วิถี'ชาติไทยพัฒนา'นกน้อยทำรังแต่พอตัว
การเลือกตั้งมีขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า หลายพรรคเดินหน้ากอบโกยคะแนนเสียงล่วงหน้า ซึ่งพรรคชาติไทยพัฒนาเป็นหนึ่งในพรรคการเมืองที่เร่งทำงานเช่นกัน
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
แม้จะยังไม่มีพระราชกฤษฎีกาประกาศวันเลือกตั้ง แต่เวลานี้พรรคการเมืองหลายพรรคได้เดินหน้ากอบโกยคะแนนเสียงกันล่วงหน้าให้เห็นชัดเจนแล้ว ซึ่งพรรคชาติไทยพัฒนาเป็นหนึ่งในพรรคการเมืองที่เร่งทำงานกันตัวเป็นเกลียวเช่นกัน
การเลือกตั้งในครั้งนี้ พรรคชาติไทยพัฒนา มีรูปร่างหน้าตาเปลี่ยนไปจากทุกครั้ง เพราะที่ผ่านมาแฟนคลับจะคุ้นเคยกับคนตัวเล็กใจใหญ่อย่าง "บรรหาร ศิลปอาชา" อดีตนายกรัฐมนตรี แต่เมื่อสิ้นมังกรการเมือง ทำให้ทายาทต้องออกหน้า นำพรรคลงสนามแทน
จังหวะนี้ โพสต์ทูเดย์ได้มีโอกาสสนทนากับ "นิกร จำนง" ผู้อำนวยการพรรคชาติไทยพัฒนา ถึงทิศทางการขับเคลื่อนพรรคในการเลือกตั้งครั้งสำคัญที่กำลังจะมาถึง
"เราได้เตรียมความพร้อมไว้พอสมควรแล้ว จะเห็นได้ว่าขณะนี้สาขาพรรคก็ได้ทยอยเปิดไปแล้วในแต่ละภูมิภาค เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย นอกจากนี้ได้สรรหาตัวแทนพรรคประจำจังหวัดเพื่อมาเป็นกลไกในการสรรหาผู้สมัคร สส. ซึ่งมีคนเข้ามาสมัครเป็นจำนวนมาก และเป็นที่น่าพอใจสำหรับพรรคขนาดกลางอย่างพรรคชาติไทยพัฒนา"
เมื่อพรรคมีความพร้อมในระดับหนึ่งแล้ว ทำให้พรรคชาติไทยพัฒนาเริ่มตั้งเป้าว่าการเลือกตั้งครั้งนี้น่าจะได้ สส. 25 คน หรือคิดเป็น 5% จาก สส.ทั้งหมด 500 คน
"เราตั้งใจอยู่แล้วจะเข้าสู่การเลือกตั้ง เราเดินช้าๆ แต่เรามีประสบการณ์เรื่องการเลือกตั้งมามากพอสมควร เราไม่ได้เป็นพรรคที่ เพิ่งตั้ง เรามีความเป็นมามากกว่า 40 ปีแล้ว ผ่านการเลือกตั้งมา 13-14 ครั้งแล้ว กลไกบางอย่างมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้าง แต่ก็เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงในส่วนปลีกย่อยเท่านั้น"
"เราเป็นพรรคการเมืองที่มีประวัตินานพอสมควร เราก็พร้อมตามแบบของเรา อีกอย่าง คือเราไม่ได้เป็นพรรคขนาดใหญ่ ดังนั้นความพร้อมของเราประมาณแบบนี้ก็เพียงพอแล้ว ที่ตั้งเป้าไว้ถ้าได้สัก 25 คน หรือประมาณ 5% ก็เป็นที่น่าพอใจ"
การตั้งเป้าตัวเลขไว้ที่ 25 คน แสดงว่าเกี่ยวกับการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีในสภา? นิกร รีบตอบทันทีว่า "ไม่ได้เกี่ยวกับตรงนั้น แต่เราคิดว่า 5% เป็นตัวเลขที่พรรคตั้งขึ้นมา โดยประเมินจากตนเองว่าพรรคน่าจะทำได้ แต่ถ้าได้มากกว่านั้นก็เป็นเรื่องที่ดี"
