posttoday

ธุรกิจต้องปรับตัวรับมือระบบเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ แนะ อัพสกิลแรงงาน-รับยุค Automation

15 พฤษภาคม 2563

โดย...พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และรองประธานคณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคม ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กมธ.ดีอีเอส) *****************

การระบาดใหญ่ของไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบอย่างมากต่อตลาดแรงงาน เมื่อพบว่าในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา มีผู้ว่างงานเพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากธุรกิจและอุตสาหกรรมต่างๆ ต้องหยุดดำเนินการเพื่อยับยั้งการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส ซึ่งเป็นผลให้เศรษฐกิจถดถอยลง แม้ว่ามาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมจะเป็นมาตรการชั่วคราว แต่ผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในตลาดแรงงานจะส่งผลกระทบในระยะยาว ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทำให้ระดับของการใช้ระบบอัตโนมัติในภาคธุรกิจต่างๆ เพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อตำแหน่งงานในอุตสาหกรรมต่างๆ และภาวะถดถอยจากการแพร่กระจายของไวรัสโควิด อาจทำให้เกิดระบบอัตโนมัติในอุตสาหกรรมต่างๆ มากยิ่งขึ้น เนื่องจากในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจตกต่ำ ค่าจ้างแรงงานมนุษย์มักจะมีราคาถูกลงและอาจมีการใช้ระบบอัตโนมัติลดลง แต่ในความเป็นจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นคือเนื่องจากวิกฤตของกำไรและรายได้ของบริษัทตกต่ำลง จึงเป็นผลทำให้แรงงานมนุษย์ค่อนข้างแพงกว่าเมื่อเทียบกับระบบอัตโนมัติ

ดังนั้นบริษัทที่กำลังคิดเกี่ยวกับการทำงานระบบอัตโนมัติ จึงเกิดความกดดันอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงสองปีแรกที่เศรษฐกิจเริ่มตกต่ำลง โดยมีการศึกษาวิจัยจำนวนมากในช่วงภาวะถดถอยได้แสดงให้เห็นว่าค่าจ้างแรงงานมนุษย์รวมถึงสิทธิประโยชน์ต่างๆ ของพนักงาน จะมีแนวโน้มที่จะแพงกว่าการใช้ระบบอัตโนมัติอย่างชัดเจน ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงโดยทั่วไปคือวิธีการแทนที่แรงงานที่มีทักษะน้อยด้วยแรงงานที่มีทักษะมากขึ้นแต่ใช้จำนวนน้อยลง หรือการใช้แรงงานที่มีทักษะสูงๆ ด้วยการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ นั่นเอง

ซึ่งเทคโนโลยีใหม่ไม่ได้หมายถึงระบบอัตโนมัติเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังรวมถึงซอฟต์แวร์ในระดับองค์กรที่มีราคาถูกลง โดยต้นทุนที่ลดลงมักเกิดจากเทคโนโลยีคุณภาพสูง รวมถึงมาตรฐานแบบครบวงจรที่มักมาจากบริษัทด้านเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ดังนั้นสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบไดนามิก ที่เห็นได้อย่างชัดเจนในช่วงที่ผ่านมา นั่นก็คือวิกฤตการณ์ทางด้านการเงินที่เกิดจากการตกงานจำนวนมหาศาล

ทั้งนี้ ภาวะถดถอยที่เกิดขึ้น 3 ครั้ง ในช่วงเวลา 30 ปีที่ผ่านมา ทำให้ต้องสูญเสียตำแหน่งงานประเภทงานรูทีนในอุตสาหกรรมต่างๆ ร้อยละ 88 ให้แก่ระบบงานอัตโนมัติ และนั่นคืองานทั้งหมดที่สูญเสียไปในวิกฤตการณ์ ดังนั้นวิกฤตการณ์เหล่านี้ จึงเกิดกับงานที่สามารถแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติได้ โดยจากการวิจัยพบว่าบริษัทในเมืองใหญ่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด จากการแทนที่แรงงานที่ทำงานรูทีนด้วยเทคโนโลยีอัตโนมัติ นอกจากนี้แรงงานที่มีทักษะสูงกว่ายังได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน และยังพบว่าไม่เพียงบริษัทต่างๆ จะนำระบบอัตโนมัติมาใช้มากขึ้นเท่านั้น แต่บริษัทเหล่านั้นยังคงต้องการเพิ่มพูนทักษะของแรงงานอีกด้วย

อุตสาหกรรมแรกๆ ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย คือ ภาคส่วนการเงิน แต่มีความเกี่ยวข้องกับวิกฤตการณ์ในอุตสาหกรรมอื่นๆ ด้วย เช่น ภาคยานยนต์และภาคการผลิต นั่นเป็นเพราะวิกฤตการณ์ด้านการเงินทำให้เกิดผลกระทบต่ออุตสาหกรรมต่างๆ ตามมา โดยอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดในช่วงเวลานี้ คือ ธุรกิจที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว การบริการด้านอาหารและที่พัก แม้แต่ภาคส่วนการผลิตที่เคยอยู่ในระดับแถวหน้ามานานกว่า 30 ปี ก็ตกอยู่ภายใต้ความกดดันด้วย ส่วนของงานด้านการจัดการในระดับกลางที่สามารถนำ AI มาใช้ ไม่ว่าจะเป็นการทำบัญชี การวิเคราะห์ทางการเงิน หรือแม้แต่การพัฒนาซอฟต์แวร์ ต่างก็มีความเสี่ยงเช่นกัน

