เงินเฟ้อจีนติดจรวด ราคาอาหารโลกสะเทือน

วันที่ 15 มิ.ย. 2554 เวลา 09:28 น.
เงินเฟ้อจีนติดจรวด ราคาอาหารโลกสะเทือน
สิ่งหนึ่งที่รบกวนจิตใจของชาวโลกมาโดยตลอด คือ จะหาเลี้ยงปากท้องของชาวโลกอย่างไร

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

สิ่งหนึ่งที่รบกวนจิตใจของชาวโลกมาโดยตลอด คือ จะหาเลี้ยงปากท้องของชาวโลกอย่างไร เมื่อจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นทุกวันในอัตราส่วนที่รวดเร็ว และคาดว่าโลกขนาดย่อมๆ ใบนี้จะมีประชากรถึง 7,000 ล้านคน ภายในปี 2555 หากไม่มีปัจจัยลบใดๆ เข้ามาเปลี่ยนแปลง

ไม่ต้องมองถึงระดับโลก แค่มองที่วงแคบเฉพาะในเอเชีย ยิ่งทำให้กังวลและกังขา เพราะภูมิภาคนี้โอบล้อมด้วยประเทศที่มีประชากรมากที่สุดเป็นอันดับ 1 และอันดับ 2 ของโลก นั่นคือจีนและอินเดีย

ที่ผ่านมาทั้งสองประเทศมีศักยภาพและพลวัตด้านเศรษฐกิจที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว จนเป็นที่พึ่งของนานาประเทศในภูมิภาค หรือแม้กระทั่งในโลกตะวันตก แต่ยังมีสิ่งที่ “รบกวนจิตใจ” ไม่น้อยเช่นกัน เมื่อฉุกคิดว่าจำนวนประชากรจีนและอินเดียยิ่งเพิ่มขึ้นทุกวัน เมื่อถึงจุดจุดหนึ่งการผลิตอาหารภายในอาจไม่เพียงพอที่จะเลี้ยงทั้งสองประเทศ ยังผลให้เกิดวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ต่อระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคการผลิตที่ใช้แรงงานเป็นจำนวนมากอย่าง 2 ประเทศนี้

วันนี้ปัญหาเริ่มปรากฏเด่นชัดขึ้น เมื่อผลผลิตด้านอาหารเริ่มไล่ตามจำนวนประชากรที่อัตราการบริโภคไม่ทัน ยังผลให้ปัญหาเงินเฟ้อกลายเป็นภัยคุกคามระยะยาวของจีนและอินเดีย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งจีน ซึ่งมีความเปราะบางกับปัญหาเงินเฟ้อในระดับที่สูงมาก

ล่าสุด ตัวเลขเงินเฟ้อของจีนช่วงเดือน พ.ค. พุ่งขึ้นมาถึง 5.5% สูงกว่าเส้นตายที่วางไว้ที่ 4% สำหรับปีนี้ และนับเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เดือน ก.ค. 2551 ซึ่งสูงถึง 6.3% ในช่วงเวลาเดียวกับที่โลกเผชิญกับวิกฤตอาหารแพงรอบแรกของทศวรรษที่ 2000 และเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ราคาน้ำมันสูงสุดเป็นประวัติการณ์

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เงินเฟ้อมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น เนื่องจากราคาอาหารแพงยืดเยื้อ และผลผลิตภาคเกษตรเสียหายอย่างหนักจากภาวะแห้งแล้งที่ลุกลามในพื้นที่กว่าครึ่งประเทศ

แต่สิ่งที่รัฐบาลจีนลงมือทำเป็นอย่างแรก พร้อมๆ กับที่เปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อ คือ ประกาศให้ธนาคารเพิ่มระดับทุนสำรองขึ้นอีก 0.50% เพื่อจำกัดการปล่อยเงินกู้ เนื่องจากการปล่อยให้สภาพคล่องในระบบมากเกินไป ทำให้ต้นทุนของผู้บริโภคสูงขึ้นตามไปด้วย

