ชทพ.โชว์พลังดูด ปักหลักรักษาพื้นที่

  • วันที่ 31 ต.ค. 2561 เวลา 09:15 น.

ชทพ.โชว์พลังดูด ปักหลักรักษาพื้นที่

ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

พรรคชาติไทยพัฒนากลายเป็นอีกพรรคหนึ่งที่มีนักการเมืองระดับบิ๊กเนมมาทำงานด้วย ภายหลังเริ่มเปิดตัวและเปิดหน้าไปเมื่อการประชุมใหญ่ของพรรคเมื่อวันที่ 26 ต.ค.ที่ผ่านมา

กลุ่มการเมืองหลักที่เข้ามาร่วมงานกับพรรคอย่างเป็นทางการ ได้แก่ 1.กลุ่มตระกูลสะสมทรัพย์ 2.กลุ่มตระกูลไกรวัตนุสสรณ์ และ 3.กลุ่มพรรคมาตุภูมิ ซึ่งเป็นกลุ่มที่เข้ามาเติมเต็มให้กับพรรค หลังจากก่อนหน้านี้พรรคชาติไทยพัฒนาเพิ่งเสียขุนพล ในภาคกลางในพื้นที่สุพรรณบุรีและอุทัยธานีให้กับพรรคเพื่อไทยและ พรรคภูมิใจไทยตามลำดับ

การเข้ามาของกลุ่มสะสมทรัพย์ มีนัยทางการเมืองพอสมควร เนื่องจาก "อนุชา สะสมทรัพย์" ได้เข้ามาเป็นกรรมการบริหารพรรคด้วย อันแสดง ให้เห็นถึงยุทธศาสตร์ของพรรค บางประการ

แต่นัยทางการเมืองที่ว่านั้นยัง ไม่เท่ากับการกลับสู่เวทีการเมือง อีกครั้งของ "กัญจนา ศิลปอาชา"หัวหน้าพรรค และ "ประภัตร โพธสุธน" เลขาธิการพรรคเดิมทีบรรดาผู้ใหญ่ในพรรคต่างเห็นพ้องกันว่าถึงเวลาแล้วที่พรรคชาติไทยพัฒนา ควรใช้จังหวะนี้ในการปฏิรูปพรรคตัวเองอย่างจริงจัง โดยให้ "วราวุธ ศิลปอาชา" เป็นหัวหน้าพรรค และ "สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ" อดีต สส.ศรีสะเกษ เป็นเลขาธิการพรรค ภายใต้หลักการใช้คนรุ่นใหม่นำพรรคและให้คนรุ่นใหญ่คอยสนับสนุน

เมื่อแนวทางนี้ลงตัว จึงเป็นที่มาของการที่ "วราวุธ-สิริพงศ์" เดินสายตามเวทีเสวนาวิชาการต่างๆ เพื่อนำเสนอไอเดียใหม่ของพรรค ซึ่งหวังว่าจะช่วยให้พรรคได้รับการมองว่าเป็นพรรคของคนรุ่นใหม่ที่มีแนวทางการทำงานการเมืองชัดเจน ไม่ใช่แต่ทำงานการเมืองเพื่อจะเป็นเพียงพรรคร่วมรัฐบาลเหมือนที่หลายฝ่ายเคยสบประมาทมาหลายสิบปี

ทว่า ทันทีที่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศตัวเลข สส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้งที่แต่ละจังหวัดจะพึงออกมา ปรากฏว่าพรรคชาติไทยพัฒนาต้องหันหัวรถกลับมาแบบ 360 องศา เนื่องจากพื้นที่ทางการเมืองของพรรคชาติไทยพัฒนามีจำนวน สส.ลดลง เช่น สุพรรณบุรี เหลือ สส. 4 คนจาก 5 คน หรือ อ่างทอง เหลือ 1 คน จาก 2 คน

จำนวน สส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้งที่ลดลงนั้นหมายถึงฐานคะแนนที่จะ นำมาเพื่อหาจำนวน สส.ระบบบัญชีรายชื่อลดลงไประดับหนึ่งด้วย ทำให้พรรคชาติไทยพัฒนาต้องประเมินพื้นที่กันใหม่ จนที่เป็นมาของความไม่ลงตัวในเรื่องโควตาการสมัคร สส.และแนวทางการทำงานทางการเมืองระหว่างคน รุ่นใหม่และคนรุ่นใหญ่ในพรรค          กลุ่มรุ่นใหญ่ของพรรคมองว่า ภายใต้ระบบการเลือกตั้งที่เป็นอยู่ ทำให้พรรคเสียเปรียบ ประกอบกับพรรคเพื่อไทย พรรคพลังประชารัฐต้องการเข้ามารุกในพื้นที่ของพรรคชาติไทยพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นสุพรรณบุรี อ่างทอง อุทัยธานี

