เลี้ยงกระแส

วันที่ 14 พ.ค. 2563 เวลา 16:15 น.
เลี้ยงกระแส
โดย...ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์

*********************

เดือนพฤษภาคมของทุกปี มีวันที่ระลึกเหตุการณ์สำคัญหลายประการทั้งที่เป็นวันสำคัญของทางราชการ เช่น วันฉัตรมงคล 4 พฤษภาคม วันวิสาขบูชา 6 พฤษภาคม วันพืชมงคล 11 พฤษภาคม และวันครบรอบ 10 ปี การก่อความรุนแรงทางการเมือง 19 พฤษภาคม 2553 ในขณะที่คนไทยยังเครียดอยู่กับไข้หวัดโควิด 19 ว่า จะต้องปรับตัวเข้าวิถีชีวิตใหม่อย่างไร แต่ก็ยังมีกลุ่มการเมืองที่พยายาม “เลี้ยงกระแส” พลังมวลชนของตนไว้

นักการเมืองกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่งพยายาม “ปลุก” และ “เลี้ยงกระแส” การต่อต้านสถาบันพระมหากษัตริย์มาตลอด โดยพยายามหลบเลี่ยงกฎหมายด้วยการอ้างอิงด้านวิชาการ ประวัติศาสตร์สากล และโยงมายังประเทศไทย เอาความจริงส่วนน้อยมาผสมกับความเท็จที่แต่งเติมเข้าไปเพื่อให้คนหลงเชื่อ วนเวียนอยู่กับการปฏิวัติฝรั่งเศส การปฏิวัติล้มอำนาจพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 โดยอ้างถึงการ “พักตำแหน่งกษัตริย์ชั่วคราว” ในฝรั่งเศส เป็นต้น แต่ก็ไม่ได้ผลเพราะมีคนรู้ทันที่ช่วยเปิดโปงความจริงเบื้องหลังความพยายามครั้งนี้ให้ประชาชนทราบ

มีการแสวงประโยชน์จากวันครบรอบการปฏิวัติปี 2475 นักการเมืองกลุ่มเดียวกันนี้พยายามใช้ตัวเลข 24 และ 75 เป็นสัญลักษณ์ในการช่วยเหลือประชาชนเป็นที่น่าสังเกตว่า อดีตผู้สื่อข่าวฝรั่งอังกฤษได้เคลื่อนไหวสอดคล้องกับนักวิชาการคนนี้มากขึ้นโดยเขียนในสื่อออนไลน์วิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ไทยรุนแรงขึ้น แต่ไมมีใครให้ความสนใจ

การที่แกนนำกลุ่มนี้วิพากษ์วิจารณ์อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญที่ได้รับโปรดเกล้าแต่งตั้งเป็นองคมนตรี ชนิดที่ท้าทายพระราชอำนาจและสุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดกฎหายแล้ว แทนที่จะเรียกคน กลับกลายเป็นว่า สังคมได้ออกมาต่อต้านและวิจารณ์การกระทำดังกล่าวอย่างรุนแรง

ต้องยอมรับว่า ก่อนเกิดการแพร่ระบาดไข้หวัดโควิด 19 นักการเมืองฝ่ายค้านกลุ่มหนึ่งสามารถ ต้องยอมรับว่า ก่อนเกิดการแพร่ระบาดไข้หวัดโควิด 19 นักการเมืองฝ่ายค้านกลุ่มหนึ่งสามารถปลุกระดมนักเรียน นิสิตนักศึกษาใน กทม.ได้มากพอควร และหวังว่า หลังสอบไล่ คนหนุ่มสาวเหล่านี้จะลงถนนแบบม็อบฮ่องกงยั่วยุให้เจ้าหน้าที่ใช้ความรุนแรงที่จะทำให้คนมาร่วมมากขึ้น ทำให้คนไทยทั่วประเทศและต่างชาติกดดันรัฐบาลจนอยู่ไม่ได้