จากตัวเลขเงินเฟ้อและคำสั่งเพิ่มทุนสำรองล่าสุด ย่อมเป็นที่ชัดเจนว่ารัฐบาลจีนพร้อมที่จะใช้มาตรการการเงินที่รัดกุมขึ้นไปอีก เพื่อสกัดกั้นเงินเฟ้อ แม้จะเป็นการแก้ปัญหาในเชิงเทคนิค มิใช่การแก้ไขที่ต้นตอ คือ เพิ่มผลผลิตอาหารก็ตาม

ท่าทีเช่นนี้ทำให้มองได้ว่ารัฐบาลจีนอาจยังอับจนหนทางที่จะแก้ไขวิกฤตแห้งแล้งทั่วประเทศ และยิ่งอับจนกับการกดราคาสินค้าให้ผู้บริโภคสามารถพอแบกรับได้โดยไม่รู้สึกไม่พอใจ

แม้การขึ้นทุนสำรองเป็นวิธีแก้เงินเฟ้ออย่างหนึ่ง แต่จุดประสงค์แรกที่จีนนำวิธีนี้มาใช้ ก็เพื่อชะลอการปล่อยเงินกู้เข้าตลาดอสังหาริมทรัพย์ ป้องกันมิให้เกิดภาวะฟองสบู่แตก และช่วยเสริมความเชื่อมั่นของผู้ฝากเงินในธนาคาร ว่าหากเกิดเหตุไม่คาดฝันกับระบบการเงินจีน ธนาคารจะยังมีเงินสำรองพอที่จะพยุงตนเองได้ มิใช่ล้มระเนระนาดเหมือนที่สหรัฐ

เช่นเดียวกัน นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า ในสถานการณ์ที่บีบคั้นเช่นนี้ ธนาคารกลางจีน (PBOC) อาจต้องขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งภายในเดือน มิ.ย. ซึ่งจะนับเป็นครั้งที่ 5 นับตั้งแต่เดือน ต.ค.ปีที่แล้ว

อย่างไรก็ตาม การขึ้นดอกเบี้ยยังไม่ใช่การแก้ที่ต้นเหตุเช่นกัน ดีไม่ดีจะเป็นการกระตุ้นให้เกิดความไม่พอใจของประชาชนมากขึ้นไปอีก จากที่ขณะนี้กลุ่มที่ออกมาประท้วงรัฐบาลเป็นระดับแรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องใช้จ่ายซื้อหาอาหารเป็นหลัก แต่ในไม่ช้ารัฐบาลจีนอาจต้องรับมือกับผู้ประท้วงจากกลุ่มชนชั้นกลางในเมืองที่ไม่อาจแบกรับดอกเบี้ยสูงลิ่ว จนหมดหวังที่จะมีบ้านหรือห้องเล็กๆ ไว้คุ้มหัวสักหลัง

ขณะนี้เกิดการประท้วงขึ้นเป็นหย่อมๆ ทั่วจีน (จากการรายงานของสื่อตะวันตก) ไล่มาตั้งแต่การประท้วงในเขตมองโกเลียเมื่อช่วงกลางเดือน พ.ค. การประท้วงที่มณฑลฝูเจี้ยนในเดือนเดียวกัน การประท้วงที่ลี่ฉวนช่วงกลางเดือนนี้ และเมื่อวันที่ 10 มิ.ย. เกิดการประท้วงที่เทียนจิน และล่าสุดคือการประท้วงที่เมืองเจิงเฉิง มณฑลกวางตุ้ง

มูลเหตุหลักของการประท้วงเหล่านี้แตกต่างกันออกไป แต่มูลเหตุรองที่สื่อต่างประเทศมักเอ่ยถึง คือ ความไม่พอใจของประชาชนต่อมาตรฐานการดำรงชีวิต โดยเฉพาะการประท้วงของแรงงานอพยพที่เมืองเจิงเฉิง เกี่ยวข้องกับราคาอาหารแพงโดยตรงไม่มากก็น้อย

หากเมียงมองไปตลาดสดในจีน จะพบว่าราคาเนื้อหมูอันเป็นเสมือนดัชนีชี้วัดราคาอาหารทั้งหมดในจีน ล่าสุดจากการสำรวจเมื่อวันที่ 13 มิ.ย. มีราคาถึงกว่า 16 หยวนโดยเฉลี่ย หรือปรับขึ้นมาแล้วถึง 43.5% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว

สูงที่สุดในรอบ 3 ปี และสูงยิ่งกว่าเมื่อช่วงวิกฤตราคาอาหารโลกรอบแรกเมื่อปี 2551 ด้วยซ้ำ!

