posttoday
เสถียรภาพอ่อนแอ ไปไม่ตลอดรอดฝั่ง

เสถียรภาพอ่อนแอ ไปไม่ตลอดรอดฝั่ง

26 มีนาคม 2562

พปชร.มีจำนวนเก้าอี้ สส.เบียดสูสีกับ เพื่อไทย มีระยะห่างเพียงแค่หลักสิบต้นๆ การเลือกตั้ง ครั้งนี้ไม่ได้เป็นบทสรุปทางการเมือง แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเมืองบทใหม่ หลัง สิ้นสุดอำนาจการบริหารประเทศของ คสช.

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

แม้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะยังไม่ประกาศหรือรับรองผลการเลือกตั้ง แต่ ณ ตอนนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าเริ่มเห็นหน้าตานายกรัฐมนตรีคนที่ 30 หน้าละม้ายคล้ายกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คนปัจจุบันเข้าไปทุกที

พรรคพลังประชารัฐ มีจำนวนเก้าอี้ สส.เบียดสูสีกับพรรคเพื่อไทย โดยมีระยะห่างเพียงแค่หลักสิบต้นๆ เท่านั้น ซึ่งการนับคะแนนที่ยังไม่หยุดนิ่ง

ประกอบกับระบบการเลือกตั้งจัดสรร ปันส่วนผสม ย่อมมีผลให้ผลการเลือกตั้งพลิกไปพลิกมาได้ตลอดเวลา       

ตราบใดที่พรรคเพื่อไทยไม่อาจมีจำนวนเก้าอี้ สส.ทิ้งขาดพรรคพลังประชารัฐไปได้ ถึงจะมีโอกาสฟอร์มรัฐบาลก่อน แต่มีความเป็นไปได้ที่จะไม่ประสบความสำเร็จ เพราะมีเสียงไม่พอ แบบนั้นโอกาสจะกลับมาเป็นของพรรคพลังประชารัฐทันที พร้อมกับเสียง สว.ที่หนุนหลังอยู่

จึงอย่าได้แปลกใจว่าทำไมผู้สันทัดกรณีจากหลายสำนักฟันธงตรงกันว่า พล.อ.ประยุทธ์ น่าจะเข้าเส้นชัยอย่างสวยงาม

อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ได้เป็นบทสรุปทางการเมือง แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเมืองบทใหม่ ภายหลังสิ้นสุดอำนาจการบริหารประเทศของ คสช.

ตามขั้นตอนของการเดินหน้าเข้า สู่ระบอบรัฐสภา จะเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการรับรอง สส.ให้ได้จำนวน 95% หรือ 475 คน จากทั้งหมด 500 คน ให้ได้ภายใน 60 วันนับแต่วันเลือกตั้ง ซึ่ง กกต.คาดว่าจะประกาศรับรองได้ในช่วงเดือน พ.ค. ทันกรอบเวลา 60 วันตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ

เสร็จจากกระบวนการข้างต้น ภายใน 15 วันนับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้ง สส. ให้มีการเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อให้สมาชิกได้มาประชุมเป็นครั้งแรก ซึ่งการเปิดประชุมดังกล่าวจะเป็นการเริ่มต้นของสมัยประชุมของรัฐสภาที่สมัยประชุมรัฐสภาหนึ่งจะมีเวลา 120 วัน

เมื่อเปิดสมัยประชุมแล้วจะเข้าสู่ขั้นตอนของการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเลือกประธานสภาในการทำหน้าที่เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกฯ ซึ่งประธานสภายังจะเป็นประธานรัฐสภาโดยตำแหน่งอีกด้วย โดยทันทีที่ได้ตัวประธานรัฐสภา กระบวนการเลือกนายกรัฐมนตรีจะเริ่มขึ้นเช่นกัน

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ต้องยอมรับว่าพรรคพลังประชารัฐจะเป็นพรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล เพื่อตั้งรัฐบาลผสมอย่างน้อย 5 พรรคการเมือง

ประกอบด้วย พรรคพลังประชารัฐ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย พรรครวมพลังประชาชาติไทย พรรคชาติไทยพัฒนา ซึ่งจะมีเสียงเกิน 251 เสียงจาก สส.ทั้งหมด 500 คนไม่มากนัก

