คุมโซเชียลมีเดีย เกมใหม่ปิดปากการเมือง

  • วันที่ 30 ส.ค. 2561 เวลา 07:40 น.

คุมโซเชียลมีเดีย เกมใหม่ปิดปากการเมือง

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เป็นไปตามคาดกับผลสรุปของที่ประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กับการเห็นชอบคลายล็อกการเมือง และการแบ่งเขตเลือกตั้งรวม  9 ประเด็น ที่จะออกมาในรูปแบบคำสั่งตามมาตรา 44 หลังจาก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา

เบื้องต้นที่ประชุม คสช.เตรียมคลายล็อกให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมทางการเมืองได้ในช่วงเดือน ก.ย.-ธ.ค. 2561  โดย 9 ประเด็นที่จะมีการแก้ไข อาทิ เรื่องทุนประเดิม 1 ล้านบาทใน 180 วัน การหาสมาชิก 500 คนใน 6 เดือน โดยจะแก้เป็นนับจากคำสั่งนี้ออกไป ส่วนการมีสมาชิก 5,000 คนใน 1 ปี และ 1 หมื่นคนใน 4 ปี แก้เป็น 180 วัน และ 4 ปีนับจากคำสั่งนี้ออกในราชกิจจานุเบกษา

ส่วน กิจกรรมที่กำหนดให้พรรคการเมืองสามารถทำได้ในช่วงเดือน ก.ย.-ธ.ค. อาทิ ประชุมใหญ่แก้ข้อบังคับได้ เลือกตั้งหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค และกรรมการพรรค ประชุมพรรคเพื่อเปิดสาขาพรรคหรือจัดตั้งตัวแทนพรรคได้ แต่ห้ามประชุมก่อม็อบ และห้ามพรรคหาเสียงโดยเด็ดขาด

นอกจากประเด็นเรื่อง "ไพรมารีโหวต" ที่ คาดว่าจะปรับมาใช้วิธีให้พรรคตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 11 คน แล้วรับฟังความเห็นของสมาชิกพรรคก่อนเสนอชื่อผู้ที่จะได้รับคัดเลือกเป็น ผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรค ก่อนให้กรรมการบริหารพรรคนั้นๆ พิจารณา  ซึ่งมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากพรรคการเมืองอยู่พอสมควรแล้ว

อีกประเด็นที่ หลายฝ่ายเริ่มออกอาการเป็นห่วง คือ การหาเสียงผ่านโซเชียลมีเดียที่ทางรัฐบาล คสช.ตั้งท่าเตรียมเข้าไปควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด จนอาจถึงขั้นเป็นกลวิธีปิดปากและเตะสกัดการหาเสียงของพรรคการเมืองต่อไปในอนาคต

วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า จะมีการแก้ไขคำสั่งให้พรรคการเมืองสามารถติดต่อกับสมาชิกพรรคทางโซเชียลมีเดีย เช่น แอพพลิเคชั่นไลน์ได้แต่ต้องมีสมาชิกอยู่ในกลุ่มเท่านั้น รวมถึงไม่สามารถเปิดให้แสดงความคิดความเห็นทาง เฟซบุ๊กสู่สาธารณะอีกต่อไป

นั่นเท่ากับว่าหากการแก้ไขคำสั่ง คสช.ครั้งนี้สำเร็จเรียบร้อย ช่องทางสื่อสารเดียวที่เหลืออยู่ของคนการเมืองในเวลานี้ย่อมตีบตันลงไปไม่เปิดกว้างเหมือนที่ผ่านมา

ต้องยอมรับว่า ในยุคที่ คสช.มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือ  ช่องทางการสื่อสารหลักถูกควบคุมทั้งทางตรงและทางอ้อม จนเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากคนการเมืองและคนเห็นต่างทั่วไปยากจะเล็ดลอดเผยแพร่สู่สาธรณะได้

เหลือก็แต่เพียงแค่ "โซเชียลมีเดีย" ที่พอจะเป็นช่องทางที่แม้จะไม่แพร่หลายหรือเข้าถึงประชาชนได้ใน วงกว้างเหมือนสื่อกระแสหลักทั่วไป แต่ก็พอจะสามารถสื่อสารไปถึงประชาชนบางส่วน และยังอาจถูกสื่อกระแสหลักหยิบยกไปขยายผลต่อไป

