปตั้งถิ่นฐานที่สหรัฐ ชื่อนิวอิงแลนด์ ก็คือดินแดนอังกฤษแห่งใหม่ วารสารนี้ปัจจุบันมีอายุได้ 208 ปีเศษแล้ว ออกเป็นประจำทุกสัปดาห์ แสดงให้เห็นความเจริญก้าวหน้าทางวิชาการทางการแพทย์ของสหรัฐอย่างชัดเจน

วารสารนี้ฉบับแรกออกมาเมื่อเดือนกันยายน 2354 วางกรอบเป็นวารสารการแพทย์และปรัชญา ออกปีละ 4 ฉบับ

วารสารวิชาการในประเทศไทยที่ออกเป็นประจำทุกสัปดาห์มีน้อยมาก อย่างเก่งก็ออกเป็นรายเดือน หรือรายสองเดือน สามเดือน สี่เดือน บางฉบับออกมาได้เพียงปีละครั้ง มหาวิทยาลัยบางแห่งมีวารสารวิชาการออกมาเพียงปีละครั้ง และคุณภาพต่ำ แสดงถึงความล้าหลังอย่างมากทางวิชาการของเรา

ในช่วงเริ่มต้นการแพร่ระบาดของโรคเอดส์ วารสารการแพทย์นิวอิงแลนด์มีผู้ส่งต้นฉบับบทความวิชาการไปให้วารสารนี้พิจารณาตีพิมพ์สัปดาห์ละกว่า 1 พันเรื่อง แต่จะได้รับคัดเลือกลงตีพิมพ์ราว 10 กว่าเรื่องเท่านั้น

บรรณาธิการที่มีชื่อเสียงมากคนหนึ่งของวารสารนี้ คือ แพทย์หญิงมาร์เซีย แอนเจล เป็นบรรณาธิการที่ทำงานในวารสารนี้อย่างยาวนาน เป็น “มืออาชีพ” อย่างแท้จริง ทั้งในฐานะ “นักวิชาการ” และ “บรรณาธิการ” บทความที่ได้รับคัดเลือกลงตีพิมพ์ในวารสารฉบับนี้จะเป็นบทความทรงคุณภาพและได้รับการอ้างอิงอย่างกว้างขวาง “บทบรรณาธิการ” ที่เขียนโดยมาร์เซีย แอนเจล จะมี “อิทธิพล” ต่อวงการแพทย์และสาธารณสุขของสหรัฐมาก ทำให้ในปีหนึ่งนิตยสารไทม์ได้คัดเลือก “ผู้ทรงอิทธิพลสูงสุด” (The most influential person) ในสหรัฐในแขนงต่างๆ 20 คน

มาร์เซีย แอนเจลเคยได้รับเลือกเป็นผู้ทรงอิทธิพลสูงสุดในด้านสุขภาพปีเดียวกับที่ประธานธิบดีบิล คลินตัน ได้รับคัดเลือกเป็นผู้ทรงอิทธิพลทางการเมืองของสหรัฐ และแน่นอนของโลกด้วย

โดยที่อัตราการได้รับคัดเลือกให้ลงตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์นิวอิงแลนด์ราว 1 ต่อร้อย จึงไม่น่าแปลกที่รายงานผู้ป่วย “ประหลาด” 4 รายนั้น ไม่ได้รับคัดเลือกจากบรรณาธิการให้ลงตีพิมพ์ แต่บรรณาธิการเห็นว่าเป็นบทความที่มีความ “น่าสนใจ” สูง และควรได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่โดยรวดเร็ว จึงแนะนำ “วารสารวิชาการ” รายสัปดาห์อีกฉบับหนึ่งของสหรัฐ คือ “รายงานเฝ้าระวังโรคและการตายประจำสัปดาห์ (Morbidity Mortality Weekly Report) ชื่อย่อคือ เอ็มเอ็มดับบลิวอาร์ (MMWR) ของศูนย์ควบคุมโรคแห่งชาติ (Centers for Diseases Control and Prevention : CDC) ของกระทรวงสาธารณสุขสหรัฐ ซึ่งก็ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ รายงานเฝ้าระวังโรคฯ ฉบับนั้น จึงได้รับการจารึกในประวัติศาสตร์แพทย์และสาธารณสุขของโลกว่าเป็นผู้ตีพิมพ์ “รายงานผู้ป่วยเอดส์รายแรกของโลก” ในเวลาต่อมา