เรียกได้ว่าทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านต่างมีเสียงในสภาผู้แทนราษฎรสูสีกัน พอสมควร เพียงแต่ พล.อ.ประยุทธ์ ขึ้นมาเป็นนายกฯ ได้ด้วยแรงสนับสนุนจากวุฒิสภาตามบทเฉพาะกาลในรัฐธรรมนูญ

ทุกครั้งของการขึ้นมาเป็นนายกฯ  สิ่งที่ยากที่สุดไม่ได้อยู่ที่การฟอร์มรัฐบาล แต่เป็นการที่รัฐบาลจะอยู่อย่างไรภายใต้เสถียรภาพทางการเมืองที่ง่อนแง่นแบบนี้

การเปิดสมัยประชุมรัฐสภาไม่ต่างอะไรกับการเปิดสงครามทางการเมือง งานกลุ่มแรกที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการ คือ การจัดทำนโยบายของรัฐบาลเพื่อแถลงต่อที่ประชุมรัฐสภา และการเสนอร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563

การแถลงนโยบายรัฐบาล แม้รัฐธรรมนูญกำหนดให้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลและไม่ต้องผ่านการลงมติให้ความเห็นชอบจากรัฐสภา แต่การแถลงนโยบายของรัฐบาล จะเป็นการแสดงแสนยานุภาพของรัฐบาลว่าจะพาประเทศไทยเดินหน้าอย่างไรตลอด อายุของรัฐบาล 4 ปี

ส่วนการเสนอกฎหมาย งบประมาณประจำปี อย่างที่ทราบกัน ดีว่ากฎหมายงบประมาณเป็นเครื่องมือสำคัญของการบริหารประเทศ รัฐบาลจะไปรอดหรือไม่รอด ก็ขึ้นอยู่กับกฎหมายงบประมาณส่วนหนึ่ง

ที่สำคัญทั้งการแถลงนโยบาย ของรัฐบาลและการเสนอกฎหมาย งบประมาณ จะไม่ได้เป็นง่ายของ พล.อ.ประยุทธ์ และพรรคพลังประชารัฐ เหมือนกับที่เคยเสนอกฎหมาย ต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)  อีกแล้ว

ทุกถ้อยคำในนโยบายรัฐบาลและกฎหมายงบประมาณ จะถูกฝ่ายค้านที่มีเสียงพอๆ กับรัฐบาล ชำแหละข้ามวันข้ามคืน ไม่ใช่การยกมือผ่านกฎหมาย งบประมาณด้วยเวลา 3 ชั่วโมงแบบที่ สนช.เคยทำให้เห็นมาก่อน

พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะนายกฯ คนที่ 30 จะมีเพดานความอดทนอดกลั้นต่อการอภิปรายของนักการเมืองอาชีพขนาดไหน เพราะตลอด 5 ปีล้วนแต่ฟัง คำหวานของสมาชิก สนช.มาตลอด

ขณะเดียวกันสมัยประชุมของรัฐสภาที่จะเปิดขึ้น หมายความว่ามี ความเป็นไปได้ที่จะได้เห็นฝ่ายค้านที่มีมากกว่า 200 เสียงเข้าชื่อกันเพื่อยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ตั้งแต่ปีแรกในการทำงานของรัฐบาล โดยไม่ให้รัฐบาลมีเวลาดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์แบบในอดีต

ยิ่งไปกว่านั้นรัฐมนตรีที่เป็น สส. ก็จะไม่สามารถโหวตลงมติไว้วางใจ ให้กับรัฐมนตรีในรัฐบาลได้ เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดให้ สส.ต้องปราศ จากการขัดกันแห่งผลประโยชน์  เท่ากับว่าเสียงโหวตก็จะหายไป บางส่วนด้วย

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะระหว่างทางยังมีเรื่องอีกมาก  และด้วยเสียงในสภาที่รัฐบาลมีไม่ เด็ดขาด โอกาสที่รัฐบาลจะอยู่ได้ ไม่นานก็มีความเป็นไปได้สูง

ข่าวล่าสุด

ปิดฉาก Tough Mudder พัทยา นักวิ่ง 20 ชาติลุยโคลนเงินสะพัด 150 ล้าน

ปิดฉาก Tough Mudder พัทยา นักวิ่ง 20 ชาติลุยโคลนเงินสะพัด 150 ล้าน