เทคโนโลยีที่ทันสมัยในปัจจุบัน อย่างเช่น ระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ หรือ AI อาจทำให้ตำแหน่งงานในระดับสิบล้านตำแหน่ง ในหลากหลายอาชีพและอุตสาหกรรม สามารถถูกแทนที่ด้วยเครื่องจักร แม้ว่าในปัจจุบันจะยังไม่เกิดขึ้นทั้งหมด แต่ก็ถือได้ว่าเป็นแนวโน้มที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงตำแหน่งงานที่อาจจะสูญหายไปในอนาคตได้ นั่นหมายความว่างานประเภทรูทีนจะสามารถทดแทนด้วยหุ่นยนต์หรือซอฟต์แวร์ได้ง่ายกว่างานประเภทอื่นๆ ส่วนอุตสาหกรรมการดูแลสุขภาพ การศึกษา และงานในภาครัฐ แม้จะมีความเสี่ยงค่อนข้างต่ำจากการเลิกจ้างพนักงาน แต่เราอาจเห็นการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมเหล่านั้น เช่น การเปลี่ยนแปลงไปสู่การเรียนรู้ทางไกลสำหรับภาคการศึกษา หรือการเปลี่ยนแปลงระบบการทำงานของภาครัฐที่จำเป็นต้องนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ จากความกดดันที่เกิดขึ้นจากภาคประชาชนเรียกร้องถึงประสิทธิภาพที่ยอมรับไม่ได้ ที่รัฐตอบสนองต่อปัญหาที่ช้ามากจนเกิดความเสียหายต่อผลประโยชน์ของประชาชน

โดยในปัจจุบันผลกระทบจากระบบอัตโนมัติเกิดในวงกว้างมากขึ้น และอาจเกิดได้กับทุกอาชีพ ซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวิธีการดำเนินงาน เช่น จากที่เคยใช้แรงงานมนุษย์ในการค้นหาสินค้า การบรรทุกและขนถ่ายสินค้า ได้เปลี่ยนไปสู่ระบบอัตโนมัติมากขึ้น ทำให้เกิดผลกระทบต่อแรงงานเหล่านั้น แต่ไม่ได้หมายความว่างานประเภทรูทีนจะสูญหายไปทั้งหมด แต่บริษัทต่าง ๆ ควรจะต้องวางแผนและเตรียมความพร้อมสำหรับระบบอัตโนมัติในช่วงเวลาที่ยังไม่เกิดวิกฤต เพื่อให้บริษัทมีความยืดหยุ่น สามารถปรับตัวได้ และเพื่อไม่ให้บริษัทต้องประสบกับความกดดันหากเกิดวิกฤตการณ์ขึ้นมาจริง ๆ

ปัจจุบันมีองค์กรธุรกิจจำนวนมากที่ต้องอยู่ภายใต้ความกดดันด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่กำลังมาถึง ไม่ใช่แค่ในระบบอัตโนมัติในรูปแบบมาตรฐานที่เราเคยเห็นในอดีตเท่านั้น แต่เป็นหุ่นยนต์ คีออสในร้านอาหาร หรือการชำระค่าสินค้าในร้านค้าปลีกที่ไม่ต้องใช้แคชเชียร์ เช่น ในร้าน Amazon Go ซึ่งในอนาคตอาจมีร้านค้าในรูปแบบนี้เพิ่มมากขึ้น โดยมีการคาดการณ์ว่าจะมีการใช้ AI ในกลุ่มคนชั้นกลางและใช้งานระดับมืออาชีพในสำนักงานเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นจะมีการใช้ระบบอัตโนมัติมากขึ้น แม้กระทั่งในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจตกต่ำก็ตาม

สุดท้ายเราไม่เพียงแค่สูญเสียงานไปในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาเท่านั้น แต่เรากำลังเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี นั่นอาจจะเป็นการเพิ่มความยุ่งยากให้กับกลุ่มคนงาน และจะทำให้ผู้คนในทุกระดับเกิดความวิตกกังวลมากขึ้น เพราะรูปแบบการทำงานจะไม่กลับไปเป็นเหมือนในภาวะปกติอีกต่อไป แต่มีแนวโน้มว่าจะมีการนำแพลตฟอร์มเทคโนโลยีใหม่เข้ามาสอดแทรกเพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงวิธีการปฏิบัติงาน และจะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ไม่อาจกลับมาเหมือนเดิมอีกต่อไป ดังนั้นเราจึงควรต้องมีการปรับตัวและเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตแบบใหม่ที่เกิดขึ้นหลังวิกฤตไวรัสโควิด-19

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด อาร์เซน่อล พบ ซันเดอร์แลนด์ พรีเมียร์ลีก วันนี้ 7 ก.พ.69