วัดพลัง 5 ชาติมหาอำนาจ ใครยืนข้างไทยในเวทีโลก

วันที่ 14 ก.พ. 2554 เวลา 08:38 น.
ตามกำหนดการวันวาเลนไทน์ปีนี้ จะเป็นวันที่รัฐมนตรี กษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีต่างประเทศของไทย ฮอร์นัมฮง รัฐมนตรีต่างประเทศของกัมพูชา

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

ตามกำหนดการวันวาเลนไทน์ปีนี้ จะเป็นวันที่รัฐมนตรี กษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีต่างประเทศของไทย ฮอร์นัมฮง รัฐมนตรีต่างประเทศของกัมพูชา รวมทั้ง มาร์ตี นาตาเลกาวา รัฐมนตรีต่างประเทศของอินโดนีเซีย ในฐานะประธานหมุนเวียนของอาเซียน จะขึ้นชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข้อพิพาทชายแดนไทยกัมพูชา ต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) ที่นครนิวยอร์ก ของสหรัฐ

ขอย้ำว่าเป็นเพียงการขึ้นให้ข้อมูลเกี่ยวกับข้อเท็จจริงของแต่ละฝ่ายเท่านั้น

เพราะสุดท้ายแล้ว ประเด็นข้อพิพาทไทยกัมพูชาจะกลายเป็นวาระในที่ประชุมของคณะมนตรีความมั่นคงฯ หรือไม่นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าข้อมูลใครปึ้กหรือแน่นกว่ากัน

หากแต่ขึ้นอยู่กับว่า ใครเด็กใคร!!!

อย่างที่ทราบว่า แม้คณะมนตรีความมั่นคงฯ จะมีสมาชิกทั้งหมด 15 ประเทศ สลับหมุนเวียนกันขึ้นมานั่งเก้าอี้เป็นประธาน แต่เอาเข้าจริงๆ แล้วก็มีเพียง 5 ชาติสมาชิกถาวร คือ สหรัฐ อังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย และจีน เท่านั้นที่มีอำนาจชี้เป็นชี้ตายในมือ

ส่วนประเทศที่เหลือก็เป็นเพียงไม้ประดับที่ไม่มีสิทธิไม่มีเสียง

เหตุผลที่ทำให้ 5 ชาติสมาชิกถาวรมีอิทธิพลเหนือใคร ก็เพราะประเทศเหล่านี้ได้รับสิทธิพิเศษให้สามารถวีโต หรือยับยั้งประเด็นใดๆ ก็ตามที่ชาติสมาชิกพี่เบิ้มไม่เห็นด้วยได้

และหากชาติใดชาติหนึ่งใน 5 ชาตินี้ยกมือขอใช้สิทธิดังกล่าว ก็หมายความว่าประเด็นนั้นๆ จะถูกเขี่ยตกกระป๋องไปในบัดดล

นั่นก็เท่ากับว่า ปัญหาความขัดแย้งไทยกัมพูชาจะกลายเป็นวาระในที่ประชุมของคณะมนตรีความมั่นคงฯ หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับผู้กุมชะตากรรมว่าจะได้รับไฟเขียวจาก 5 ชาตินี้ทั้งหมดหรือไม่

เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ถึงคราต้องมาวัดพลังกันว่า ไทยหรือกัมพูชาจะได้รับเสียงหนุนจาก 5 ชาติผู้ทรงอำนาจมากกว่ากัน?

เพราะขึ้นชื่อว่าสังคมโลกก็เหมือนสังคมทั่วไป การเล่นพรรคเล่นพวก และเข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเพราะเห็นแก่ผลประโยชน์เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

เริ่มต้นจากฟากมหามิตรที่แนบแน่นของไทยอย่าง “สหรัฐอเมริกา” เพราะไม่เพียงจะมีสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมานับร้อยปี แต่ทั้งสองประเทศยังมีการประสานความร่วมมือกันในหลายด้าน ทั้งด้านการศึกษา วัฒนธรรม สาธารณสุข ธุรกิจและทางการค้า