จากการประเมินของนักเศรษฐศาสตร์จีน หากราคาเนื้อหมูเพิ่มขึ้น 20% จะทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นอีกถึง 0.6%

ไม่ใช่แต่ผู้บริโภคเท่านั้นที่รับเคราะห์ แม้แต่เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูยังมีรายได้จากการขายหมูเพียงตัวละ 400 หยวน หรือต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2551

หากสถานการณ์ของการเลี้ยงหมูยังเลวร้ายถึงเพียงนี้ การเพาะปลูกอาหารประเภทอื่นๆ ยิ่งเลวร้าย เพราะบัดนี้ยังไม่มีวี่แววว่ารัฐบาลจีนจะแก้ปัญหาแห้งแล้งได้สำเร็จ

ดังจะเห็นได้ว่าราคาผักสดพุ่งขึ้นมาถึง 18.84% ภายในระยะเวลาเพียง 1 สัปดาห์สุดท้ายของเดือน พ.ค. ทั้งที่ราคาเคยต่ำเป็นประวัติการณ์เมื่อเดือน เม.ย. ส่วนราคาข้าวแพงขึ้นตามสัดส่วนที่นาที่ถูกภาวะแห้งแล้งทำลาย จนกระทั่งเมื่อเดือน เม.ย. จีนต้องสั่งนำเข้าข้าวเพิ่มเติมจากเวียดนาม

จีนยังไม่มีมาตรการใดๆ เพื่อชะลอราคาสินค้าในตลาด ทั้งๆ ที่ปัญหาเหล่านี้เป็นมูลเหตุโดยตรงของปัญหาเงินเฟ้อ และต้นตอของความไม่พอใจของประชาชน

ดีร้ายประการใด หากวิกฤตในจีนเลวร้ายลง อาจกระทบมาถึงปริมาณอาหารในตลาดโลก เนื่องจากจีนมีความจำเป็นต้องนำเข้าอาหารเพิ่มเติมในปริมาณที่สูงมาก

ในอดีตประชากรส่วนใหญ่ของจีนและอินเดียยังมีฐานะไม่ดีนัก จึงไม่อาจเข้าถึงอาหารได้หลากหลาย โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ แต่วันนี้สภาพเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศเปลี่ยนไป มีฐานะที่มั่งคั่งขึ้น ทำให้สามารถเลือกกินเลือกใช้ได้มากขึ้น รสนิยมการบริโภคแบบเดิมที่นิยมอาหารจำพวกพืชผักเป็นหลัก จึงเปลี่ยนเป็นเน้นอาหารจำพวกเนื้อสัตว์มากขึ้น

ปัญหาก็คือ การทำปศุสัตว์เป็นการลงทุนสูง และกินพื้นที่ด้านการเกษตรอื่นๆ โดยเฉพาะพื้นที่เพาะปลูกข้าว อันเป็นอาหารที่จำเป็นอย่างยิ่งยวด

แม้แต่นายกรัฐมนตรี เวินเจียเป่า ยังรณรงค์ให้ประชาชน “กินผักสัปดาห์ละวัน” เมื่อปี 2553 แต่ยังไม่มีผลสำเร็จที่ชัดเจน

กระนั้นก็ตาม จะโทษว่าเป็นผลของการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคเพียงอย่างเดียวคงไม่ได้ เพราะสาเหตุใหญ่อีกประการ คือ จีนต้องสูญเสียพื้นที่เกษตรและปศุสัตว์อย่างมหาศาล

ประเมินกันว่า หากจีนนำเข้าธัญพืชจากตลาดโลกเพียงแค่ 5% ของสัดส่วนที่เคยผลิตได้ภายในประเทศ จะยังผลให้ราคาธัญพืชในตลาดโลกพุ่งพรวดเหมือนติดจรวด และกระตุ้นการนำเข้าไปทั่วทุกหนแห่ง เพราะความตื่นตระหนก

ยิ่งราคาอาหารสูงเป็นประวัติการณ์ ชาวโลกยิ่งมีเหตุผลให้กังวลกับปัญหาเงินเฟ้อในจีน