แก้รธน.ไม่ง่าย แค่ปม ดิสเครดิต คสช.

วันที่ 14 ธ.ค. 2561 เวลา 08:55 น.
แก้รธน.ไม่ง่าย แค่ปม ดิสเครดิต คสช.
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

บรรยากาศการเมืองเริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้งหลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ปลดล็อกให้พรรคการเมืองสามารถดำเนินกิจกรรมและหาเสียงได้อย่างอิสระตอบกรอบที่กฎหมายกำหนด ดังจะเริ่มเห็นการขยับของนักการเมืองกันอย่างคึกคักในช่วงเวลานี้

ยังไม่รวมกับบรรดาแคมเปญหาเสียงที่หลายพรรคเตรียมเข็นนโยบายออกมาซื้อใจประชาชน แข่งกับนโยบายลดแลกแจกแถมจากฝั่งรัฐบาลที่กำลังอัดแพ็กเกจเจาะจงไปยังกลุ่มผู้มีรายได้น้อย

จากสัญญาณเบื้องต้นก่อนหน้านี้หลายพรรคเห็นพ้องต้องกันว่ารัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังใช้อยู่ในปัจจุบันมีจุดอ่อนหลายจุด ที่สำคัญยังซ่อนเงื่อนงำการสืบทอดอำนาจของ คสช.ไว้ในหลายส่วน ถึงขั้นประกาศว่าหลังเลือกตั้งจะเสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องเร่งด่วน

นำมาสู่แนวร่วมที่เปิดหน้าสนับสนุนจุดยืนแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีแนวโน้มจะแปรเปลี่ยนเป็นพลังสำคัญในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งที่จะถึง อยู่ที่ว่าจะได้เสียงมากน้อยเพียงพอแค่ไหน

นอกจากการทิ้งปมสืบทอดอำนาจไว้ในรัฐธรรมนูญแล้ว อีกปมปัญหาที่บรรดาพรรคการเมืองต่างๆ เห็นพ้องต้องกันว่าเป็นจุดอ่อนต้องรีบแก้ไข คือ ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่ล็อกให้รัฐบาลตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเดินหน้าไปตามนั้น หากไม่ปฏิบัติตามย่อมมีความผิดและถูกลงโทษ

การตีกรอบรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งต้องเดินตามยุทธศาสตร์ชาตินั้น อีกด้านหนึ่งย่อมทำให้รัฐบาลซึ่งอาจไม่เห็นด้วยกับยุทธศาสตร์ต้องเดินหน้าทำสิ่งที่ไม่เห็นด้วย และอาจตัดโอกาสที่จะทำนโยบายที่เคยหาเสียงไว้กับประชาชนในช่วงก่อนเลือกตั้งด้วยงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัด

เป้าหมายเรื่อง "แก้ไขรัฐธรรมนูญ" จึงมีให้ได้ยินมาอย่างต่อเนื่องจากบรรดาพรรคการเมืองที่กึ่งจะใช้เป็นแนวทางหาเสียงของพรรค ตัวเองก่อนหน้านี้ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วกลไกการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถูกวางแนวทางให้ยากขึ้นกว่าในอดีตหลายเท่า

เริ่มตั้งแต่ ประเด็นแรก ในการพิจารณาวาระแรกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญนอกจากรัฐสภาต้องเห็นชอบด้วยเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมด เท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาแล้ว  "ในจำนวนนี้ต้องมี สว.เห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา"

ดังนั้น หากพิจารณาถึงความเป็นไปได้แล้วช่วงที่มี สว.เฉพาะกาล 250 คน ซึ่งมีที่มาจากการคัดเลือกสุดท้ายโดย คสช.แล้วโอกาสที่ สว.อย่างน้อย 84 เสียงจะโหวตให้แก้ไขรัฐธรรมนูญตามความต้องการของบรรดาพรรคการเมืองจึงไม่ใช่เรื่องง่าย

ประเด็นต่อมา การออกเสียงลงคะแนนในวาระที่ 3 นอกจาก สว.จะต้องเห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ เห็นวาระแรกแล้ว ในวาระที่ 3 นี้ ยังต้องมีสมาชิกจากพรรคฝ่ายค้าน เห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่า 20% ของทุกพรรคการเมือง

รวมทั้งหากจะแก้ไขเพิ่มเติมหมวด 1 บททั่วไป หมวด 2 พระมหากษัตริย์ หรือหมวด 15 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หรือเรื่องที่เกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งต่างๆ ตามรัฐธรรมนูญ หรือเรื่องที่เกี่ยวกับหน้าที่หรืออำนาจของศาล หรือองค์กรอิสระ ต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติว่าเห็นด้วยหรือไม่ก่อน

อีกทั้งยังเปิดช่องให้ สส.หรือ สว. หรือสมาชิกทั้งสองสภารวมกัน จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภา หรือของทั้งสองสภารวมกัน เข้าชื่อเสนอความเห็นต่อประธานแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิกหรือประธานรัฐสภา

เพื่อส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวขัดต่อมาตรา 255 คือเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐหรือไม่ รวมทั้งมีลักษณะที่ต้องทำประชามติก่อนหรือไม่

แม้จะเห็นว่าเส้นทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญข้างหน้าแทบเป็นไปได้ยาก แต่บรรดาพรรคการเมืองก็ยังพยายามยืนยันเจตนารมณ์ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะต้องการเปิดหน้าชนและหวังผลดิสเครดิต คสช. ตลอดจนการตัดคะแนนนิยมในพรรคที่มีเป้าหมายสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัยได้อีกทางหนึ่งด้วย

ไล่มาตั้งแต่ปม "ยุทธศาสตร์" ที่หลายฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่าอาจเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาวที่ถูกล็อกไว้ 20 ปี และยังเป็นการกำหนดโดยคนเพียงแค่กลุ่มหนึ่งไม่มีการเปิดรับฟังความคิดความเห็นอย่างจริงจังและรอบด้านอย่างที่ควรจะเป็น

มาจนถึงปมใหญ่อย่างมาตรา 279 ซึ่งรับรองบรรดาคำสั่งและการกระทำของ คสช. ก่อนหน้านี้ ที่ว่ากันเป็นมรดกของ คสช. ซึ่งหลายฝ่ายเรียกร้องให้ยกเลิก

การเสนอแก้ไขมาตรานี้ย่อมจะเป็นโอกาสให้ฝั่งตรงข้าม คสช. หยิบยกเหตุผลขึ้นมาถล่มความน่าเชื่อถือ คสช. โดยเฉพาะกับบรรดาคำสั่งที่ออกมาท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีเบื้องหน้าเบื้องหลังเชื่อมโยมไปถึงแรงจูงใจทางการเมือง ซึ่งมีอยู่หลายประเด็นโดยเฉพาะการแต่งตั้งโยกย้ายในระยะหลัง

การพุ่งเป้าขยายแผลจากรัฐธรรมนูญจึงเป็น ช่องทางที่สามารถดึงแนวร่วมให้มาสนับสนุนฝั่งตัวเอง และยังสามารถดิสเครดิต คสช. ได้อย่างมีน้ำหนักในเวลาเดียวกัน