สงครามเชื้อโรค

วันที่ 09 เม.ย. 2563 เวลา 14:57 น.
สงครามเชื้อโรค
โดย...ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์

******************************

ผู้อ่านหลายท่านที่อ่านบทความฉบับที่แล้วได้ตั้งข้อสังเกตว่า ไม่เคยทราบเรื่องราวต่างๆ มาก่อน เพราะเวลานี้ต่างมุ่งความสนใจไปอย่างเดียวว่า จะรักษาตัวให้รอดจากไข้หวัดโควิด 19 นี้ได้อย่างไร ส่วนข่าวเบื้องหน้าเบื้องหลังนั้นตกลงจะเชื่ออเมริกันหรือจีนดี เพราะต่างฝ่ายต่างก็กล่าวหาซึ่งกันและกัน แม้จะเป็นการต่อสู้ใน “สงครามข่าวสาร” แต่ก็ต้องมีความจริงบ้าง คงไม่มีใครโกหกทั้งหมด และคงไม่เป็นจริงทั้งหมด สิ่งที่ผู้เขียนพอแนะนำได้ก็คือ ในชั้นนี้อย่าเพิ่งตัดสินใจเชื่อฝ่ายใด วางใจให้เป็นกลาง และหาข้อมูลเพิ่มเติม วันนี้ ผู้เขียนมีข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งข่าวอื่นมาเสนอเพื่อให้ผู้อ่านพิจารณาประกอบ

มีรายงานข่าวมากกว่าสองแหล่งว่า อเมริกาดูเหมือนรู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดไวรัสโควิด 19 ในจีน และมีการซ้อมรับมือไวรัสโคโรน่าไปแล้ว มีการจัดสัมมนารหัสว่า “อีเวนต์ 201” โดยมีสถาบันภาครัฐและเอกชน มูลนิธิ มหาวิทยาลัยจอห์น ฮอพกินส์ บริษัทยา สายการบินบางแห่ง มูลนิธิ เอ็น.จี.โอ. เพื่อรับมือโรคระบาดร้ายแรงระดับโลกโดยจำลองเหตุการณ์เสมือนจริงการระบาดของ “ไวรัสมรณะโคโรน่า” แล้วให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชนเสนอแนวทางแก้ปัญหา

รายงานข่าวกล่าวว่า ในการสัมมนา มีการตั้งสมมติฐานโดยกำหนดให้มีผู้ติดเชื้อไวรัสมรณะโคโรน่า 10 ล้านคน เสียชีวิต 6 แสนคน จะควบคุมจำนวนประชากรโลกได้เท่าไร วิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจะกระทบกับ จีดีพี.ของประเทศที่มีการระบาดรุนแรงมากน้อยเพียงใด รัฐบาลวอชิงตันจะช่วยเหลือประเทศพันธมิตรและประเทศยากจนที่ได้รับผลกระทบอย่างไร

รัฐบาลจะช่วยเหลือภาษีบริษัทที่ผลิตยา อุปกรณ์อย่างไร ผู้ผลิตยาจะได้เงินทุนจากธนาคารได้เร็วอย่างไร บริษัทผลิตยาจะต้องผลิตเท่าไร ผลิตให้ใครก่อน จะขายยาให้ประเทศไหนก่อน ใครเป็นคนตัดสินใจขายและกำหนดราคา การวางระบบขายและจัดการจัดสรรยาเมื่อตกลงขาย การขนส่งโลจิสติกส์ การคุมซัพพลาย เชน การป้องกันไม่ให้ทำเลียนแบบลิขสิทธิ์ การใช้โฮกาสนี้ต่อรองทางการค้า ผลกระทบต่อสายการบินทั่วโลกที่ผู้โดยสารลดลงเป็นเวลานาน การควบคุมอินเตอร์เน็ตและสื่อดิจิตัลของโลก

การสัมมนาแม้อ้างว่าเป็นเชิงวิชาการที่มีคนเข้าร่วมมากมายเช่นนี้ ย่อมปิดเป็นความลับไม่ได้ จึงมีข่าวเกี่ยวกับ “อีเวนต์ 201" ออกมาเรื่อยๆ เช่น ศ.ซอมสกี้ ได้พูดถึง อีเวนต์ 201 เช่นกันว่า มีการสร้าง “สถานการณ์จำลอง” ขึ้นในสหรัฐอเมริกาเมื่อตุลาคม 2519 เพื่อจำลองสิ่งที่เป็นไปได้ของการระบาดใหญ่ทั่วโลกแบบเดียวกับที่เป็นอยู่ในเวลานี้

สหรัฐรู้มานานแล้วว่าโรคระบาดจะเกิดขึ้น แต่สหรัฐ “ประเมินต่ำเกินไป” ศ.ซอมสกี้มองว่าหลังการแพร่ระบาดยังมีวิกฤติที่น่าสยดสยองว่าตามมา (แต่ไม่ได้บอกว่าคืออะไร เขาบอกแต่เพียงว่าทรัมป์กับบริวารกำลังนำในการวิ่งแข่งกันลงนรก