ไม่เพียงเท่านี้ ท่าทีที่ผ่านมาของกลุ่มคนรุ่นใหม่เริ่มจะออกมาให้สัมภาษณ์กระทบคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หลายครั้ง โดยเฉพาะการเรียกร้องให้ คสช.ให้ความชัดเจนกับพรรคการเมืองในการ ทำกิจกรรมการเมือง ซึ่งคนรุ่นใหญ่ของพรรคมองว่าเป็นการเปิดศึกกับทหารมากเกินไป ย่อมไม่ส่งผลดีกับพรรคระยะยาว

ด้วยเหตุนี้เองจึงเป็นเหตุผลว่าทำไม "ประภัตร" คนใหญ่เมืองสุพรรณบุรี ต้องกลับมาเป็นเลขาธิการพรรคอีกครั้ง

ชื่อของประภัตรในสุพรรณบุรี เป็นรองเพียงแค่ "บรรหาร ศิลปอาชา"อดีตนายกรัฐมนตรีผู้ล่วงลับเท่านั้น ผ่านการเป็นรัฐมนตรีมาหลายกระทรวง คอนเนกชั่นและบารมีการเมืองก็ มีไม่น้อย ถึงขั้นที่ครั้งหนึ่ง "ทักษิณ ชินวัตร" เมื่อครั้งเป็นหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ยังพยายามอยากจะให้มาเป็นเลขาธิการพรรคไทยรักไทย แต่สุดท้ายประภัตรก็ไม่ได้ย้ายพรรคและเลือกอยู่กับบรรหารต่อไป

อย่างไรก็ดี เป็นที่ทราบดีว่า "ประภัตร-ทักษิณ" ต่างเป็นมิตรที่ดี ต่อกัน เพราะขนาดในยามที่ทักษิณ ไม่ได้เป็นนายกฯ แล้ว ประภัตรยัง เปิดบ้านที่สุพรรณบุรีต้อนรับทักษิณ ที่พานักธุรกิจซาอุดิอาระเบียชมการ ทำนาเมื่อปี 2551

ดังนั้น การเป็นเลขาธิการพรรคของประภัตรอาจเป็นสะพานที่เชื่อม ไปถึงพรรคเพื่อไทยได้เป็นอย่างดี อย่างน้อยน่าจะช่วยให้พรรคเพื่อไทยที่ต้องการเจาะฐานสุพรรณบุรีและจังหวัดแวดล้อม ลดความพยายามลงมาบ้าง เนื่องจากต้องยอมรับว่าพื้นที่สุพรรณบุรีค่อนข้างระส่ำระสายพอสมควร

นอกจากนี้ การได้กลุ่มการเมืองบางกลุ่มเข้ามาเสริมก็ช่วยให้พื้นที่หลักของพรรคเป็นปึกแผ่นมากขึ้น เช่น นครปฐม ซึ่งเดิมพรรคชาติไทยและกลุ่มสะสมทรัพย์เคยเป็นคู่แข่งกันมาก่อน คราวนี้มาอยู่พรรคเดียวกัน ทำให้ สส.นครปฐม 5 คนน่าจะเป็นของพรรคทั้งจังหวัด หรือในกรณีของการได้กลุ่มไกรวัตนุสสรณ์ในฐานะเจ้าของพื้นที่สมุทรสาคร ก็น่าไม่พลาด เนื่องจาก "เฮียม้อ" มณฑล ไกรวัตนุสสรณ์ เป็นนายก อบจ.สมุทรสาคร

เมื่อสุพรรณบุรีและนครปฐม เข้มแข็ง แน่นอนว่าย่อมจะมีอานิสงส์ไปถึงจังหวัดรอบๆ ที่เคยเป็นของพรรคชาติไทยพัฒนาด้วย โดยมีประภัตร เข้ามาเป็นมือประสานสิบทิศและคุมยุทธศาสตร์การเลือกตั้งของพรรค

การอยู่รอดของพรรคในช่วงเปลี่ยนผ่านเป็นสิ่งสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด จึงไม่แปลกที่กลุ่มคนรุ่นใหม่ของพรรคต้องยุติการขายฝันไปอย่างไม่มีกำหนด

เรียกได้ว่าเมื่อรุ่นใหญ่ลงมาลุยเอง รุ่นใหม่ก็ต้องจำใจหลบให้อย่างไม่มีข้อแม้

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