เชื้อปอดบวมพีซีพีนี้ เรียกว่าเป็นพวกเชื้อโรคฉวยโอกาส (Opportunistic infection) เพราะจะ “ฉวยโอกาส” โจมตีคนที่ภูมิคุ้มกันต่ำมากๆ เท่านั้น

ผู้ป่วยเอดส์อีก 4 ราย ได้รับการรายงานในเวลาห่างกันไม่มาก เป็นผู้ป่วยที่ปรากฏอาการทางผิวหนัง คือ “มะเร็งคาโปซี” (Kaposi’s sarcoma) ซึ่งต่อมาพบว่าเป็น “โรคติดเชื้อฉวยโอกาส” (Opportunistic infection) เช่นกัน เกิดจากเชื้อ “เริม” (Herpes virus) ชนิดหนึ่ง ซึ่งปกติจะไม่ทำให้เกิดโรคในคนทั่วไป แต่จะเกิดในคนที่ภูมิคุ้มกันต่ำมากๆ เป็นเชื้อไวรัสเริมพวกเดียวกับที่ทำให้เกิดตุ่มพองที่มุมปาก หรือที่อวัยวะเพศ หรือที่ทำให้เกิดโรคงูสวัด (Herpes zoster) แต่เป็นคนละชนิดกัน ชนิดที่ทำให้เกิดมะเร็งคาโปซี คือ ชนิดที่ 8 (Type VIII)

เมื่อมี “การค้นพบ” (Discovery) ผู้ป่วยลักษณะนี้ และมีรายงานมากขึ้นเรื่อยๆ วงวิชาการจึงประชุมกันเรียกชื่อโรคนี้ว่า “กลุ่มอาการภูมิคุ้มกันบกพร่อง” (Acquired Immune Deficiency Syndrome) ชื่อย่อคือ เอดส์ (AIDS) และใช้เวลาอีกแรมปีจึงพบว่าสาเหตุของโรคนี้คือเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง ซึ่งตกลงกันตั้งชื่อภายหลังว่าเชื้อ Human Immunodeficiency Virus ชื่อย่อคือ HIV (เอชไอวี)

วงวิชาการใช้เวลาแรมปีจึงพบสาเหตุ และพัฒนาวิธีการรักษาจนได้ผลดี แม้ยาจะไม่สามารถรักษาโรคให้หายขาดได้ แต่ก็มีประสิทธิผลดี จนผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตได้เกือบเป็นปกติเหมือนคนทั่วไป โดยมีอายุขัยเฉลี่ยต่ำกว่าคนทั่วไปราว 2-3 ปีเท่านั้น แต่ความพยายามในการพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคเอดส์ “ล้มเหลว” มาตลอด เพราะโรคนี้มีความแปลกประหลาดที่เชื้อโรคทำให้ร่างกายสร้าง “ภูมิคุ้มกัน” (Immunity) ขึ้นทั้งในระบบซีรั่ม และในระบบ “พึ่งเซลส์” (Cell-mediated Immunity) แต่ภูมิคุ้มกันเหล่านั้นไม่สามารถป้องกันเชื้อโรค หรือการติดเชื้อได้ เรียกว่าเป็น “ภูมิคุ้มกันที่ไม่ป้องกัน” (non-protective Immunity) เหมือนมีระบบยามหมู่บ้านแต่ไม่ป้องกันขโมย หรือมีกองทัพแต่ไม่ป้องกันประเทศ