จากคลิปวิดีโอ เน็ตฟลิกซ์ เรื่อง “ความจริงทั้งหมด” (The Whole Truth) ได้เปิดโปงว่า หน่วยงานซีดีซี. ของอเมริกาเป็นจุดทดลองไวรัสตัวนี้เมื่อเดือนกรกฎาคม 2019 มีคนตายประมาณสองพันคน ผู้ตายล้วนตายเพราะปอดล้มเหลว มีการปกปิดข่าวดังกล่าวโดยอ้างว่าผู้ตายที่ปอดล้มเหลวเพราะปัญหาบุหรี่ (ไฟฟ้า) บังเอิญ มีผู้ติดเชื้อคนหนึ่งเดินทางไปอู่ฮั่น ประเทศจีน เชื้อไวรัสจึงแพร่ขยายที่จีน ทางสหรัฐจึงโยนความผิดให้จีนเป็นผู้แพร่เชื้อ

ข่าวล่าสุดจากหลายแหล่งแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วและกว้างขวางไม่แพ้เชื้อไวรัสผ่านสื่อโซเชียลในอเมริกัน ว่าในเดือนมกราคม 2563 เอฟ.บี.ไอ. ได้จับกุมนักวิทยาศาสตร์อเมริกันคนหนึ่งคือ ศ.ดร.ชาร์ลส ลีเบอร์ คณบดีคณะวิชาเคมีและชีววิทยา มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐ ซึ่งถูกกล่าวหาว่าได้รับทุนวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีอู่ฮั่น จนสามารถผลิตเชื้อไวรัสโคโรน่าไวรัสได้ โดยไม่แจ้งความจริงให้กับทางการสหรัฐทราบ และกล่าวหาว่า ดร.ลิเบอร์ ได้เดินทางไปจีนเพื่อเสนอผลงาน แต่ทำเชื้อไวรัสนี้หลุดกระจายในเมืองอู่ฮั่นจนระบาดไปทั่วโลก

นอกจากนั้น มีข่าวว่า เอฟ.บี.ไอ. ยังตามไปจับนักศึกษาจีนสองคนซึ่งได้รับทุนจากรัฐบาลจีนมาเรียนและเป็นลูกศิษย์ของ ดร.ลิเบอร์ หนึ่งในสองเป็นนายทหารยศร้อยโทในกองทัพจีน ถูกจับที่สนารมบินขณะเตรียมขึ้นเครื่องกลับจีน พร้อมกับซุกซ่อนตัวอย่างสารเคมีที่มีความสำคัญและละเอียดอ่อน

อย่างไรก็ดี มีการเปิดเผยตามมาในวันเดียวกันว่า ข่าวดังกล่าวเป็น “ข่าวปลอม” ซึ่งก็จริงที่เอฟ.บี.ไอ. ไม่ได้จับกุมดร.ลิเบอร์ ในข้อหาผลิตและปล่อยเชื้อไวรัสหลุดไปในจีน เพราะหากตั้งข้อหาแบบนี้ก็เท่ากับยอมรับว่า เชื้อไวรัสไปจากสหรัฐจริงตามที่จีนกล่าวหา แต่ ดร.ลิเบอร์ ซึ่งถูกจับเมื่อเดือนมกราคม 2562 และเพิ่งออกข่าวการจับกุมอย่างเป็นทางการเมื่อสองสามวันนี้เอง ถูกตั้งข้อหาว่า “ปกปิดการรับเงินเดือนละ 5 หมื่นเหรียญอเมริกันจากทางการจีนในโครงการพัฒนานักวิทยาศาสตร์ชั้นนำของจีนโพ้นทะเล และนักวิทยาศาสตร์จีนในแผ่นดินใหญ่ เขายังรับเงินอีกหลายล้านเหรียญในการช่วยทางการจีนตั้งสถานีทดลองวิจัยทางเคมีชีวภาพ”

ในวงการวิชาการของอเมริกัน รู้กันทั่วไปว่า ดร.ลิเบอร์ มีสัญญาทำงานในฐานะ “นักวิทยาศาสตร์ด้านยุทธศาสตร์” กับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีแห่งเมืองอู่ฮั่นมานานตั้งแต่ปี 2554 ในโครงการพัฒนานักวิทยาศาสตร์ชั้นนำของจีน ขณะเดียวกัน ดร.ลิเบอร์ เคยรับทุนวิจัยจากกระทรวงกลาโหมอเมริกันด้วย แม้จะมีการวิจารณ์กันต่างๆ นานา แต่แวดวงวิชาการอเมริกันสรุปว่า ยังไม่มีหลักฐานยืนยันความเกี่ยวข้องระหว่าง ดร.ลิเบอร์กับทฤษฎีที่ว่า โคโรน่าไวรัสตัวนี้เป็นแผนสมรู้ร่วมคิดในการผลิต “อาวุธเชื้อโรค” ในห้องแล็บ