นอกจากนี้ไทยสหรัฐยังมีความร่วมมือกันด้านความมั่นคงและการทหารที่เหนียวแน่นมาตั้งแต่อดีตสมัยที่สหรัฐใช้ไทยเป็นฐานทัพสู้รบกับเวียดนาม จนถึงปัจจุบัน ซึ่งสหรัฐเลือกให้ไทยเป็นฐานในปฏิบัติการฝึกซ้อมรบ หรือคอบร้าโกลด์ (Cobra Gold) มาตั้งแต่ปี 2525 โดยมีเป้าหมายเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างชาติต่างๆ ที่เข้าร่วมในการฝึก

นอกจากนี้ยังช่วยส่งเสริมความสงบสุขและความมั่นคงในภูมิภาค โดยคอบร้าโกลด์ประจำปี 2011 เปิดฉากขึ้นแล้ว โดยงานจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-18 ก.พ.นี้

ส่วนในแง่ผลประโยชน์ทางธุรกิจ สำหรับสหรัฐแล้ว กัมพูชาอาจไม่ใช่ขุมทองที่สำคัญ เพราะแม้ระยะหลังๆ ประเทศในกลุ่มอินโดจีน อันประกอบด้วย เวียดนาม ลาว และกัมพูชา จะเป็นแหล่งดึงดูดนักลงทุน แต่สำหรับนักธุรกิจมะกัน กลับมีแนวโน้มจะเข้าไปบุกตลาดเวียดนามมากกว่า

จากสถิติของสำนักงานการลงทุนต่างประเทศ พบว่าสหรัฐไม่เพียงเป็นประเทศที่เข้าไปลงทุนในเวียดนามมากเป็นอันดับ 6 แต่บริษัทมะกันยังทุ่มงบสูงถึง 1.64 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อเข้าไปลงทุนในโครงการต่างๆ ของเวียดนามราว 545 โครงการ โดยหนึ่งในนั้นรวมถึง อินเทล บริษัทผู้ผลิตชิปคอมพิวเตอร์รายใหญ่จากสหรัฐด้วย

ทั้งหมดนี้จึงมีความเป็นไปได้สูงว่าสหรัฐจะยืนอยู่เคียงข้างไทยมากกว่ากัมพูชา

เช่นเดียวกับอีกประเทศพี่เบิ้มอย่างอังกฤษ ที่แม้สัมพันธ์จะไม่แนบสนิทเหมือนสหรัฐ แต่เมื่อวิเคราะห์จากการดำเนินนโยบายต่างประเทศของอังกฤษแล้ว คงเดาได้ไม่ยาก

เพราะที่ผ่านมาอังกฤษแทบจะเดินตามนโยบายของสหรัฐแทบทุกย่างก้าว

เรียกว่าถ้าสหรัฐพูด 1 อังกฤษก็ไม่กล้าพูดว่า 2 เช่นเดียวกับหนนี้ ที่เชื่อว่าหากสหรัฐเลือกถือหางข้างไหน อังกฤษก็จะไม่แหกคอก

แต่ทว่า แม้ 2 ชาติตัวแปรจะมีแนวโน้มเข้าข้างไทย แต่สำหรับ “ฝรั่งเศส” เพื่อนเก่าเพื่อนแก่ของไทยตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 17 และอดีตเจ้าของอาณานิคมเก่าของกัมพูชา คงไม่ต้องวิเคราะห์ให้เหนื่อยว่าจะยืนอยู่ข้างไหน

เนื่องจากนับตั้งแต่นาทีที่ฝรั่งเศสโผล่หน้าออกมาเล่นบทแขกที่ไม่ได้รับเชิญ เสนอตัวพร้อมช่วยเหลือให้กัมพูชาด้วยการประกาศว่ายินดีจะมอบเอกสารหรือสำเนาแผนที่ (เจ้าปัญหา) ซึ่งทำขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ซึ่งเป็นฉบับเดียวกับที่กัมพูชาใช้แนบยื่นให้กับศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) จนทำให้ปราสาทพระวิหารตกเป็นของกัมพูชา ก็ชัดเจนอยู่แล้วว่า ฝรั่งเศสเข้าข้างใคร