แต่พอโควิด 19 แพร่ระบาด คนไทยให้ความสนใจในการป้องกันตัวจากไข้หวัดมรณะดังกล่าวเป็นสำคัญ ทำให้แผนการที่จะนำคนหนุ่มสาวลงถนนต้องเป็นหมันไปแม้จะปลุกระดมสร้าง “ม็อบ ฟอรม โฮม” ก็ไม่ได้ผลแต่อย่างใด

คนไทยมองว่า เวลานี้ ปัญหาเผชิญหน้าที่สำคัญและเร่งด่วนที่สุด คือ ความร่วมมือในการเอาชนะโรคร้ายนี้อย่างยั่งยืน นอกจากชนะในยกหนึ่งแล้ว เราต้องการเอาชนะในยกต่อไปด้วย รวมทั้งการเตรียมตัว ปรับตัวรับวิถีชีวิตใหม่หลังการยุติของไข้หวัดโควิด 19 โดยเฉพาะการทำมาหากินของคนไทย

น่าเสียดายที่พรรคอนาคตใหม่ที่ประกาศเป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ ซึ่งทำท่าจะไปดีในระยะแรก แต่ก็เป็นได้ใน “โลกเสมือนจริง” เท่านั้น ตรงกันข้าม กลับล้มไม่เป็นท่าใน “โลกที่เป็นจริง” ในเวลาไม่ถึงสองปี โดยฝีมือของ “แกนนำสามคน” เวลานี้ มีความพยายามสร้างเวทีใหม่ชื่อ “คณะก้าวหน้า” โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศปั่นกระแส ที่อาจนำไปสู่ความรุนแรงในการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

มีการใช้วันครบรอบ 10 ปี ของการใช้ความรุนแรงทางการเมือง ที่คนไทยรู้จักกันว่าเป็นเหตุการณ์เผาบ้านเผาเมืองปี 2553 มาเป็นเครื่องมือในการ “เลี้ยงกระแส” ด้วยการยิงเลเซอร์เลียนแบบม็อบฮ่องกง ด้วยข้อความ ปลุกระดม ตามสถานที่ต่างๆ ทั้งหมดถูกมองว่าเป็นการ “เลี้ยงกระแส” เพื่อรักษาไว้ซึ่ง “ความเกลียดชัง” ระหว่างคนไทยด้วยกัน ทั้งนี้ “คณะก้าวหน้า” ได้ออกมารับว่าเป็นฝีมือของตนเอง

เหตุการณ์ปี 2553 จบแล้ว จบทั้งข้อเท็จจริง ที่ส่วนหนึ่งหาอ่านได้จากสรุปรายงานการศึกษาข้อเท็จจริงเหตการณ์รุนแรงปี 2553 ที่มี ศาสตราจารย์ ดร.คณิต ณ นคร เป็นประธาน ที่ไปหาอ่านเอาเอง ที่ผู้ก่อการพยายามสร้างภาพให้คนเชื่อว่าทหารฆ่าประชาชน แต่จริงๆ แล้วทหารถูกคนกลุ่มหนึ่งฆ่า และทหารเป็นผู้ฟื้นฟูความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองจากการก่อการจลาจลของคนกลุ่มหนึ่งเพื่อผลทางการเมืองและเพื่อประโยชน์ของผู้สูญเสียอำนาจทางการเมือง

เป็นการวางแผนช่วงชิงอำนาจทางการเมืองและเพื่อให้ตนเองพ้นจากคดีความในศาลอย่างคลาสสิคที่สุด โดยไม่คำนึงว่าชาติบ้านเมืองจะเสียหายอย่างไรเวลานี้ คนไทยกำลังก้าวข้าม “ความเกลียดชัง” และ “ความรุนแรงทางการเมือง” ที่ก่อขึ้นโดยกลุ่มการเมือง โดยรวมพลังสามัคคีในการต่อสู้กับโรคร้ายโควิด 19 ซึ่งเป็นภัยคุกคามสำคัญเร่งด่วนต่อความมั่นคงในชีวิต ยังมีกลุ่มการเมืองบางพวกที่พยายามรักษาและขยายความเกลียดชังทางการเมืองระหว่างคนไทยด้วยกันเพื่อผลทางการเมืองของตนเป็นสำคัญ