แต่แม้จะยังไม่มีวัคซีน และคงจะไม่มีผู้ใดลงทุนพัฒนาวัคซีนต่อไปแล้ว เพราะโรคนี้สามารถ “ควบคุม” ได้ดีแล้ว แม้คิดค้นวัคซีนขึ้นมาได้ในเวลานี้ ก็คงไม่มีใครซื้อไปใช้ หรือมีก็คงน้อยมากจนไม่คุ้มกับการลงทุน

การที่ทั่วโลกสามารถ “จัดการ” กับโรคร้ายแรงอย่างโรคเอดส์ได้ เพราะมีการร่วมมือร่วมใจกันอย่างดี มีความพยายามของนักวิทยาศาสตร์จนค้นพบสาเหตุและยารักษาโรคได้ (แม้จะไม่หายขาด) มีองค์กรอย่างองค์การอนามัยโลก และสหประชาชาติที่ผนึกกำลังของทั่วโลก ทั้งทางวิชาการและการระดมทุนจัดหายาให้แก่ผู้ป่วยทั่วโลกโดยเฉพาะในประเทศยากจนให้มียาใช้อย่างกว้างขวาง แม้ยาจะราคาแพงมาก โดยสหรัฐเป็น “เจ้ามือ” ใหญ่ในการระดมทุนตั้งกองทุนโลกเพื่อเอาชนะเอดส์ วัณโรค และมาลาเรีย ซึ่งทำงานอย่างได้ผลมาก

หลักฐานต่างๆ ทำให้เป็นที่ยอมรับแล้วว่าโรคเอดส์เกิดขึ้นครั้งแรกในแอฟริกาเมื่อราวร้อยปีมาแล้ว แต่ยังไม่แพร่ระบาดไปทั่วโลก ต่อมาโรคมีการปรับตัวและแพร่ระบาดใหญ่ในสหรัฐก่อนจะแพร่ไปทั่วโลก

วงวิชาการไม่ “ตำหนิ” หรือ “ประณาม” ว่าสหรัฐเป็นจุดตั้งต้นของการแพร่ระบาดของโรคเอดส์นี้ แต่ถือว่าเป็น “โชคดี” ของมนุษยชาติที่โรคนี้ไปแพร่ระบาดใหญ่ครั้งแรกในประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้าที่สุด ทั้งทางการแพทย์และระบบควบคุมป้องกันโรคอย่างสหรัฐ ทำให้มีการ “ค้นพบ” การระบาดของโรคนี้อย่าง “ทันการณ์” และสามารถระดมสรรพกำลังของคนทั้งโลกเอาชนะโรคนี้ได้

ถ้าโรคนี้ไปแพร่ระบาดอย่างกว้างขวางในประเทศที่ยังล้าหลังทั้งทางการแพทย์และการสาธารณสุข ตลอดจนระบบเฝ้าระวังโรค เช่น ประเทศในเอเชียส่วนใหญ่ก็จะไม่มี “สติปัญญา” “ความรู้ความสามารถ” “สรรพกำลัง” และ “ทรัพยากร” มาเอาชนะได้ และประเทศเจริญแล้วอย่างสหรัฐและยุโรปก็อาจไม่ “ตื่นตัว” ทุ่มเทเอาชนะโรคเอดส์ เหมือนกรณีโรคที่เกิดกับคนยากจนและประเทศยากจน แต่ไม่เป็นปัญหากับประเทศร่ำรวยถูกละเลยอยู่ตลอดมา

โรคเอดส์เริ่มแพร่ระบาดใหญ่ในสหรัฐ ในขณะที่สหรัฐมีผู้นำที่มีวุฒิภาวะและเป็นผู้นำของโลกเสรีอย่างแท้จริง ไม่ใช่ผู้นำอันธพาลอย่างทรัมป์ โลกจึงเอาชนะโรคเอดส์ได้อย่างงดงาม

**************************