"ถ้าจะให้แยกว่าเป็น สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และ สส.บัญชีรายชื่อเท่าไหร่ เรายังคงแบ่งแยกออกมาไม่ได้ เพราะการเลือกตั้ง ครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งครั้งแรกที่เป็นระบบการเลือกตั้งแบบใหม่ ทำให้ประเมินไม่ได้เลย แต่เราก็คิดว่าอาศัยประสบการณ์และการวิเคราะห์ และมาตั้งเป้ากับตัวเอง จะได้มากหรือได้น้อยก็ไม่มีปัญหาอย่างใด และเราคงไม่เสนอบุคคลภายนอก มาเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะถ้าเราจะเสนอชื่อนายกฯ ก็จะเสนอคนของเราเอง"
"คิดว่าพรรคน่าจะเคลื่อนตัวทางการเมืองได้ดีและมีความคล่องตัวพอสมควร ไม่อุ้ยอ้าย ไม่เป็นภาระกับใคร จึงคิดว่าขนาดของพรรคชาติไทยพัฒนาประมาณนี้น่าจะเป็นขนาดที่เหมาะสม"
สำหรับเรื่องนโยบายของพรรคชาติไทยพัฒนานั้น นิกร บอกเป็นหลักการสำคัญว่าจะกลับไปสู่ความคลาสสิกที่พรรคชาติไทยพัฒนาเคยเป็น
"เรื่องของนโยบายนั้นพรรคได้เตรียมการเอาไว้แล้ว คือ จะเป็นการกลับไปเป็นพรรคชาติไทยพัฒนาในแบบที่เคยเป็น โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับนโยบายด้านการเกษตร เพราะประชาชนส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรจำนวนมาก"
"เราเข้าใจดีว่าเกษตรกรต้องการอะไร พรรคชาติไทยพัฒนามีนโยบายด้านการเกษตรที่แยกออกมาจากนโยบายเศรษฐกิจ ซึ่งพรรคให้น้ำหนักเรื่องการเกษตรและเศรษฐกิจเท่าๆ กัน ต่างจากพรรคการเมืองอื่นๆ ที่จะเอานโยบายด้านเกษตรไปรวมกับเศรษฐกิจ"
"เราเป็นนกน้อย ก็ควรทำรังแต่พอตัว แต่รังที่ทำก็ต้องมีคุณภาพด้วย ดังนั้นนโยบายพรรคจะเดินไปอย่างนี้ อีกอย่างเราไม่ได้เป็นพรรคขนาดใหญ่ที่จะไปถือธงนำในการบริหารประเทศ แต่เราจะเน้นและพูดในสิ่งที่เราทำได้และเราถนัด ไม่เกินเลยไปจากตัวเอง"
ที่ผ่านมาพรรคชาติไทยพัฒนาถูกจับตามองว่าจะเป็นแต่พรรคร่วมรัฐบาลอย่างเดียว แล้วการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคจะแก้ภาพตรงนี้อย่างไร? นิกร แจกแจงว่า "คืออย่างนี้ คนไม่ได้เข้าใจลึกๆว่าเราเป็นคนเช่นไร ผมก็อยากเรียกร้องโอกาสนี้ ให้มองชัดๆ มาที่พรรคชาติไทยพัฒนาว่าทำไมเราถึงเป็นรัฐบาลอยู่เรื่อยๆ จริงๆ แล้วลึกๆ พรรคชาติไทยพัฒนาเราเคยเป็นรัฐบาลมาก่อน และเราถือคำพูดเป็นสำคัญ"
"หลักการคือ ถ้าเราตกลงกับใครแล้ว เราไม่เคยทิ้งคนอื่นระหว่างทาง เราจะอยู่กันจนถึงที่สุด บางทีที่ผ่านมามันมีปัญหาในการร่วมรัฐบาลเหมือนกัน แต่เราก็อดทนอยู่จนจบ ดังนั้นเป็นเรื่องของคนตัวไม่ใหญ่นัก แต่เป็นคนที่พูดจริงทำจริงและเชื่อถือได้ คนก็อยากจะคบ"
"ถ้าเขาอยากจะทำรัฐบาลและหันมาที่พรรคชาติไทยพัฒนา คงเป็นเพราะเขาเชื่อว่าถ้าพรรคชาติไทยพัฒนาโอเคก็คือโอเค ไม่ต้องกังวลว่าจะแทงข้างหลังหรือทิ้งไว้กลางทาง เราจึงมักจะถูกเชิญเข้าร่วมรัฐบาลก่อนเสมอ กลายเป็นว่าพรรคจึงได้ร่วมรัฐบาลบ่อย"