เวลานี้ ทั้งจีนและสหรัฐต่างก็ปฏิเสธว่าตนเป็นต้นเหตุของเชื้อไวรัสโคโรน่า เวลานี้โลกรับรู้ว่า เมืองอู่ฮั่นในจีนเป็นต้นตอของการแพร่กระจายเชื้อไวรัสไปสู่โรค คำถามคือ เชื้อไวรัสมาจากไหนกันแน่ ในระยะแรก มีการเปิดเผยว่า คนจีนซึ่งมีนิสัยชอบกินทุกอย่างที่ขวางหน้าไปกินค้างคาวซึ่งติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ จากนั้นก็ระบาดจากคนสู่คนต่อมา

ทางการจีนซึ่งถูกโลกตราหน้าได้แก้ตัวว่า เชื้อนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ เพราะจีนค้นพบว่า มีการตัดแต่งพันธุกรรม 4 จุดด้วยกัน โดยฝีมือของมนุษย์ จีนชี้หน้าไปที่สหรัฐว่าคือมนุษย์ตนนี้ ทางการอู่ฮั่นของจีนได้ฟ้องต่อศาลโลกว่า เชื้อไวรัสโควิด 19 ถูกปล่อยมาจากสหรัฐผ่านทหารอเมริกันที่เข้ามาแข่งกีฬาทหารโลกซึ่งจีนเป็นเจ้าภาพจัดขึ้น โดยมีทหารอเมริกัน 369

คนมาร่วมแข่งขันกีฬา แต่ก่อนสิ้นสุดการแข่งขัน ทหารอเมริกัน 5 คน ในจำนวนนี้มีอาการเป็นไข้อย่างหนัก สหรัฐได้ส่งเครื่องบินส่วนตัวรับผู้ป่วย 5 คนกลับประเทศ ซึ่งจีนเชื่อว่าทหารอเมริกันทั้ง 5 คนนั้นไม่ใช่เจ็บป่วยธรรมดา แต่คงติดเชื้อไวรัสโควิด 19 คำฟ้องระบุด้วยว่า ทหารอเมริกันเข้าพักในโรงแรมใกล้ตลาดสดขายอาหารทะเลในเมืองอู่ฮั่น พร้อมทั้งอ้างด้วยว่า สหรัฐยอมรับว่ามีพลเมืองอเมริกันตายจากไข้หวัดใหญ่ รวมทั้งโควิด 19 ตั้งแต่เดือนกันยายน 2562

การที่เมืองอู่ฮั่นได้นำเรื่องนี้ฟ้องศาลโลก จะฟ้องแก้เกี้ยว หรือมีหลักฐานชัดเจนที่จะเปิดเผยต่อโลกว่าสหรัฐอยู่เบื้องหลัง หรือบรรเทาแรงกดดันจากโลกก็ตาม เราต้องรอการตัดสินของศาลโลก ซึ่งคู่กรณีคงต้องแสดงหลักฐานสู้กันอย่างถึงพริกถึงขิง เพราะใครพูดเสนออะไรในศาลคงถูกสื่อถ่ายทอดไปทั่วโลกเช่นกัน อย่างไรก็ดี ในช่วงเวลานี้ทำอย่างไรที่จะให้โรคระบาดนี้ยุติลงโดยเร็วที่สุด

มีการปล่อยข่าวไปไกลถึงกับรู้ว่า ไวรัสมรณะโคโรน่านี้ “สิทธิบัตรเลขที่ US7220852B1 จดไว้ในอเมริกา เจ้าของคือ ซี.ไอ.เอ.” มีการทำแผนผลิตยาและวัคซีนล่วงหน้า จะมีการเสนอขายยาต่อรองการค้ากัน เรื่องนี้ไม่มีใครยืนยันได้

เป็นที่ทราบกันดีว่า สหรัฐมองจีนเป็นภัยคุกคามสำคัญต่อการเป็นอภิมหาอำนาจอันดับหนึ่งของตน ดังนั้น จึงต้องหาทางสกัดกั้นหรือชะลอการผงาดขึ้นมาของจีนทุกวิถีทาง มีการแพร่ข่าวว่า สหรัฐต้องการทำให้คู่ต่อสู้เสียขวัญ เพื่อการเจรจาต่อรองทางการค้าและอื่นๆ อเมริกันมีหนี้สาธารณะท่วมเกือบ 700 ล้านล้านบาท และจีนคือเจ้าหนี้ใหญ่ราว 37 ล้านล้านบาท เมื่อมือมืดขายยาและวัคซีนได้ โรคนี้ก็จะค่อยๆ สงบลง

“สงครามข่าวสาร และ สงครามเชื้อโรค” กำลังดำเนินไปอย่างดุเดือด คนดูอย่างเราต้องดูอย่างมีสติ ที่สำคัญคือรักษาตัวให้รอดจากไข้มรณะนี้ให้ได้