แน่นอนว่า การเสนอตัวของฝรั่งเศสครั้งนี้ย่อมมีเบื้องลึกเบื้องหลังมากกว่าทำไปเพราะเห็นแก่ความถูกต้อง (ในสายตาของตัวเอง) หากแต่เหตุผลที่แท้จริง คือ ผลประโยชน์มหาศาลที่ธุรกิจแดนน้ำหอมเข้าไปปลุกปั้นไว้

โดยเฉพาะ “โททัล” บริษัทน้ำมันสัญชาติฝรั่งเศส ซึ่งเข้าไปขุดเจาะน้ำมันในอ่าวไทยของกัมพูชา สร้างผลกำไรเป็นกอบเป็นกำ

เรียกได้ว่า “กัมพูชา” คือขุมทรัพย์ของกัมพูชาโดยแท้ ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลก หากฝรั่งเศสจะโอนเอียงไปหากัมพูชา ไม่ใช่ไทย

ถัดมาที่อีกหนึ่งหนามตำใจของไทยในศึกนัดนี้ นั่นคือ “รัสเซีย” เพราะแม้รัสเซียจะไม่ได้มีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องในกัมพูชาและไทยมากนัก แต่การที่ไทยเลือกตามใจสหรัฐ ยอมส่งตัว วิกเตอร์ บูต พ่อค้าอาวุธชาวรัสเซีย ไปยังสหรัฐในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนเมื่อปีที่แล้ว ก็ทำให้รัสเซียไม่พอใจไทยอยู่ลึกๆ

ดังนั้น จึงยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า รัสเซียจะนำความบาดหมางในอดีตนี้มาเช็กบิลกับไทย ด้วยการจับมือกับฝรั่งเศสเข้าข้างกัมพูชาหรือไม่

วัดพลัง เทียบชั้นกันเป็น 4 ชาติแล้ว ดูเหมือนว่าไทยและกัมพูชาจะสูสีกันอยู่ที่ 2 ต่อ 2

ภาระหนักจึงตกมาอยู่ที่มังกรจีน ว่าจะเข้าข้างใคร ซึ่งในส่วนของจีนนั้น ต้องยอมรับว่าเป็นการตัดสินใจที่ยากพอดู เพราะในสายตาของจีนแล้ว ไทยและกัมพูชาถือเป็นคู่ชกที่สูสี

สูสีในแง่ที่ว่า จีนมีเม็ดเงินและผลประโยชน์ในสองประเทศนี้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ดังนั้นหากจะประหัตประหารน้ำใจเข้าข้างประเทศใดประเทศหนึ่งก็คงไม่ใช่เรื่องดีสำหรับจีน

ดังนั้น เพื่อเป็นการ “เพลย์เซฟ” หรือปลอดภัยไว้ก่อน มังกรจีนเลยเลือกที่จะสงวนท่าที เล่นบทกลางๆ ไว้ก่อน

ดั่งจะเห็นได้จากแถลงการณ์ฉบับล่าสุดของจีน ที่เรียกร้องให้ไทยกัมพูชา ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านที่ดีของจีนอดทนอดกลั้นต่อความขัดแย้งที่เกิดขึ้น พร้อมกันนี้แสดงความหวังว่าจะเห็นทั้งสองฝ่ายใช้ความอดทน และความเยือกเย็นในการแก้ปัญหา โดยผ่านการปรึกษาหารือ เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์เลวร้ายขึ้นอีก

เมื่อเป็นเช่นนี้ คงต้องรอลุ้นกันแบบนาทีต่อนาทีว่า สุดท้ายแล้วคณะมนตรีความมั่นคงฯ จะเชื่อน้ำมนต์ฝ่ายไหน

และหากคณะมนตรีความมั่นคงฯ เห็นชอบผลักดันเรื่องนี้ขึ้นสู่เวทีโลกแบบเต็มตัว ใครจะเป็นพระเอกใช้สิทธิวีโตช่วยไทย