"เราเคยเป็นฝ่ายค้าน โดยในอดีตเราประกาศล่วงหน้าด้วยซ้ำ ถ้าพรรคไทยรักไทยได้เสียงพอที่จัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ พรรคชาติไทยพัฒนาจะเป็นฝ่ายค้าน เพราะเราคิดว่าเราควรเป็นฝ่ายค้าน"
"ส่วนบางครั้งที่เราไปร่วมรัฐบาลก็เพราะตั้งรัฐบาลกันไม่ได้ และเขามาขอให้มาร่วมกันตั้งรัฐบาล เราก็ไป ซึ่งเป็นการทำงานแบบมีเหตุผล การที่เป็นพรรคที่มีคนชอบคบหานั้น มันต้องมีความผิดด้วยเหรอ เราแค่มีนิสัยแบบนี้ คือ ไม่ทิ้งเพื่อน และไม่แทงข้างหลัง เราแค่เป็นอย่างนี้ และคนก็ชอบคบกับเราและเชิญเราไปทำงานร่วมกัน ผมจึงขออุทธรณ์ไว้ด้วย"
ส่วนบทบาทของคนรุ่นใหม่ภายในพรรค นิกร ยืนยันว่ายังคงทำงานด้วยกันได้เป็นอย่างดี และทุกอย่างเดินหน้าไปตามขั้นตอน
"วิธีคิดและการทำงานยังไม่ได้เปลี่ยนแปลง คุณท็อป (วราวุธ ศิลปอาชา) ก็ยังอยู่เป็นประธานยุทธศาสตร์ในการกำหนดนโยบาย เราฟังทั้งแนวคิดใหม่ๆ และประสบการณ์จากคนรุ่นเก่าในพรรค ทำให้มีการผสมกลมกลืนกันเป็นอย่างดี"
"พรรคยังมีคนรุ่นใหม่ที่ทำงานกันอยู่ แต่คนรุ่นใหม่ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเฉพาะคนที่มีอายุน้อย เพราะจะเน้นเรื่องการมีความคิดแนวใหม่ๆ และเน้นการปฏิบัติ"
"คนที่ไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าคนนั้นจะมีอายุเท่าไหร่ เขาก็จะไม่ใช่คนรุ่นใหม่ เพราะคนรุ่นใหม่คือคนที่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงได้เสมอ และพร้อมจะเปลี่ยนไปตามการพัฒนา และมองไปไกลและเดินไปข้างหน้าอยู่เรื่อยๆ คนอายุน้อยที่ยืนอยู่กับที่ก็ไม่ใช่คนรุ่นใหม่ ดังนั้นยืนยันว่าเรายังมีความเป็นรุ่นใหม่อยู่ ซึ่งหมายถึงในเชิงแนวความคิด"
สุดท้าย เมื่อถามว่า ปัจจัยชี้ขาดว่าแพ้หรือชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้คืออะไร นิกร มองว่า "มันอ่านยาก เพราะอยู่ที่ประชาชนเป็นหลัก ประชาชนอยู่กับความทุกข์ยากในเรื่องการเมืองมานาน ขณะนี้ประชาชนมีการรับรู้ทางการเมืองว่ามีผลกระทบอะไรกับเขา อยู่ที่ว่าเขาจะตัดสินใจอย่างไร"
"เราประเมินว่าประชาชนอึดอัดกับความขัดแย้งมามากแล้ว สถานการณ์ยังมีความขัดแย้งอยู่ และเป็นแบบมีการเพิ่มฝ่ายด้วยซ้ำ เราจึงเน้นการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งไปด้วยการก้าวข้ามไปด้วยกัน"
แสดงว่าไม่ได้วัดกันที่เงิน? นิกร ตอบว่า "การเลือกตั้งกำลังเดินไปเป็นแบบสมัยใหม่แล้ว เพราะมีพลังของสื่อสังคมออนไลน์ที่ยังไม่มีใครอ่านออก มันเกิดผลในหลายประเทศมาแล้ว ผมเชื่อว่ามันมาถึงจุดที่ประชาชนจะเลือกทางออกของเขาเอง"
"เหมือนกับการใส่ปุ๋ย ถ้าใส่ไปมากๆ ก็ได้แค่นี้ ใส่เพิ่มเข้าไปอีกก็จะไม่ได้ผลเท่าเดิม ใส่มากขึ้นไปอีกพืชก็ตายหมด กลายเป็นนาล่ม" นิกร ทิ้งท้าย