จนทำให้หลายๆ คนยึดโซเชียลมีเดียเป็นช่องทางแสดงความคิดความเห็น ทั้งตอบโต้ทางการเมือง วิพากษ์วิจารณ์ คสช. เรื่อยไปจนถึงการหาเสียงให้กับพรรคของตัวเองในวันที่ทุกอย่างถูกควบคุม

ที่ผ่านมา แม้ คสช.จะพยายามกดดันเข้าไปควบคุมดูแลการแสดงออกทางช่องทางออนไลน์ ผ่านกฎหมายที่มีอยู่ แต่ก็ยังไม่อาจควบคุมการวิพากษ์วิจารณ์ผ่านช่องทางที่เปิดกว้างเช่นนี้ได้   การที่ คสช.รุกคืบเตรียมขยับเข้ามาควบคุมการแสดงความคิดความเห็นผ่านโซเชียลมีเดีย จึงยิ่งตอกย้ำถึงความพยายามชิงความได้เปรียบจากบรรดาพรรคการเมืองอื่นๆ ที่ยังไม่อาจออกมาขยับทำกิจกรรมหรือแสดงความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่ ต่างจากรัฐบาล คสช.ซึ่งมีช่องทางการสื่อสารของ ตัวเอง สามารถแสดงความคิดความเห็นเผยแพร่ผลงานรัฐบาลเรียกคะแนนสร้างความเชื่อมั่นได้เรื่อยๆ

สอดรับไปกับการติดเครื่องเร่งทำประชาสัมพันธ์ผลงานอย่างเข้มข้น  ดังจะเห็นว่ามีการปรับรูปแบบดึงดารา นักแสดง ที่มีชื่อเสียงมาเป็นอีกกลไกเรียกความสนใจ หลังจากที่ผ่านมา รูปแบบการสื่อสารของทีมประชาสัมพันธ์ของรัฐบาล คสช.อาจไม่เข้าตาหรือทำ ไม่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพทั้งที่มี เครื่องมือเครื่องไม้ครบครัน

แม้จะพยายามเปิดเกมรุกใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างการเปิดไลน์ สายด่วน เพื่อเป็นช่องทางสื่อสารไปถึงประชาชน แต่ก็ยังไม่เป็นที่นิยมหรือมีกระแสตอบรับที่ดี

ยังไม่รวมกับในแง่ "เนื้อหา" ที่ยังไม่อาจสร้างความได้เปรียบทางการเมืองแปรเปลี่ยนเป็นคะแนนนิยมได้อย่างที่คาดหวัง ต่างจากคนการเมืองที่ใช้ช่องทางโซเชียลมีเดียได้อย่างมีประสิทธิภาพและเข้าถึงแฟนคลับและถูกหยิบยกมาพูดถึงเป็นประเด็นทางการเมืองอยู่บ่อยครั้ง

จุดอ่อนตรงนี้จึงอาจเป็นประเด็นที่นำมาสู่การออกคำสั่งเพื่อเข้ามาควบคุมช่องทางโซเชียลมีเดียในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง ซึ่งเชื่อว่าจะเต็มไปด้วยความร้อนแรงจนต้องหาทางตีกรอบไม่ให้บานปลาย

เมื่อรู้อยู่แล้วว่าแต่ละพรรคการเมืองต้องพยายามชิงจังหวะใช้ช่องว่างที่เหลืออยู่ออกมาแสดงความคิดความเห็นพ่วงการหาเสียงที่จะทวีความรุนแรงในช่วงใกล้เลือกตั้ง การเข้าไปควบคุมย่อมจึงเหมือนเตะสกัดคู่แข่ง

คล้ายที่ผ่านมาซึ่งไม่ให้รวมตัวทำกิจกรรมแต่กลุ่มสามมิตรที่ชัดเจนว่าสนับสนุนพรรคของ คสช.ก็ดูจะไม่อยู่ในเงื่อนไขถูกควบคุมจนถูกมองว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ

ทั้งหมดล้วนแต่ทำให้ข้อครหาเรื่องการชิงจังหวะสร้างความได้เปรียบทางการเมืองรุนแรงมากขึ้น

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